โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

  • วันที่ 29 ส.ค. 2560 เวลา 06:30 น.

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจกำลังเดินหน้า มีกำหนดเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ด้วยข้อเสนอหลากหลาย ทั้งการให้พนักงานสอบสวนเป็นอิสระ ที่มาการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ปราศจากการครอบงำทางการเมือง การแต่งตั้งโยกย้าย การสังกัดของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นทั่วประเทศบนโจทย์ที่ว่าปฏิรูปตำรวจ ประชาชนต้องได้ประโยชน์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปตำรวจประสบความสำเร็จคือการปฏิรูประบบกับคน เพราะปัญหาทุกวันนี้มาจากการเมืองเข้ามาก้าวก่าย ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เนื่องจากมีอำนาจตั้ง ผบ.ตร. ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่การเมืองก็สามารถเข้ามาข้องเกี่ยวได้เหมือนเดิม

สำหรับทางออก ควรให้อดีต ผบ.ตร.สมัครคัดเลือกเป็นประธาน ก.ตร. และให้ระดับผู้กำกับการ (ผกก.) เลือกตั้ง ผบ.ตร.กันเอง ถือว่าเป็นประชาธิปไตยไม่มีใครแทรกแซงได้ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ที่ให้ตุลาการเลือกกันเองไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจกล้าทำหรือไม่

ประเด็นที่ว่า ตำรวจควรแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า งานตำรวจเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญมีภูมิองค์ความรู้ หากให้หน่วยงานอื่นมาทำงานสอบสวนคงทำไม่ได้แน่นอน เชื่อมั่นว่าไม่มีหน่วยงานใดสอบสวนได้ดีเท่ากับตำรวจได้

"พนักงานสอบสวนจึงควรอยู่กับสำนักงานตำรวจฯ ต่อไป เนื่องจากมีองค์ความรู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญมานาน และตำรวจต้องไม่ไปขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเชื่อว่ายังไงก็คงมีการแทรกแซงทางการเมืองอยู่ดี เละเทะแน่นอน"

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังสะท้อนทัศนะการขาดแคลนพนักงานสอบสวนในปัจจุบันว่า ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานที่นายตำรวจทุกคนรับทราบดีว่ากำลังพลที่มีอยู่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะแม้แต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ยอมรับเช่นกันว่าหลายพื้นที่มีปัญหาขาดแคลนพนักงานสอบสวน

ต้นเหตุความขาดแคลนพนักงานสอบสวนมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 ให้ยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน ทำให้พนักงานสอบสวนไม่อยากทำงานตรงนี้ จึงย้ายไปทำงานในสายอื่นแทน เช่น ปราบปราม สืบสวน และจราจร

ทั้งนี้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนต้องคลุกคลีทำงานอยู่กับสำนวนคดี เดิมที่มีการกำหนดตำแหน่งสายงานพนักงานสอบสวนไว้ คือ พนักงานสอบสวน (สบ 1) เทียบเท่ารองสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 2) เทียบเท่าสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 3) เทียบเท่ารองผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 4) เทียบเท่าผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 5) เทียบเท่ารอง ผู้บังคับการ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ แต่เมื่อยุบเลิกตำแหน่งจึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนตามมา ตำรวจคนอื่นๆ ก็ไม่อยากเป็น

"พอยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน หลายคนเลยขอย้ายแต่ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้สนใจอะไร ถ้าเป็นประชาชนคงโวยแน่ แต่เป็นตำรวจมีระเบียบวินัยเลยไม่กล้าโวย พนักงานสอบสวนทำงานหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น ก็ต้องยอมรับสภาพ ส่วนค่าตอบแทนก็เท่าเดิม ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป"

อดีต ผบ.ตร.ย้อนถามกลับถึงผู้มีอำนาจดูแลตำรวจว่า ทำไมถึงปล่อยให้พนักงานสอบขาดแคลนกลายเป็นปัญหา อย่างกรณี สน.พลับพลาไชย 2 พบว่ามีพนักงานสอบสวนทำงานแค่ 3 คนเท่านั้น แล้วคนอื่นหายไปไหนหมด จึงมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความสนใจบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลพร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน

แน่นอนปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมกระทบกับประชาชนเช่นกัน ในการเข้าไปใช้บริการแจ้งความคดีต่างๆ เรื่องนี้ทาง ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ควรเข้าไปบริหารจัดการโรงพักที่ประสบปัญหาอย่างเร่งด่วนก่อน และเสนอขอให้ยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาพนักงานสอบสวนขาดแคลนเช่นกัน

"พนักงานสอบสวนนั้น ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ประจำตามโรงพัก ไม่ใช่ว่าตำรวจสอบสวนเสร็จแล้วส่งอัยการเท่านั้น แต่มีคดีเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป อย่างคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาใน จ.สงขลา ก็ต้องใช้ตำรวจระดับสูงเข้ามาทำคดี โดยไม่ใช่การทำคดีของพนักงานสอบสวนระดับสถานีตำรวจ เพราะพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ คือพนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่อาจยังมีความรู้ความสามารถไม่มาก" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ