จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 07:38 น.

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

"อิสสระ สมชัย" แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มองปรากฏการณ์กลุ่ม สามมิตรดูดอดีต สส.เข้าร่วมก๊วนเพื่อหนุนพรรค คสช.ฝันตั้งรัฐบาลอีกวาระ

**************************

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

การรุกคืบของ “กลุ่มสามมิตร” กับการเดินสายตระเวนดูดอดีต สส.เข้าสังกัดพลังประชารัฐ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและสวนทางกับปฏิรูปที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามปฏิบัติการดูดยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปยังหลายพื้นที่

สอดรับไปกับการลงพื้นที่จัดประชุม ครม.นอกสถานที่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมมีมติเห็นชอบโครงการที่การประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 เสนอราว 1 หมื่นล้านบาท

บรรยากาศฝุ่นตลบในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งว่ากันว่าจะเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดในการเลือกตั้งครั้งหน้าเริ่มสะท้อนให้เห็นการขับเคี่ยวของฝักฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้

​​​อิสสระ สมชัย อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ และอดีต สส.อุบลราชธานีหลายสมัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่าทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอจนกว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมือง

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าอดีต สส.คนไหนอยู่พรรคไหน หรือตัดสินใจย้ายไปไหน ยังเป็นคน “สองสัญชาติ” คือบางคนชาวบ้านรู้ทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่ามีชื่อย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แต่เจ้าตัวยังบอกกับคนอื่นว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ​

“อย่างที่มีข่าวอดีต สส.ไปรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาประชุม ครม.ที่ จ.อุบลราชธานี เช่น สุพล ฟองงาม จนมีการฟันธงว่าไปพลังประชารัฐแน่แล้ว แต่แกยังบอกว่าเป็นสมาชิกเพื่อไทย มันเลยยังประเมินไม่ออก หรือพรรคชาติไทยพัฒนา หลังจาก ตุ่น จินตะเวช เสียชีวิตลูกสาวจะมาลงแทนทางพรรคชาติไทยพัฒนาก็เรียกไปคุย แต่ในพื้นที่ก็ว่าไปอยู่กับพลังประชารัฐเลยไม่มีความชัดเจนเป็นคนสองสัญชาติ”

อิสสระประเมินว่าในพื้นที่มีความหลากหลาย ประชาชนบางคนก็ “ยึดตัวบุคคล”​​ ต่อให้ย้ายไปพรรคไหนก็เลือก แต่บ้างก็ “ยึดพรรค” ถ้าคุณย้ายออกจากพรรคนี้จะไม่เลือก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ฟันธงตอนนี้เร็วเกินไป รอให้รัฐบาลเขาปลดล็อกชัดเจนจะได้รู้ใครอยู่กับเขาบ้าง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกท่านไม่ดูดให้เมื่อยปาก แต่ว่าขณะเดียวกันคนในรัฐบาลของท่าน ​อย่าง​ที่มา จ.อุบลราชธานี สุพลซึ่งไม่ได้คุยกับนายกฯ แต่ทาง รมว.พาณิชย์​ ​ที่มีข่าวว่าจะไปเป็นเลขาธิการ หรือหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เขาก็ยอมรับว่าไปพบกับสุพล ซึ่งมีนัยทางการเมือง

ตอนนี้ใน จ.อุบลราชธานี ต่างฝ่ายต่างก็ดูเชิงกันอยู่ เพราะเพื่อไทยเองก็มีหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่ม สุพล เกรียง กัลป์ตินันท์ สิทธิชัย โควสุรัตน์ ​ว่าใครจะไปหรือไม่ไป บางคนมีพาวเวอร์เหนือพรรคไปไหนคนก็เลือก แต่บางทีพรรคก็มีอิทธิพลพอสมควร อย่างเพื่อไทยในอีสานซึ่งเวลานี้ความนิยมมีอยู่แต่ไม่เท่าเดิมส่วนจะลดลงขนาดไหนนั้นตอบไม่ได้

ในวันที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอลงจะเป็นโอกาสให้ประชาธิปัตย์ได้เพิ่มเก้าอี้ในพื้นที่อีสานหรือไม่ อิสสระ กล่าวว่า คิดว่าประชาธิปัตย์จะได้เก้าอี้เพิ่มขึ้นจากเดิม เห็นได้จาก​บรรดาอดีต สส.ของพรรคไม่มีใครขยับไปไหนแม้แต่คนเดียว แสดงว่ายังมั่นใจในฐานของตัวเองว่ายังใช้ได้ ​​

ส่วนกรณี​ วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี ของประชาธิปัตย์ ซึ่งมีภาพไปต้อนรับคณะที่มาประชุม ครม.ที่อุบลราชธานีนั้น เขาชี้แจงแล้วเพราะ หนึ่ง ได้รับเชิญจากทางจังหวัด สอง ตรงนั้นเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งเขาถ้าไม่ไปเดี๋ยวชาวบ้านจะว่าเพราะเป็นเจ้าของพื้นที่โดยมารยาทต้องไป และเมื่อนักข่าวไปถามตอนนั้นเขาก็ยังบอกว่าอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ย้ายไปไหน

“คนนี้ผมยืนยันไม่ไปแน่นอน เพราะวุฒิพงษ์​เป็นหลาน คุณวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งเขารักษาฐานของเขาดีอยู่แล้ว ไม่ยอมเสียฐานแน่นอน คุณวิฑูรย์เองก็ไม่ไปไหนเจอกันวันก่อนก็ยังคุยเรื่องเราจะเตรียมเลือกตั้งยังไงในพื้นที่ภาคอีสานของประชาธิปัตย์ ไม่มีปรึกษาเรื่องขยับไปพรรคอื่น ไม่ไปแน่นอน”

ถามถึงแรงดูดจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เริ่มขยับลงพื้นที่อีสานในช่วงเวลาที่ผ่านมา อิสสระ กล่าวทันทีว่า “ไม่มีทาง ถ้าจะดูดต้องดูดผมก่อนแล้ว เพราะผมเป็น กปปส. ซึ่งยืนยันว่าที่ทำ กปปส.ไม่ใช่เพื่อไปตั้งพรรคการเมือง เมื่อจบภารกิจก็กลับประชาธิปัตย์ และประกาศแล้วว่าเมื่ออยู่ประชาธิปัตย์ก็จะสนับสนุนอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ส่วนจะได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่งไม่มีทางเป็นอย่างอื่น”

อิสสระ เล่าให้ฟังว่า สุเทพไม่ได้มาชวนใครเลย ตอนจบภารกิจก็บอกให้กลับพรรค ในบรรดาพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนที่ดีที่สุดเท่ากับประชาธิปัตย์แล้ว ส่วนตอนที่มีข่าวสุเทพตั้งพรรคก็ติดตามจากข่าว ไม่เคยมีการเรียกใครไปคุย พวกเราก็ไม่มีใครลาออกจากพรรคสักคน

บางกระแสมองว่าที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ขายยากในพื้นที่อีสานอาจเปลี่ยนแผนมาใช้พรรคของสุเทพ​เพื่อทำการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานแทนนั้น อิสสระชี้แจงว่าเป็นไปได้ยากเพราะความนิยมในประชาธิปัตย์ในพื้นที่ยังมีอยู่ อย่างเขตของบุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาว จะพบว่าตอนไปทำ กปปส.​ก็มีสีข้าว ไปช่วยเรี่ยไรเงินไปช่วย ซึ่งเขาไม่ได้ตั้งใจจะเคลื่อนไหวเพื่อไปตั้งพรรค แต่จะไปล้มระบอบทักษิณ

ทั้งนี้ ยอดสมาชิกพรรคใน จ.อุบลราชธานี มีถึง 2.4 แสนคน ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกช่วง กปปส. บางคนเป็นมานานแล้ว ​ดังนั้นตอนเลิก กปปส. ทุกคนก็กลับพรรคแต่อาจมีบางคนที่อารมณ์ค้างบอกไปตั้งพรรคเถอะ แต่สมาชิก 2.4 แสนคน เชื่อว่าไม่มีความคิดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยอดสมาชิก 2.4 แสนคน ของ จ.อุบลราชธานี หรือ 2 ล้านคนทั่วประเทศนั้น ​ไม่สามารถกลับมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคได้ทั้งหมดในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนต่อให้เทวดาก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความเป็นสมาชิกพรรคก็เหมือนสามีภรรยา ​คุณจะอยู่ด้วยทะเบียนสมรสหรืออยู่ด้วยกันโดยไม่มีทะเบียนสมรสเหมือนเป็นสมาชิกแต่ไม่ยืนยันใน 30 วัน ขาดกันก็จริงแต่อยู่ด้วยกันแบบเหมือนผัวเมียอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีทะเบียน

อิสสระเชื่อว่าหลังจากปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรมการเมืองได้ สามารถสมัครสมาชิกพรรคใหม่ได้ เชื่อว่าจะมีคนพร้อมจะมาสมัครสมาชิกใหม่อีกมาก ส่วนเรื่องข้อกำหนดต้องมีสาขาพรรคมีสมาชิก 500 คนนั้น สำหรับประชาธิปัตย์สามารถอธิบายกับประชาชนได้ไม่ยาก ต่างจากพรรคพลังประชารัฐจะไปอธิบายกับเขายังไง ทั้งเรื่องตัวบุคคลและนโยบาย

“ก่อนจะให้คนมาเป็นสมาชิกพรรคต้องทำกิจกรรมก่อน ต้องทำให้เขาเชื่อก่อนว่าคนในพรรคพลังประชารัฐจะมีใครบ้าง แต่ประชาธิปัตย์อยู่มา 70 กว่าปี บางคนเคยเอารูปถ่ายตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.เสนีย์​ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคมายืนยันความเป็นสมาชิก ดังนั้นแค่คำว่าประชาธิปัตย์คำเดียวก็อธิบายได้ แต่ถ้าพรรคอื่นก็ต้องอธิบายมากหน่อย”​

ส่วนพรรคของสุเทพจะมาแบ่งคะแนนกับประชาธิปัตย์ในพื้นที่อีสานมากน้อยแค่ไหนนั้น อดีตรองหัวหน้าพรรคภาคอีสานประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความนิยมในตัวพรรคก็เรื่องหนึ่ง แต่คนทำงานในพื้นที่ขับเคลื่อนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะเป็นคนเชื่อมประชาชนไปหาพรรคซึ่งเขาก็พยายามหาเพราะจะไม่มีก็ไม่ได้

ถามว่าในพื้นที่ภาคใต้มีข่าวว่ามีการดึงตัวอดีตผู้สมัครหรือประธานสาขาพรรคไปอยู่กับรวมพลังประชาชาติไทยในพื้นที่อีสานมีมากน้อยแค่ไหน อิสระ กล่าวว่า เป็นสิทธิของท่านไม่ว่าจะภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน อาศัยเรื่องความนิยม รัก นับถือส่วนตัว ​เป็นสิทธิที่ทำได้ขึ้นกับความพอใจ

“แต่อดีต สส.อีสานของประชาธิปัตย์ไม่มีใครไปสักคน ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วนจะเป็นอดีตผู้สมัครซึ่งเคยสอบตกหากเขามองว่าไปตรงนู้นอาจมีโอกาสได้เป็นผู้แทนก็ห้ามไม่ได้เป็นสิทธิของเขา ​หากไปเราก็ต้องหาคนใหม่มาลงเพราะมีเป้าหมายส่งคนลงครบทุกเขต” ​

การเดินสายประชุม ครม.อัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี ที่เห็นชอบหลักการงบ 1 หมื่นล้านบาท จะกระตุ้นความนิยมให้รัฐบาล คสช.ได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระ กล่าวว่า เป็นเพียงแค่การรับไว้ศึกษาคือต้องดูว่ามีความต้องการจริงไหม มีประโยชน์จริงไหมและไปดูว่ามีเงินไหม

“ไม่ใช่ประชุมวันเดียวแล้วโอเคหมด ผมเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน พอเสนอมาก็รับไว้แล้วให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดูความเป็นไปได้ แล้วถามว่ากระทรวงคลังมีงบไหม อย่างที่อุบลราชธานีขอไปหมื่นล้าน ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทั้งหมื่นล้าน ต้องรอดูไม่รู้จะทันเดือน ก.พ. 2562 หรือไม่”

ส่วนพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งกำลังถูกดูดต่อเนื่องจะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนกระจัดกระจายไปพรรคอื่นๆ มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระกล่าวว่า ต้องรอดูผลการดำเนินการของกลุ่มสามมิตร ว่าเจาะได้มากมายแค่ไหน ทุกวันนี้พยายามเจาะ แต่ดูแล้วไม่ได้หัวโจกหรือได้เจ๋งๆ มาเท่าไร

“ต้องรอดูตอนปลดล็อกแล้ว​ ค่อยมาดูว่าผึ้งแตกรังจริงไหม ตอนนั้นค่อยมาว่ากันว่ามีผึ้งออกไปเยอะแค่ไหน นางพญาผึ้งออกไปไหม” อิสสระ กล่าว

**************************

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ข่าวอื่นๆ