กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน

วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 07:55 น.
กองทุนเสมอภาคการศึกษา 3 หมื่นล.ช่วยผู้ไร้โอกาส 4 ล้านคน
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน 

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เสนอเพื่อเตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมาย ดังนั้นควรทำความรู้จักกับกองทุนในแง่มุมต่างๆ ที่ยังไม่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายนัก

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. เคยระบุกับโพสต์ทูเดย์ว่า “คล้ายๆ กับ สสส. ด้านการศึกษา”

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ กรรมการกอปศ. และสมาชิก สนช. ขยายความเรื่องกองทุนนี้กับโพสต์ทูเดย์ว่า ก่อนอื่นต้องระบุถึงภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาก่อนว่า มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบของการศึกษาเท่านั้น แต่จะขยายวงไปถึงแรงงานในระบบที่มีถึง 38 ล้านคน และรวมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนับ 18 ล้านคน โดยพุ่งเป้าไปที่การดูแลผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นตามมาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพครู โดยรัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้กลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย 

นพ.เฉลิมชัย ขยายซ้ำว่า จุดประสงค์หลักมุ่งไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตั้งแต่แรกเกิดจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 3.เยาวชนที่ต้องการศึกษาต่อหรือพัฒนาทักษะอาชีพแต่ขาดแคลนทรัพย์ 4.การเสริมสร้างประสิทธิภาพครูและอาจารย์

ทั้งนี้ กองทุนตั้งเป้าช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้ได้ 4.3 ล้านคน/ปี และคาดว่าจะขจัดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาไทยได้ภายใน 10 ปี พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีเม็ดเงินที่เพียงพอ จากเดิมที่รัฐจัดสรรเงินเพื่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพียง 3,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.5% จากงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศให้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5% ต่อปี หรือเพิ่มเป็น 10 เท่าตัว

นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า กองทุนนี้ไม่ได้สนับสนุนเฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมกลุ่มอาชีพต่างๆ ระยะสั้นให้มีความเชี่ยวชาญในอาชีพต่างๆ มากขึ้น เพราะเป้าหมายของกองทุนนี้มองว่าการพัฒนาเด็กเยาวชนและคนไทยทุกคนให้เป็นพลเมืองคุณภาพ เป็นการลดภาระในอนาคตของรัฐที่จะต้องมาทำสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปจนตลอดชีพ

กลุ่มแรกๆ ที่กองทุนจะเน้นเข้าไปช่วยเหลือก็คือ กลุ่มที่ขาดโอกาสหรือยากจนที่สุด มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท เน้นแม่ที่ยากจน ซึ่งกลุ่มนี้คลอดลูกออกมาอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อม มีความยากไร้ และขาดความรู้ ที่จะดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ เด็กอนุบาล ที่มีจำนวนกว่า 2 แสนคนที่ไม่ได้เรียน การศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) มีเด็กต้องออกกลางคัน 2 แสนคน บกพร่องและพิการ 3 แสนคน ยากจน 1.8 ล้านคน จบมัธยมศึกษาตอนต้นแล้วไม่ได้เรียนต่ออีก 2 แสนคน เรียนด้วยความยากลำบากอีก 3 แสนคน ไม่ได้เรียนต่อทั้งสายอาชีวะ และสายสามัญที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอีก 2 แสนคน

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำแบบส่งต่อมาเป็นทอดๆ หากกองทุนไม่เกิด คนเหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และอาจตกงาน หรือทำอาชีพที่มีรายได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว

“เราพบว่ารัฐบาลมีหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระในปี 2561 ถึง 8.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3% ของงบประมาณทั้งปี 2.9 ล้านล้านบาท แต่ถ้าเราใช้เงินกองทุนเพียง 0.86% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือ 5% ของงบทางการศึกษา 2.5 หมื่นล้านบาท จะสามารถสร้างศักยภาพของคนทำให้มีรายได้ดูแลตัวเองได้ และทำให้การจัดเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้น และรัฐบาลจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศมาอีก เราต้องทำแบบนี้ทุกปี ใช้งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ”

เป้าหมายของกองทุนนี้มองว่า วิธีช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เดิมที่ใช้อยู่นั้นไม่ยั่งยืนและใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก กองทุนจึงเปลี่ยนวิธีคิดเป็นสร้างความเข้มแข็งให้กับพลเมืองตั้งแต่เกิด และต่อเนื่องไปทุกช่วงวัย เพื่อทำให้รายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น

“กองทุนคิดกันว่าจะไม่เอาเงินไปแจก แต่จะไปทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น ไปร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ตอนที่มีแม่ยากจนมาฝากท้อง ก็ให้อาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกาย ไปร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ให้งานซ้ำซ้อนกัน ไม่แย่งงานกันทำ กองทุนจะทำงานเชิงรุก และเดินไปหาว่าผู้ด้อยโอกาสตามกลุ่มเป้าหมายปีละ 4.3 ล้านคนนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มตามเงื่อนไขกองทุนจริง” นพ.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน มีการกำหนดเป็นกฎหมายชัดเจนว่า ผู้จัดการกองทุนจะต้องถูกประเมินการทำงานและตรวจสอบทรัพย์สินทุกปี ขณะที่กรรมการเองก็จะถูกหน่วยงานภายนอกประเมินการทำงาน ตรวจสอบการใช้งบประมาณ ประเมินผลจากการใช้งบประมาณตามกลุ่มทุนที่กองทุนเข้าไปช่วยเหลือ และรายงานการทำงานต่อสาธารณะทุกปีเช่นกัน