ปมฉาวโยกย้ายขรก.มหาดไทย ต้องแก้ไขก่อนระบบข้าราชการพัง!

วันที่ 27 ส.ค. 2553 เวลา 19:32 น.
“หากมติของ ก.พ.ค.เรื่องการโยกย้ายไม่เป็นธรรม ไม่มีผล  ก.พ. ก็จะเป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น ระบบราชการก็จะพัง  ประชาชนและประเทศชาติจะไม่มีที่พึ่ง  เพราะระบบราชการซึ่งเป็นหนึ่งของเสาหลักประเทศไม่สามารถพึ่ได้อีกต่อไปแล้ว”

โดย...ชลธิชา เหลิมทอง

กระชากเรตติ้งความฉาวได้อยู่เสมอสำหรับข่าวคราวความไม่ชอบพากลในกระทรวงมหาดไทย ที่กล่าวได้ว่าเป็นกระทรวงที่มีข่าวการทุจริตคอรัปชั่นและอื้อฉาวๆในเรื่องต่างๆ มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโครงการบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถบริการให้ประชาชน   และมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการยกเลิกโครงการเดิมประชาชนอาจจะต้องทำบัตรใหม่ โดยใช้ภาษีประชาชนเกือบ 2,000 ล้านบาท    รวมถึงปัญหาเช่าระบบโครงการคอมพิวเตอร์จำนวน 3,490 ล้านบาทที่ไม่เป็นไปตามทีโออาร์มีการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนเพียงรายเดียว   และเรื่องที่คลาสสิคคงหนีไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ดูเหมือนว่ามีจะความไม่ชอบธรรมและวุ่นวายมากกว่ากระทรวงอื่นๆ

โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)  มีมติให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอ 41 คน  ที่  “มานิต วัฒนเสน”  ปลัดกระทรวงมหาดไทย เจ้าของฉายา “ปลัดคิก คิก” ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553  เพราะ 1. การเลื่อนตำแหน่งไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติของกรมการปกครอง ที่ยึดหลักอาวุโส  2. การเลื่อนตำแหน่งไม่คำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรม ประสบการณ์ และผลงานที่ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนาน และ  3. การเลื่อนตำแหน่งไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของทางราชการ เกิดการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้รับการแต่งตั้ง อีกทั้งยังออกคำสั่งแต่งตั้งล่าช้า มีลักษณะประวิงเวลาและเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรม

สำหรับท่าทีของฝ่ายการเมืองดูเหมือนว่าจะยังมีความรู้สึกช้ากับเรื่องนี้  โดย  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  นายกรัฐมนตรี  ระบุว่า สั้นๆว่า “กระทรวงมหาดไทยต้องตามมติของก.พ.ค.” โดยไม่ได้บอกว่า เมื่อไหร่ อย่างไร  

ชวรัตน์ ชาญวีรกุลรมว.มหาดไทย

ขณะที่ “ชวรัตน์ ชาญวีรกุล”  รมว.มหาดไทย  เองก็มีความเห็นในแนวทางที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยบอกสั้นๆว่า  “ไม่ค่อยได้ยุ่งเรื่องนี้มากนัก ต้องรอให้ “ มานิต”  กลับจากตุรกีก่อน”  โดยก่อนหน้านี้  “ชวรัตน์ เคยบอกว่าการที่   “มงคล สุระสัจจะ” อธิบดีกรมการปกครอง ที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่   ทั้งที่เป็นผู้ว่า 1ปี เป็น อธิบดี 5 เดือน   “โตเร็วเพราะมียาบำรุงดี” จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่า”ยาที่ว่านั้น คือยาอะไร ราคาเท่าไหร่  

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ในกระทรวงมหาดไทย  เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคราวการซื้อขายตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด  ยัน ตำแหน่งอธิบดี ด้วยจำนวนมหาศาลสูงกว่าเงินเดือนข้าราชการหลายเท่า เพราะราคาตำแหน่งต่างมีตั้งแต่หลัก 10- 400 ล้านบาท   รวมถึงการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ที่มีข่าวการวิ่งเต้นจนคนที่สอบได้ส่วนมากเป็นคนจ.บุรีรัมย์ พื้นที่เดียวกับ “เนวิน ชิดขอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย และ  “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” น้องชาย “พี่เน”  ที่มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นหัวหน้าคณะทำงานรมว.มหาดไทย ดูแลงานและโครงการต่างของกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้    จนมีคำพูดติดปากแบบตลกร้ายกันในกระทรวงว่าข้าราชการที่จะเติบโตในยุคนี้  ต้อง  “ สอบ ม.สยาม-ผ่านเนฯ”

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่เกษียณไปแล้วถึงกลับทนไม่ไหว  ต้องออกมาเรียกร้องว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้   เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยเฉพาะการแต่งตั้งตำแหน่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ล่าสุด ที่ฝ่ายการเมือง  เสนอให้  “มงคล” ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง  เพียง 5 เดือน  แต่เคยเป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์มา 1 ปี    และอยู่ในลำดับอาวุโสอันดับที่ 54  มาเป็นปลัดกระทรวง แทน “มานิต”   ซึ่งมีประวัติคล้ายๆ กับ “มงคล”  เพราะเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมกรมปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ถึง 1ปีก็ก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงทันที โดย และเป็นที่รู้กันว่า “มานิต” มีริงโทนเสียงรอสายอันโดดเด่นว่า “เป็นคนไทยก็ต้องภูมิใจไทย” 

โดยกลุ่มแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแต่งตั้งข้ามหัวแบบนี้อย่างจริงจัง คือ  ส.ว.สายอดีตผู้ว่าฯ  ที่อยู่ในกรรมาธิการปกครอง วุฒิสภา  นำโดย “ฐิระวัตร  กุลละวณิชย์” ส.ว.สรรหา อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย  “กฤช  อาทิตย์แก้ว” ส.ว.กำแพงเพชร  อดีต ผู้ว่าฯกำแพงเพชร  “สุพจน์ โพธิ์ทองคำ”  ส.ว.สรรหา อดีต ผวจ.ชัยภูมิ  “ดิเรก  ถึงฝั่ง” ส.ว.นนทบุรี อดีตผวจ.เพชรบูรณ์ “สุเมธ ศรีพงษ์” ส.ว.นครราชสีมา    อดีต รองผวจ.นครราชสีมา  “พีระ มานะทัศน์”  ส.ว.ลำปาง อดีต ผวจ.ลำปาง

ซึ่งทั้งหมดได้หารือกันอย่างตรึงเครียดที่ห้องกมธ.ปกครองบ่อยๆ ทุกครั้งที่ข่าวการแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ต่างเห็นตรงกันว่า  เป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับได้  เพราะเหมือนเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองพระ ไม่มีความสง่างาม  และยังมองเห็นว่าการแต่งตั้ง ผู้ว่าฯถ้าตกอยู่ภายใต้การเมืองคนก็จะไม่ยอมรับ เพราะข้าราชการก็จะมัวมาวิ่งเต้นในกรุงเทพฯ จนประชาชนไม่มีที่พึ่ง และเชื่อว่าความภูมิใจในความเป็นข้าราชการมหาดไทยก็จะเหลือ “ศูนย์”  มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นแบบนี้ และประชาชนก็รู้สึก “ยี้”  คนที่ได้รับแต่งตั้ง เพราะเอาเข้าจริงจะไม่สามารถทำงานให้ประชาชนได้ เพราะตัองแบ่งเวลาไปรับใช้ฝ่ายการเมืองที่ดันตัวเองเข้ามา

และล่าสุด ที่มูลนิธิสมาคมข้าราชการบำนาญมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย  เหล่าข้าราชการที่เกษียณไปแล้วต่างทนไม่ได้ที่เห็นกระทรวงมหาดไทยอยู่ในสภาพนี้  จึงได้มีการรวมตัวกันกว่าสิบคนร่วมกันแถลงให้แก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการโยกย้ายที่เกิดขึ้น   นำโดย “โชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์” นายกสมาคมข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย   และ “พงศ์โพยม วาศภูติ” อุปนายกสมาคม และอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย

 โดย   “โชดก” ในฐานะนายกสมาคมฯ    เปิดเผยว่า   ในฐานะที่เคยผ่านการเป็นข้าราชการมาก่อน เห็นว่าวันนี้เป็นวันประชุมของสมาคมแต่มีวาระพิเศษ คือเรื่องการบริหารงานบุคคล ในฐานะที่พวกตนเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ผ่างานด้านบริหารมาก่อน เห็นว่าแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องเสียหายของกระทรวงมหาดไทย เพราะวันนี้การเมืองเข้ามาล้วงลูกมากเกินไป

ขณะที่  อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย อย่าง “พงศ์โพยม”    ชี้ว่า   หลังเปลี่ยนขั้วทางการเมืองมีพรรคหนึ่งมาดูแลกระทรวงมหาดไทยและมีข่าวไม่สู้ดีหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องบริหารงานบุคคล เพราะมีการแต่งตั้งผู้มีอาวุโสน้อย ผลงานน้อย เข้ามาดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูง  โดยเฉพาะการแต่งตั้ง “มานิต” กับ “มงคล”  ที่พบว่ามีผู้ว่าฯอีกท35 คนมีอาวุโสมากกว่าสองคนนี้ด้วยซ้ำ   พร้อมกับบอกตั้งข้อสังเกตว่า การที่ “มงคล”  ขึ้นมาเร็วแบบนี้เพราะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่   เพราะ “มงคล” มีประสบการณ์เพียงเป็นรองผู้ว่าฯ3 ปีและเป็นผู้ว่าฯ 1 ปีเท่านั้น ต่างกับตัวเขาที่ต้องไต่เต้าตั้งแต่เป็นนายอำเภอ ถึง ปลัดกระทรวงใช้เวลา 27 ปี แต่ มงคล กลับใช้เวลาเพีงยง 16 ปีเท่านั้น

 ส่วนเรื่องนายอำเภอนั้น  “พงศ์โพยม”   บอกว่า  ขอให้จับตาว่าจะมีกระบวนการสร้างเหล้าเก่าในขวดใหม่ ด้วยการเปิดให้มีการคัดเลือกใหม่แต่กลับได้คนเดิมหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด ที่ฝ่ายการเมืองจะตัดสินใจทำแบบนั้น และ “อภิสิทธิ์” นายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ต้องเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้  ถ้าทำไม่ได้ก็ควรยุบ ก.พ.ไปเลย

โดยทั้ง “โชดก” และ “พงษ์โพยม” ต่างเรียกร้องให้ข้าราชการยุคปัจจุบันลุกขึ้นสู้กับฝ่ายการเมือง   เพราะถ้าได้ยื่นเรื่องให้ก.พ.ค.แล้วมีกฎหมายชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาไม่สามารถสั่งย้ายได้  อีกทั้งกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 43 ก็ระบุชัดว่า การแต่งตั้งโยกย้าย ต้องดูประสบการณ์ ความสามารถ ไม่สามารถเอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องได้   และเห็นว่าถ้าผู้ว่าฯ 20-30 คน ออกมาต่อต้านการแต่งตั้งข้ามหัวแบบนี้ก็ไม่มีตำแหน่งผู้ตรวจเพียงพอจะรองรับผู้ว่าฯที่ออกมาเคลื่อนไหวได้

ประกาศิต มหาสิงห์ นายอำเภอ อ. พร้าว จ.เชียงใหม่

ขณะที่  “ประกาศิต  มหาสิงห์”   นายอำเภอ อ. พร้าว จ.เชียงใหม่  ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อก.พ.ค. จนเป็นที่มาของมติยกเลิกการแต่งตั้งนายอำเภอ 41 คนดังกล่าว  ผู้ที่เป็นนายอำเภอเจ้าของรางวัลชนะเลิศ การเผยแพร่กิจกรรมการดำเนินงานของนายอำเภอ   2552    บอกว่า การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเองเพราะขณะนี้อายุ 59 ปีอีกไม่นานก็จะเกษียนแล้ว     แต่เรียกร้องเพื่อความถูกต้อง  เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการสอบเลื่อนระดับของข้าราชการ ให้กับข้าราชการรุ่นต่อไป เพราะไม่เช่นนั้นการร้องเรียนจะมีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด   ซึ่งหากมติของ ก.พ.ค.เรื่องการโยกย้ายไม่เป็นธรรม ไม่มีผล  ก.พ. ก็จะเป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น ระบบราชการก็จะพัง  ประชาชนและประเทศชาติจะไม่มีที่พึ่ง  เพราะระบบราชการซึ่งเป็นหนึ่งของเสาหลักประเทศไม่สามารถพึ่ได้อีกต่อไปแล้ว  

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความขุ่นข้องหมองใจที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น ต้องติดตามเรื่องความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นจะดำเนินต่อไปอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขอย่างไรให้ระบบราชการเข้มแข็ง และการเมืองโปร่งใส คุ้มค่ากับภาษีประชาชนบ้าง  ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด