ย้อนรอย เส้นทางการเมือง"สหายแสง"ผู้ไม่กลัว "วีรบุรุษนาแก"

วันที่ 27 ก.พ. 2563 เวลา 15:59 น.
ย้อนรอย เส้นทางการเมือง"สหายแสง"ผู้ไม่กลัว "วีรบุรุษนาแก"
เปิดเส้นทางการเมือง"ครูแก้ว" อดีตเรือจ้าง ส.ส.ลูกชาวนา เคยต่อสู้หนีเข้าป่าเมื่อปี19นาน4 ปี เจ้าของฉายา"สหายแสง"ผู้ไม่กลัว "วีรบุรุษนาแก"ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

กลายเป็นกระแสการเมือง ทำให้หลายคนต้องอยากรู้จัก ที่มาเส้นทางการต่อสู้ชีวิต ของ"นายศุภชัย โพธิ์สุ" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ ครูแก้ว อดีตสหายแสง หลังเกิดวิวาทะกับพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เจ้าของ ฉายา วีรบุรุษนาแก ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้ ครูแก้ว ต้องประกาศตน ให้รับรู้ ว่า เป็นสหายแสง อดีต สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มาก่อน

นายศุภชัย หรืออดีตสหายแสงเคยต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง และเคยหนีเข้าป่า เรียกร้องประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2519 ถือเป็นนักสู้ทางการเมือง ที่มีประวัติโชกโชน ต่อสู้บนเส้นทางการเมือง เพื่อประชาธิปไตย มาตั้งแต่เป็นนักศึกษา จนถึง ข้าราชการครู และประสบความสำเร็จก้าวสู่เส้นทางชีวิตทางการเมือง เป็นผู้แทนหลายยุคหลายสมัย

นายศุภชัย ปัจจุบันอายุ 62 ปี บ้านเกิดภูมิลำเนา อยู่บ้านแค ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พื้นฐานเป็น ลูกชาวไร่ชาวนา ครอบครัวยากจน ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต หาเช้ากินค่ำ แต่ไม่ทิ้งการศึกษา หลังจบ มศ.3 ในยุคจากโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษฏ์ อ.ศรีสงคราม เข้ารับการศึกษาต่อ ที่วิทยาลัยครูสกลนคร หลักสูตร ปกศ.หรือ หลักสูตรการฝึกหัดครูและพัฒนาวิชาชีพครู ในยุคนั้น แต่ด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง และต้องการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในยุคสงครามประชาชน ของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ประมาณปี 2519 จึงหยุดเรียนกลางคันตัดสินใจ เดินเข้าป่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกับกลุ่มสหาย ดาวแดง ในพื้นที่ สีแดง อ.นาแก จ.นครพนม ใช้เวลาร่วม 4 ปี ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจ ออกจากป่า มาศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และสามารถสอบบรรจุรับราชการครูได้ ประมาณ ปี 2524 แต่ยังไม่ละทิ้งอุดมการณ์ทางการเมือง นอกจากยึดอาชีพเรือจ้าง ครูบ้านนอก ยังเป็นแกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย จ.นครพนม แกนนำครู มาโดยตลอด จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ครูใหญ่ ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เมื่อประมาณปี 2529

ต่อมาภายหลัง ปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ถูกขับไล่ เกิดการปะทะ ระหว่างทหาร ตำรวจ กับประชาชน จนเกิดการสูญเสีย ยุค รสช.สืบทอดอำนาจ เป็นที่มาของการ ประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนการเลือกตั้งในเวลาต่อมา ทำให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว สหายแสง ตัดสินใจลาออกจาก ข้าราชการครู เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง ในสังกัดพรรคพลังธรรม มี พลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค ทาบทาม ครูแก้ว ลงสมัคร เขต 2 นครพนม เป็นครั้งแรก แต่สอบตก ได้อันดับ 3

กระทั่งปี 2537 มีการเลือกตั้งซ่อม กรณี นายทนง ศิริประชาพงษ์ หรือ ป.เป็ด อดีต ส.ส.ชื่อดัง นครพนม สังกัดพรรคชาติไทย ต้องคดีพ้นจากตำแหน่ง จึงมีการเลือกตั้งซ่อม 2535/2 ทำให้ พรรคราษฎร ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ คัดเลือกให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว สหายแสง ลงสมัครชิง ส.ส. เป็นครั้ง ที่ 2 ในการเลือกตั้ง ซ่อม แต่สอบตกอีกครั้ง พ่าย ให้กับ นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต ส.ส.แชมป์ตลอดกาล พรรคความหวังใหม่ ต่อมาเมื่อปี 2538 หลังพรรคพลังธรรมถูกยุบ จึงได้รับการชักชวน จาก พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งสอบตกอีก ได้อันดับ 4

จากนั้นหลังสอบตกถึง 3 ครั้ง ในการชิงตำแหน่งผู้แทน ไม่สมหวัง จึงหันมาสร้างฐานการเมืองท้องถิ่น ลงสมัคร ส.อบจ.นครพนม เขต อ.ศรีสงคราม ในช่วงปลายปี 2538 ได้รับการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่ง ยาวถึง 4 ปี จากนั้น ได้รับการทาบทาม จาก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ในนามพรรคความหวังใหม่ ลงชิงตำแหน่ง ส.ส.นครพนม เมื่อปี 2544 ประสบความสำเร็จ รับตำแหน่งด้วยคะแนนท่วมท้น จากชาวบ้านในพื้นที่ ก้าวสู้เส้นทางสนามการเมืองระดับชาติ

ต่อมาเมื่อปี 2545 ความหวังใหม่ ยุบรวม พรรคไทยรักไทย ยุคนายทักษิณ ชิณวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และถูกยุบมาเป็นพลังประชาชน รวมเป็น ส.ส.ถึง 3 สมัย จนถึง ปี 2551 พรรคพลังประชาชน ถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดกับ พรรคภูมิใจไทย จากการนำของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ก่อตั้งพรรค พร้อมได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่งตำแหน่งตั้งแต่ปี 2552 – 2554 ในยุคของนายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางกระแสถูกโจมตีทางการเมือง กล่าวหาว่า ขายตัว เพื่อแลกตำแหน่ง และเป็นที่มาของการพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง ในปี 2554 ให้กับผู้สมัครพรรคเพื่อไทย จนเกิดวิบากกรมทางการเมือง สอบตกมาถึง 2 สมัย แต่ยังคงเดินหน้าต่อสู้ ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับทราบปัญหา แสดงออกถึงอุดมการณ์ทางการเมืองมาต่อเนื่อง รวมเกือบ 8 ปี ในยุคของการรัฐประหาร ของ คสช. โดยเน้นความใกล้ชิด เข้าถึงชาวบ้าน ในที่สุดได้มีโอกาส ต่อสู้ชิงตำแหน่งอีกครั้ง ในการเลือกตั้งปี เมื่อปี 2562

ผลการเลือกตั้งชนะเกินความคาดหมาย สามารถล้มแชมป์เก่า ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย สำเร็จ ได้กลับมานั่งตำแหน่ง ส.ส.เขต 1 นครพนม พรรคภูมิใจไทย ด้วยคะแนนนิยมส่วนตัว ท่วมท้น ที่สำคัญหลังชนะการเลือกตั้ง ยังได้ มีโอกาสร่วมงานกับพรรคฝ่ายรัฐบาลอีกรอบ คือ พลังประชารัฐ ที่ดึง พรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมตั้งรัฐบาล จนทำให้ทางพรรคเสนอ นายศุภชัย นั่งเป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2

"ผมผ่านเส้นทางต่อสู้มายาวนาน บนสนามการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงเคยเป็นอดีตสหาย หรือนักต่อสู้เคลื่อนไหวการเมืองมา หลายยุคหลายสมัย ยอมรับภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นตัวแทนชาวนครพนม ยืนยันว่า ไม่ว่ผมจะอยู่พรรคไหน ฝ่ายไหน ก็ยึดมั่นในเรื่องของประชาธิปไตย และยังยืนเคียงข้างประชาธิปไตยเสมอ แต่ในการทำหน้าที่ บทบาททางการเมือง อาจจะแตกต่างกันไป สำคัญที่สุดผมอยากให้ ประเทศชาติบ้านเมือง เกิดความสามัคคี เกิดการพัฒนา และไม่เคยมีอคติกับพรรคฝ่ายค้าน หรือไม่ต้องการเป็นศัตรูกับใครในเส้นทางการเมือง แต่หากต่อสู้เพื่อประชาชน พร้อมจะเดินหน้าให้ถึงที่สุด ถึงแม้วันนี้ ผมจะเป็นเพียงคนเดียวที่เป็น ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จาก ส.ส. ทั้ง หมด 4 เขต ของ จ.นครพนม ซึ่ง ส.ส.ที่เหลือ 3 เขต เป็น ส.ส.มาจากพรรคเพื่อไทย และอีก 1 คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อมาจาก พรรคเสรีรวมไทย ที่เป็นฝ่ายค้าน แต่ได้มีการหารือพูดคุย วางแนวทาง เพื่อพัฒนาจังหวัดนครพนม เป็นที่ตั้ง และพร้อมจะรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน ของ จ.นครพนม ทุกเรื่อง หากเป็นความต้องการของชาว นครพนม ส่วนใหญ่ผมยินดีที่จะสนับสนุน ร่วมกับ ส.ส.ทุกพรรค ฝากถึงนักการเมืองทุกระดับ รวมถึง พี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศไทย ณ วันนี้ เชื่อมั่นว่า การลดความขัดแย้ง และช่วยกันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ให้เดินหน้าเป็นทางออกที่ดีที่สุด"นายศุภชัย เคยกล่าวไว้หลังได้รับการเลือกตั้ง เป็น ส.ส.เขต 1 นครพนม พรรคภูมิใจไทย