เจาะแผนรู้ทันม็อบ รับมือเบาไปหาหนัก
การชุมนุมปลุกเร้าตั้งแต่ต้นปี 2561 จากคนอยากเลือกตั้งสู่กลุ่มขับไล่ คสช. ทุกกลุ่มที่ออกมาเรียกร้อง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสื่อมมนต์ขลังทางอำนาจหรืออย่างไร บรรดากลุ่มมวลชนกล้าประกาศนัดชุมนุมใหญ่ท้าทาย คสช. ส่วนใหญ่เป็นขาประจำ ทุกกลุ่มเรียกตัวเองว่า คนอยากเลือกตั้ง อาทิ รังสิมันต์ โรม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว กลุ่ม START UP PEOPLE วีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ
การชุมนุมปลุกเร้าตั้งแต่ต้นปี 2561 จากคนอยากเลือกตั้งสู่กลุ่มขับไล่ คสช. ทุกกลุ่มที่ออกมาเรียกร้อง ประเด็นคล้ายๆ กัน อาทิ คัดค้าน "บิ๊กตู่" อยู่ต่อ กดดันให้ประกาศวันเลือกตั้ง ปลดล็อกคำสั่ง คสช. 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และให้ปลด "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้ครอบครองนาฬิกาเพื่อน ออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงทำให้การชุมนุมในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ยกระดับเป็นการขับไล่ คสช.ไปแล้ว
ดังนั้น รัฐบาล คสช.จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ จะกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ "บิ๊กตู่" ในประชาคมโลก โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน หากเกิดเหตุการณ์บานปลาย คสช.จึงปรับกลยุทธ์ในการรับมือ โดยสภากลาโหมที่มี "บิ๊กป้อม" เป็นประธาน ตั้ง พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ไปจัดทำคู่มือรับม็อบด้วยการตั้งคณะทำงานพิเศษร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจ กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง เพื่อกำหนดรายละเอียดและขั้นตอนการปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุบานปลายจนนำไปสู่การเผชิญหน้าจนเกิดความรุนแรงนองเลือด
เบื้องต้นจะกำหนด 7 ขั้นตอน แบบเบาไปหาหนักโดยเน้นสันติวิธี ตักเตือนพูดคุย ทำความเข้าใจตามกรอบกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
ภายใต้กฎหมายฉบับนี้กำหนด 2 เรื่องสำคัญ คือ กิจกรรม และสถานที่ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยระบุว่า ผู้จัดการชุมนุมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ต้องระบุวัตถุประสงค์ วันที่ ระยะเวลา สถานที่ชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้สำหรับการชุมนุมให้ชัดเจน
เมื่อได้แจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว อำนาจจะเป็นของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 11 ที่จะพิจารณาว่า การจัดการชุมนุมดังกล่าวขัดต่อเงื่อนไขตามมาตรา 7 เรื่องการห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากสถานที่ต้องห้ามหรือไม่ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และถ้าเห็นว่าการชุมนุมขัดกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิออกคำสั่งห้ามชุมนุมได้ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาแทรกแซงหรือตัดตอนก่อนเสมอ เช่น สั่งไม่ให้ชุมนุมในสถานที่ที่ขอไว้ และให้เปลี่ยนรูปแบบการชุมนุมเป็นการส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือแทน
แต่หากผู้ชุมนุมยังดื้อดึง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้ว หากผู้ชุมนุมไม่ยุติการชุมนุมภายในระยะเวลากำหนดตามคำสั่งศาล และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุมตามที่ประกาศแล้ว ให้ถือว่าผู้ชุมนุมที่ยังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยมิได้รับอนุญาตได้กระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม ค้น ยึด รื้อถอนทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุม รวมถึงสลายการชุมนุมได้ในที่สุด
ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ คสช.มอบอำนาจให้กองทัพคุม เพราะเห็นแล้วว่าลำพังกำลังตำรวจน่าจะเอาไม่อยู่ ยิ่งสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจ การเมืองต้องไม่กระเพื่อมและกระแสความนิยมของ "บิ๊กตู่" ต้องไม่ระคายเคือง คสช.จึงตัดสินใจถ่ายอำนาจคุมสถานการณ์ให้กองทัพเข้ามาดูแลแทน
เบื้องต้นจะมุ่งใช้กฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะก่อน แต่หากเอาไม่อยู่จริงๆ การเข้าควบคุมสถานการณ์จะเน้นยุทธวิธีตามคู่มือ 7 ขั้นตอนที่เน้นการดำเนินการแบบเบาไปหาหนัก มีการจัดวางพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งการใช้คนให้เหมาะสมกับเพศและวัย เช่น ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ที่สำคัญไม่มีการใช้อาวุธหรือส่งใดจะทำให้ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นภาพออกไปโดยยึดหลักการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อมตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด
กฎใช้กำลัง 7 ข้อ เริ่มตั้งแต่การชี้แจงทำความเข้าใจ แสดงกำลังให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีความพร้อม ผลักดันด้วย โล่ การใช้น้ำฉีด ใช้เครื่องขยายเสียง แก๊สน้ำตา กระบอง รวมถึงกระสุนยาง ที่ยิงจากปืนลูกซอง ในแต่ละขั้นตอนจะมีการชี้แจงให้รับทราบความจำเป็น
ดังนั้น การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม ขับไล่ คสช.วันที่ 5 พ.ค.นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ถึงการเช็กมวลชนว่ามีมากน้อยแค่ไหนที่ไม่เอา คสช. รวมถึงเป็นการเช็กพลัง คสช.ในการใช้อำนาจและกำลังด้วยว่า คสช.จะเอาอยู่หรือไม่ หากเกิดคลื่นใต้น้ำระหว่าง "บิ๊กตู่" ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต


