"เหมือนหัวใจหายไปข้าง" 1ปีศิริราชวันที่เคว้งคว้างของพสกนิกร

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 07:32 น.
"เหมือนหัวใจหายไปข้าง" 1ปีศิริราชวันที่เคว้งคว้างของพสกนิกร
โดย...ธนพล บางยี่ขัน

คลื่นประชาชนเรือนหมื่นมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 26 ต.ค. ปลุกให้ “ศิริราช” กลับมาคึกคักอีกครั้ง

หลายคนที่ตัดสินใจเลือก “ศิริราช” เป็นสถานที่ร่วมส่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเพราะความผูกพันอันเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ที่วันนี้หลายคนรู้สึกเคว้งคว้างในวันที่ไม่มีพระองค์

มุกดา เจิมพินิจโภคา อายุ 61 ปี เล่าให้ฟังว่าแม้จะเตรียมใจอยู่แล้วว่าคนจะต้องมาก ดังนั้นการต้องต่อคิวกว่า 4 ชั่วโมง จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายและถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำเพื่อพระองค์

เธอเล่าว่า แม้จะป่วยตอนเช้ามืดรู้สึกปวดหน้าอก จึงมาหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช  แต่เดิมตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องมาวางดอกไม้จันทน์ที่นี่ หาหมอเสร็จก็รีบมาเข้าแถว เราเองก็รู้สึกใจหาย 1 ปี ผ่านมาแล้วแต่ก็ยังทำใจไม่ได้ ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้

“ถึงจะใจหายไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่อีกใจก็คิดว่าพระองค์ทรงงานหนัก เหน็ดเหนื่อยมานาน จากนี้พระองค์คงไปสบาย ได้พัก ไปอยู่สรวงสวรรค์ ขณะที่ศิริราชวันนี้ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมเหมือนที่เคยเป็น”

แต่สำหรับ นพ.สุรัตน์ กุลพัฒน์ ซึ่งเรียนจบ 6 ปี ที่ศิริราชและทำงานเป็นหมอที่นี่มาได้ 2 ปีกว่า อยู่หอภายในรั้วโรงพยาบาล จนเรียกได้ว่าอยู่โรงพยาบาลมากกว่าบ้าน  เล่าให้ฟังว่าบรรยากาศศิริราชที่คุ้นเคยกำลังเลือนหายไป

จำได้ว่าก่อนหน้านี้ สมัยที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับรักษาองค์อยู่ที่นี่ ประชาชนจำนวนมากจะมาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างต่อเนื่อง จนที่นี่มีประชาชนแน่นตลอด ยิ่งช่วงเทศกาลงานต่างๆ คนก็จะมารอเฝ้าพระองค์มากขึ้น จนหลังเสด็จสวรรคตที่นี่ก็เงียบลงไปอย่างน่าใจหาย

“ก่อนหน้านี้ค่ำวันที่ 4-5 ธ.ค.ของแต่ละปี จะมีประชาชนมาเฝ้าพระองค์จำนวนมาก ผมอยู่มาตั้งแต่ประชาชนพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลือง เสื้อชมพู เต็มโรงพยาบาลมาเฝ้าพระองค์ จนมาวันนี้ประชาชนใส่เสื้อสีดำกันเต็มโรงพยาบาล ในโอกาสที่จะส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งคิดว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงก็คงรู้สึกเคว้งคว้างอยู่เหมือนกัน”

หมอสุรัตน์ เล่าให้ฟังว่าเวลาเรียนเดินผ่านก็เห็นตึกที่พระองค์ประทับ ก็รู้สึกว่ายังมีพระองค์อยู่  หลายครั้งก็มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ ก่อนหน้านี้ยังได้ยินเสียงตะโกน “ทรงพระเจริญ” อยู่ แต่ปัจจุบันมีแต่ความเงียบ ซึ่งถึงจุดหนึ่งก็ต้องผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ต้องนำคำสอนของพระองค์มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้

เช่นเดียวกับ พญ.พิชามญ กฤตาลักษณ เล่าย้อนถึงการตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลศิริราชเป็นสถานที่วางดอกไม้จันทน์ส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะใช้ชีวิตที่นี่มานานร่วมทศวรรษ อธิบายว่า ผูกพันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่สมัยเรียน บางครั้งก็รีบมาเฝ้าฯ รับเสด็จทั้งที่ยังใส่ชุดอยู่หอ เพราะไม่รู้ว่าจะเสด็จฯ มาเปลี่ยนอิริยาบถ  ขณะที่คนข้างนอกที่รู้ข่าวก็มารอเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ตลอดจนเป็นภาพที่คุ้นเคย

ถามว่าในแง่การเปลี่ยนแปลงตอนพระองค์ประทับอยู่กับจากไปแล้วก็แทบไม่แตกต่าง เพราะเมื่อครั้งพระองค์ซึ่งเป็นพระมหากษัตย์เสด็จฯ มาประทับทุกอย่างก็เปิดตามปกติ คนทั่วไปมารักษาตัวในชั้นอื่นๆ ได้ จะมีก็เพียงแง่ความรู้สึกที่ต่อจากนี้จะไม่มีพระองค์อีกต่อไป ก็อาจจะรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้างคิดแล้วก็ใจหาย ซึ่งก็ต้องปรับตัวต่อไป

คล้ายกับครอบครัวของ อรัญ และ พิกุล ใหญ่กว่าวงศ์ที่เพิ่งเกษียณอายุได้ไม่กี่ปี เล่าให้ฟังว่าเจาะจงเลือกมาวางดอกไม้จันทน์ที่ศิริราช เพราะผูกพันกับที่แห่งนี้ตั้งแต่รักษาพยาบาลที่นี่ คลอดลูกที่นี่ และสุดท้ายลูกได้ทุนมาเรียนและทำงานเป็นหมอที่นี่

อรัญ เล่าให้ฟังว่า รู้สึกใจหายเวลาไม่มีพระองค์ประทับอยู่ที่ศิริราช ถึงวันนี้ก็ยังชินเวลามาโรงพยาบาล ก็ยังมองไปยังชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ที่ซึ่งพระองค์เคยประทับ แต่พอไม่มีพระองค์ก็รู้สึกโหวงๆ บอกไม่ถูก ต่างจากก่อนหน้านี้ที่มองไป แม้ไม่เห็นพระองค์แต่ก็รู้ว่าพระองค์ยังทรงอยู่แค่นี้ก็อุ่นใจ

ก่อนหน้านี้ยังเคยได้มาเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ ทรงจูงคุณทองแดงมา ตอนนั้นก็ปลาบปลื้มที่ได้เห็นพระองค์ พอมาคิดจากนี้จะไม่มีพระองค์ก็เศร้าใจ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่เคารพรัก พลิกฟื้นประเทศ ถ้าไม่มีพระองค์ประเทศก็จะล้าหลังกว่านี้อีกมาก 

ด้าน พิกุล เสริมว่า นี่ถือเป็นการส่งเสด็จครั้งสุดท้าย เสียดายที่พระองค์ทรงจากไป น่าจะอยู่นานกว่านี้อีกสักหน่อย  วันแรกที่จากไป มาส่งพระบรมศพที่ศิริราชก็ใจหาย ครบปีกว่าของการจากไปทุกอย่างที่ศิริราชก็ดูเปลี่ยนไปเยอะ ไม่เหมือนที่พระองค์ยังประทับอยู่

ในมุมของ มานี เจริญรุ่งสุวรรณ อายุ 64 ปี ที่นั่งรถเข็นมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ที่ศิริราช ออกตัวว่ารู้สึกเหมือนหัวใจหายไปข้างหนึ่ง เวลานี้แค่นั่งมองรูปพระองค์น้ำตาก็ไหลไม่รู้ตัว ยังทำใจไม่ได้กับการจากไป คิดว่าพระองค์ท่านน่าจะอยู่ 120 ปี อย่างที่เคยรับสั่งไว้ แต่มาถึงตอนนี้ก็ต้องใจสู้รับกับสถานการณ์ต่อไป

แสงสุดา ปรีดาภิรัตน์ อายุ 24  ปี หลานสาวที่ทำหน้าที่ดูแลพาคุณยายมาร่วมงาน เล่าให้ฟังว่า รักในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนเด็กๆ ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่พอโตขึ้นมาถึงรู้ว่าทำไมใครๆ ถึงรักพระองค์ท่าน

“ตอนวางดอกไม้จันทน์ก็พูดอะไรไม่ออก ก็อธิษฐานขอให้พระองค์ไปสู่สวรรค์ ถึงไม่ขอสิ่งที่พระองค์ทำมาก็คงทำให้พระองค์เสด็จสู่สวรรค์อยู่แล้วบุญบารมีที่พระองค์ทรงทำมาใช้ไปถึงชาติหน้าก็คงไม่หมด” แสงสุดา กล่าว