ประเทศไทยในวังวนทุจริต

วันที่ 10 พ.ย. 2553 เวลา 17:39 น.
ปี2553 ไทยมีค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น เพียง3.5จากคะแนนเต็ม10 ทำให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 78 จากการจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก...

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นครั้งแรกสำหรับประเทศไทยในการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมนานาชาติด้วยว่าการต่อต้านการทุจริตครั้งที่ 14 (Thailand Anti-Corruption EXPO 2010) ที่ศูนยประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งงานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งถือว่ากำลังเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศที่เข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย ต่างแสดงความเห็นร่วมกันปัญหาคอรัปชั่นกำลังเป็นมะเร็งร้ายที่ทำร้ายทุกประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการแก้ไขปัญหาความยากจน

ขณะที่ ประเทศไทยที่นับได้ว่าระยะหลังๆมานี้มีผลการสำรวจเกี่ยวกับความโปร่งใสอยู่ในลำดับที่ไม่ค่อยดีนัก ได้พยายามจะใช้เวทีนี้ในการแสดงให้ผู้แทนจากทั่วโลกที่เข้ามาร่วมประชุมให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังแสวงหาแนวทางป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ลุกลามไปมากกว่านี้

ในประเด็นนี้ นายปานเทพ กล้านรงค์ราญ ประธานป.ป.ช. ยอมรับว่า ปี2553 ประเทศไทยมีค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) เพียง3.5จากคะแนนเต็ม10 ทำให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 78 จากการจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก ซึ่งภายหลังจากการลงนามประกาศเจตนารมณ์กับทุกภาคส่วนในกระบวนการต่อต้านการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐแล้ว ป.ป.ช.หวังว่ารัฐบาลจะจริงจังกับการแก้ไขปัญหารทุจริตให้มากขึ้น และหวังว่างานนี้จะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองคนดีได้เร็วยิ่งขึ้นและเพื่อให้ค่าCPIของไทยสูงขึ้นถึง 5 คะแนนในอนาคตต่อไป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทุกวันนี้คนไทยและเยาวชนยอมรับการโกง หากทำให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า ซึ่งขัดกับความเชื่อมเดิมที่ว่าการโกงจะทำให้เศรษฐกิจเสื่อมถอย ทั้งที่ไม่มีการคอรัปชั่นใดที่จะมีผลดี ทั้งนี้การต่อต้านการทุจริต เป็นเรื่องทางศีลธรรม ใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ เพราหากประชาชนยังไม่รู้สุกต่อต้านการทุจริต เราก็ยังจะเผชิญปัญหานี้ในอนาคต

“การสมรู้ร่วมคิดกับการทุจริตคือภัยร้ายแรงที่สุดของการทุจริต ดังนั้นทั้งภาครัฐและเอกชนจึงต้องมาร่วมมือกันต่อต้านการคอรัปชั่น ขณะเดียวกับผู้มีตำแหน่งสำคัญและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ต้องให้ความร่วมมือ และโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่หากคนไทยทุกคน สามารถทำได้ จะเป็นรากฐานในการสร้างศีลธรรมที่แข็งแกร่งได้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากจะเป็นเวทีระดมสมองแล้วทางป.ป.ช.ในฐานะแม่งานได้จัดพื้นที่แสดงนิทรรศการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยเอาไว้ด้วย บนแนวคิด ‘เมืองคนดี’ โดยเป็นการจัดแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบและติดตามคดีการทุจริตที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของป.ป.ช.

ความน่าสนใจของนิทรรศการอยู่ตรงที่การเปิดเผยการดำเนินคดีกับนักการเมืองของไทยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาลงโทษไปแล้วทั้งในรูปแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ์ได้แก่ นายรักเกียรติ สุทธนะ ในคดีการทุจริตจัดซื้อยา นายวัฒนา อัศวเหม จากคดีทุจริตการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดียึดทรัพย์และที่ดินรัชดา

เป็นที่น่าเสียดายว่าในส่วนนี้ทางผู้จัดไม่ได้เน้นเป็นพิเศษมากนัก เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะหนักไปทางคำพิพากษามากกว่า แทนที่จะสะท้อนถึงกระบวนการทุจริตว่ามีลักษณะอย่างไรเพื่อกระตุ้นเตือนให้เห็นถึงพิษภัยการทุจริตที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โดยความสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองข้างต้นนี้ถือได้ว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่กระบวนการยุติธรรมสามารถพิสูจน์การทุจริตจนนำไปสู่คำพิพากษาให้ลงโทษและให้ทรัพย์สินที่ได้มาไม่ถูกต้องตกเป็นของแผ่นดิน แต่ดูเหมือนว่าในงานนี้จะให้ความสำคัญในส่วนนี้น้อยไปหน่อย

สำหรับงานนี้จะมีไปจนถึงวันที่ 13 พ.ย.โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาจกล่าวได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ของรัฐบาลและป.ป.ช.เป็นความพยายามในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทยรวมไปถึงการร่วมปลูกจิตสำนึกของสังคมกลับมาเห็นว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นเป็นสิ่งใกล้ตัวคนไทย