posttoday

มูลนิธิหอศิลปฯต่ออายุ ระดมเงินบริจาคหาค่าน้ำ-ไฟ

03 ตุลาคม 2561

ปัจจุบัน"หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร" กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท

ปัจจุบัน"หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร" กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท

*******************

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับได้ว่า “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่แสดงออกทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ ที่ช่วยหล่อหลอมให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ โดยจุดกำเนิดของหอศิลปฯ เกิดมาจากความตั้งใจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับเครือข่ายศิลปินจำนวนไม่น้อย ต้องการให้มีพื้นที่แสดงผลงานด้านงานศิลปะทุกแขนง อาทิ ภาพถ่าย รูปปั้น ไปจนถึงบทกวี เพราะศิลปะเกี่ยวข้องกับทุกศาสตร์ อาทิ อาหาร เครื่องนุ่งห่มรวมถึงที่อยู่อาศัย ฯลฯ

เป็นที่มาของหนังสือสัญญาที่ทำขึ้นเมื่อปี 2554-2564 โดย กทม.เป็นเจ้าของที่ดินใจกลางเมืองย่านทำเลทอง เขตปทุมวัน ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ใช้งบประมาณก่อสร้างตัวอาคาร ค่าครุภัณฑ์ และระบบป้องกันทรัพย์สิน รวมทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวนกว่า 563 ล้านบาท มอบให้ผู้รับสิทธิ์ คือ มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจัดการนับตั้งแต่นั้น

ทว่าปัจจุบันหอศิลปฯ ภายใต้การบริหารของ ประวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปฯ กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย กำลังทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท อาจทำให้ในไม่ช้าห้องน้ำในหอศิลปฯ จะไม่มีน้ำและไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้

ประวิตร เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้ กทม.แก้ไขหนังสือสัญญาปี 2554 ข้อ 8 ที่ระบุว่า บรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษีใดๆ ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการหอศิลปฯ ตกเป็นความรับผิดชอบของผู้รับสิทธิ์ และผู้รับสิทธิ์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ทันตามเวลาที่กำหนด โดยให้เปลี่ยนเป็น กทม.เข้ามารับผิดชอบแทน

ทั้งนี้ หอศิลปฯ กำลังไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ทำให้ต้องตัดงบจัดนิทรรศการบางส่วนและดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด จากการคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ถึงกลางปี 2562 เท่านั้น อาจต้องลดเวลาเปิดให้บริการ จากเดิมเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. เปลี่ยนเป็นเวลา 11.00-20.00 น. เพื่อประหยัดค่าไฟและค่าน้ำ

“การแก้ไขปัญหาระยะสั้นจะขอรับบริจาคเงินสนับสนุนจากประชาชนที่เดินทางมาใช้บริการ ซึ่งปัญหาทั้งหมดเกิดจากสภา กทม. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ไม่ยอมอนุมัติงบประมาณอุดหนุนปี 2562 ให้กับทางหอศิลปฯ เหมือนที่เป็นมาตลอด” ประวิตร กล่าว

ด้าน ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม.ได้อุดหนุนงบประมาณต่อเนื่องให้กับหอศิลปฯ เช่น ในปี 2560 เป็นเงินราว 45 ล้านบาท อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นของสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว ต่อมาปี 2561 ได้จัดสรรงบ 8-9 ล้านบาท เป็นค่าน้ำค่าไฟ

ขณะที่การเสนอแผนเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากทางหอศิลปฯ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน มีเพียงตัวเลขที่เสนอเข้ามาเท่านั้น ทำให้ปี 2562 สภา กทม.มีข้อท้วงติงถึงความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย หากมอบเงินอุดหนุนให้กับทางหอศิลปฯ เนื่องจากแผนงานขอเงินจากหอศิลปฯ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่านำเงินไปใช้เรื่องอะไรบ้าง จึงเป็นที่มาของการไม่สามารถอุดหนุนงบได้ อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่นิ่งนอนใจ มีการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางและวิธีการว่า กทม.ต้องทำอย่างไรบ้าง

มูลนิธิหอศิลปฯต่ออายุ ระดมเงินบริจาคหาค่าน้ำ-ไฟ

เฉลิมพล โชตินุชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. ชี้แจงว่า โดยหลักแล้ว กทม.มีหน้าที่ให้เงินสนับสนุนในช่วงแรกเท่านั้น คือ 5 ปีแรกตามหนังสือสัญญาที่จัดตั้งหอศิลปฯ ขึ้นมา และเมื่อหอศิลปฯ ตั้งตัวได้เองแล้ว กทม.ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนอีก ยิ่งถ้าหอศิลปฯ ได้กำไรต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์กลับมาให้ กทม.ด้วย แต่ที่ผ่านมาทางมูลนิธิหอศิลปฯ แจ้งว่าเงินกำไรหรือเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะขอเก็บไว้ใช้จ่ายเองต่อไป ซึ่งตลอดมาที่ประชุมสภา กทม.ทุก
ยุคสมัยก็อนุญาตให้มาตลอด

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ มักเสนอเรื่องมาขอเงิน กทม.ปีละกว่า 70 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาของสภา กทม.แล้วมีมติให้เงินสนับสนุนปีละ 40 ล้านบาท เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยหอศิลปฯ แจ้งว่ามีรายจ่ายปีละประมาณ 70-80 ล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งทางมูลนิธิฯ หาเงินมาได้เองปีละ 30 กว่าล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนของ กทม.อีก 40 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารหอศิลปฯ ไปสรุปเอาเองว่ามีรายรับเพียงพอต่อรายจ่าย และไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ กลับมารายงานให้ กทม.รับทราบเลย

สำหรับผลจากการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญ ศึกษาการดำเนินการของหอศิลปฯ จำนวน 11 คน โดยมี คำรณ โกมลศุภกิจ รองประธานสภา กทม. เป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว พบว่า หอศิลปฯ อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ ซึ่งมูลนิธิฯ ต้องดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ได้รับมอบเสมอกับวิญญูชนพึงใช้และรักษา ส่วนบรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษี ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการหอศิลปฯ เป็นความรับผิดชอบของมูลนิธิฯ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ผู้รับสิทธิ์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ดังนั้น กทม.จึงไม่สามารถตั้งงบประมาณไปอุดหนุนการดำเนินการของหอศิลปฯ ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ

ผลศึกษายังระบุว่า มูลนิธิฯ ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายปีให้แก่ กทม. โดย กทม.จะคำนวณและแจ้งให้มูลนิธิฯ ทราบภายในเดือน มี.ค.ของทุกปี แต่ปรากฏว่ามูลนิธิฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดแห่งสัญญา เนื่องจากมูลนิธิฯ ได้นำพื้นที่ภายในหอศิลปฯ และพื้นที่หลายแห่งภายในอาคารไปให้บุคคลอื่นเช่าและเก็บค่าธรรมเนียมที่จอดรถ โดยไม่แจ้งให้ กทม. เพื่อขอความเห็นชอบจากสภา กทม. อีกทั้ง กทม.ไม่เคยมีการคิดคำนวณค่าตอบแทน เรียกเก็บจากทางมูลนิธิฯ

ฝั่ง กทม.สรุปชัดว่า มูลนิธิฯ ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ลงนามร่วมกับ กทม.ไว้ตั้งแต่ต้น จึงเป็นที่มาของการเสนอขอให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงปี 2554 ดังนั้นหากหอศิลปฯ ต้องการงบอุดหนุนจาก กทม. จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะรอดพ้นจากภาวะไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด แอสตัน วิลล่า พบ เอฟเวอร์ตัน พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ม.ค.69