พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2559 เวลา 08:54 น.

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด” 

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ 

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช                         

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

ข่าวอื่นๆ