"เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษกระดูกเหล็ก

  • วันที่ 06 พ.ย. 2559 เวลา 15:51 น.

"เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม" พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษกระดูกเหล็ก

เรื่อง...วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ...วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว "นายตำรวจ" รายหนึ่งถูกแรงอัดดันตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ กลิ่นคาวเลือด เศษชิ้นเนื้อมนุษย์ และควันลอยฟุ้ง มือและขาของเขาเหลวแหลกต่อหน้าต่อตา แทบมีใครเชื่อว่าเขาจะรอดชีวิตและกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. พ.ศ. 2550  หรือ 9 ปีก่อน บริเวณโคนเสาไฟฟ้าริมถนนสายนราธิวาส-ตากใบ จ.นราธิวาส

“เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นนักบัญชี  นักการธนาคารที่นั่งในออฟฟิศ เลือกมาทางนี้ เพื่อจะปฎิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน เราถูกปลูกฝังมาเพื่อทำหน้าที่อันมีเกียรติ แม้กระทั่งแลกด้วยเลือด ด้วยชีวีต นี่แค่แลกด้วยเลือดเอง ชีวิตยังคงอยู่”

เรื่องราวต่อไปนี้คือชีวิตอันน่าเคารพและร่องรอยอันยิ่งใหญ่ของ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ วีรบุรุษชายแดนใต้

เติบโตด้วยระเบียบ มีชีวิตเพื่อแผ่นดิน

พล.ต.ต.นพดล เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2501 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะหลังจากสูญเสียคุณแม่ไปตั้งแต่วัยเพียงแค่ 7 ปี โดยอาศัยอยู่กับพี่น้องและคุณพ่อ ซึ่งเป็นบุคลากรการรถไฟแห่งประเทศไทย 

“พ่อเป็นคนเข้มงวด กวดขันให้ทุกคนในบ้านมีระเบียบวินัย หลังจากคุณแม่เสียไปแล้ว ทุกคนต้องดูแลตัวเองมากขึ้นและถูกสอนให้ตั้งใจเรียน สมัยนั้นผมค่อนข้างกลัวพ่อลำบาก อยากได้อะไร ก็ไม่กล้าขอ ต้องไปรับจ้างขายข้าวแกงที่สถานีรถไฟ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ได้เงินวันละ 5-7 บาท เอาไปซื้อหนังสืออ่านเอง”

นายตำรวจรายนี้ ได้เล่าเรียนศึกษาวิชาความรู้ที่ “วังไกลกังวล” โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเคยเข้ารับพระราชทานรางวัลเด็กเรียนดีและประพฤติดีจากพระหัตถ์ของพระองค์มาแล้ว

“เราเองถือว่าเรียนดี ไม่ถึงขั้นเรียนเก่ง แต่มีความประพฤติรับผิดชอบดี จนมีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานรางวัลเป็นปากกาหมึกซึมที่ค่อนข้างมีราคาสูงในสมัยนั้นจากพระองค์ท่าน ผมเก็บไว้เป็นมงคลชีวิตมาตลอด และได้ถวายสัตย์ จะตั้งใจเรียนและนำความรู้ความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

เรื่องเล่าแห่งความทรงจำที่เรียกทั้งรอยยิ้มและความปลื้มปิติทุกคราที่มองย้อนกลับไปในอดีตของพล.ต.ต.นพดล คือการได้ดื่มน้ำในแก้วของพระองค์ท่าน

“พระองค์เสด็จมาทุกปี ณ พระตำนักเปี่ยมสุข เย็นๆ หลังเลิกเรียน ยังเคยแอบดูพระองค์ท่านทรงเรือใบหรือทรงงานอยู่บ้าง เวลามีงานเลี้ยงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ประมุขหรือแขกจากประเทศต่างๆ เขาก็คัดนักเรียนไปรับใช้ คอยเป็นผู้ช่วยเหล่ามหาดเล็กเข้าไปเสิร์ฟอาหาร พวกเราเด็กๆ ก็ได้แต่แอบดูพระองค์ท่าน รอจนกระทั่งงานพระราชทานเลี้ยงเลิกแล้ว พระองค์เสด็จกลับ ทุกคนก็พากันวิ่งไปที่โต๊ะเสวย ยกมือไหว้ หยิบแก้วน้ำของพระองค์ท่านมาดื่ม แต่ดื่มได้ไม่เยอะ เพราะต้องส่งต่อให้เพื่อนด้วย เนื่องจากทุกคนอยากกิน ถือเป็นมงคลของชีวิตเด็กบ้านนอก”

ก่อนปี พ.ศ. 2515 ปัญหาภัยคุกคามจากกระแสคอมมิวนิสต์ที่ค่อนข้างรุนแรงและแพร่หลายกว้างขวางขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับได้มีโอกาสัมผัสกับตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งได้สร้างวีรกรรมรบในพื้นที่เสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ จนทำให้ชาวบ้านใน อ.หัวหินและใกล้เคียง พากันชื่นชมความกล้าหาญ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ พล.ต.ต.นพดล ฝ่าฟันเล่าเรียนเพื่อทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

“ตอนนั้นอายุประมาณ 19 ปี ไม่ไกลจากโรงเรียนมี ค่ายนเรศวร ซึ่งเป็นเหล่าตำรวจตระเวนชายแดนพลร่ม ปฎิบัติงานในพื้นที่สีแดงและนอกประเทศด้วย ชาวบ้านในหัวหินจะชื่นชมตำรวจพลร่มกันมาก ไอ้เรายังเด็ก เห็นแบบนั้นก็อยากเป็นเลย ตั้งใจอ่านหนังสือ ฝึกฝนร่างกายจนสอบติดนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 35”

อย่างไรก็ตามความฝันที่จะเป็นตำรวจพลร่มนั้นถูกระงับด้วยความห่วงใยจากคุณพ่อที่มองว่า เสี่ยงอันตรายเกินไป ทำให้ พล.ต.ต.นพดล เลือกเป็นที่จะไปเป็นตำรวจภูธรและออกปฎิบัติหน้าที่ในหลายจังหวัดของภาคใต้ ไล่ตั้งแต่ ระนอง สงขลา ยะลา กระทั่ง นราธิวาส โดยน้อมนำแนวทางพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านมาเป็นมงคลต่อชีวิตและการรับราชการดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชนเรื่อยมา

“ครั้งหนึ่งได้ฟังพระบรมราโชวาทอันลึกซึ้ง พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า การทำความดีนั้นทำยาก เห็นผลช้า แต่จำเป็นต้องทำ ถ้าไม่ทำ ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันรู้ตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามอย่างสุดกำลังที่จะสร้างและสั่งสมรักษาความดีให้สมบูรณ์อยู่เสมอ”

พล.ต.ต.นพดล เมื่อสมัยได้รับรางวัลนักเรียนที่มีความประพฤติดีเด่น โรงเรียนวังไกลกังวล

เกือบตายเพราะความเข้าใจผิด

ชีวิตราชการตำรวจของ พล.ต.ต.นพดล ผ่านประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้ง งานสอบสวน  สืบสวน ปราบปราม หัวหน้าหน่วยปฎิบัติการพิเศษ และงานมวลชนในหลายพื้นที่รวมทั้งพื้นที่สีแดงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทั่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการดูแลงานระดับนโยบายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามใครจะรู้ว่าเมื่อครั้งเริ่มต้นบทบาทนายตำรวจ เจ้าตัวเคยประสบเหตุเสี่ยงตาย และจิตตกถึงขนาดคิดลาออกจากอาชีพมาแล้ว

“สมัยเป็นรองสารวัตรสอบสวน (รอง สวส.) สภ.เมืองระนอง เกิดเหตุคนร้าย บุกล็อกคอและเอาปืนจี้ สารวัตรป้องกันปราบปราม (สวป.) ที่หน้าสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่เจรจาอยู่นาน คนร้ายยังไม่ยอม ผมจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปแย่งปืน ปรากฎว่า คนร้ายเห็นก่อน วาดปืนมาที่เรา วินาทีนั้นกระโดดม้วนตัวหลบอยู่หลังโคนต้นไม้ ใจหาย เต้นตุบๆ คิดเลยว่า ถ้ามันยิงจริง คงไม่รอดแน่ แต่ที่เสียใจมากคือ การเจรจาไม่สำเร็จ คนร้ายใช่อาวุธปืนยิง สวป.เสียชีวิต ”

เนื่องจาก สวป. เป็นที่รักของชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก ทำให้การเสียชีวิตของท่าน ตามมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถจัดการเหตุดังกล่าวได้ ขณะที่ พล.ต.ต.นพดลเองก็รู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างรุนแรงเช่นกันที่รักษาชีวิตผู้บังคับบัญชาที่สนิทและรักใคร่ไว้ไม่ได้

“เขาเป็นคนดีมาก ไม่คิดว่าจะมาเห็นเขาตายคาตา ทำงาน พูดคุย ฝึกฝนด้วยกัน ช่วงเช้ายังกินข้าวด้วยกันอยู่เลย บ่ายมาถูกยิงต่อหน้า เรากลับบ้านไปนั่งคิด ไม่เอาแล้ว ไม่เป็นแล้ว ไม่ ไม่ ไม่ นั่งซึม โทษตัวเองที่มีส่วนไปกดดันให้คนร้ายก่อเหตุ แย่งปืนไม่สำเร็จเท่ากับเพิ่มความเครียดให้คนร้าย”

สติของ พล.ต.ต.นพดล กลับมาเมื่อได้คำปลอมโยนจากเจ้านาย โดยให้มองเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเจอ ไม่เขาก็เรา และสักวันหนึ่งจะผ่านพ้นไป ขอให้ตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ให้ดีต่อไปในอนาคต

เหตุการณ์เสี่ยงตายครั้งสำคัญต่อมาในชีวิต เกิดขึ้นขณะ พล.ต.ต.นพดล  ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เขาถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบรุมทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง วินาทีสุดท้ายก่อนไร้สติ คือภาพกระถางต้นไม้ที่ถูกทุ่มใส่ศรีษะ

พล.ต.ต.นพดล เล่าให้ฟังว่า เวลานั้นมีการปล่อยข่าวลือจากกลุ่มก่อความไม่สงบกันอย่างกว้างขวาง เรื่องโจรนินจา ที่บุกปล้นสะดม รังแกชาวบ้าน กระทั่งมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนายตำรวจพลร่ม ซึ่งไปตั้งฐานปฎิบัติการและออกทำงานมวลชนในพื้นที่

“วันหนึ่งนายตำรวจสองนาย ขับรถจักรยานยนต์กลับที่พักหลังในช่วงค่ำ หลังเสร็จภารกิจงานมวลชน  พวกวัยรุ่นเห็นเข้า ขับจักรยานยนต์ 4-5 คันเข้าประกบ ทำท่าเหมือนจะเอาเรื่อง พวกเขาตกใจ ทิ้งจักรยานยนต์หลบหนีเข้าป่าข้างทาง เลยถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรนินจาทันที วันรุ่งขึ้นทั้งสองนาย เข้าไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน โดยขณะนั้นมีการปล่อยข่าวไปทั่วเมืองแล้วว่า จับกุมโจรนินจาได้แล้ว ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมารวมตัวที่บ้านผู้ใหญ่หลายร้อยคน

อันตรายเกิดขึ้นระหว่างการนำตัวทั้งสองกลับโรงพัก วัยรุ่นนับร้อยพากันเอาหิน เอาไม้ ขว้างใส่  เปิดฉากเข้ารุมทำร้าย ใช้ไม้ตี ทำร้ายร่างกาย รุนแรง ไม่ยั้งมือ ผมตัดสินใจวิ่งเข้าช่วยเหลือ กอดน้องไว้ พยายามพาหนี แต่ถูกชาวบ้านเข้ามารุมทำร้าย กำลังตำรวจอื่นๆ ก็ยั้งไม่ได้ เพราะเข้าไม่ถึงถูกชาวบ้านล้อมไว้แล้ว  ชาวบ้านที่สนิทกัน ตะโกนบอกอย่าทำร้ายผู้กำกับ อย่าทำ! ก่อนช่วยลากผมออกมา แต่เรามองกลับไป เฮ้ย.. ทั้งสองนายยังอยู่ ทำไมไม่ช่วยเขาออกมาด้วย จึงตัดสินใจวิ่งกลับเข้าไปอีกรอบ อุ้มแบกใส่บ่ามาได้คนเดียว เพื่อหนีออกจากที่เกิดเหตุ  แต่วิ่งออกมาได้ไม่กี่เมตร พวกวัยรุ่นเอาไม้ตีเข้าที่ขา ล้มทั้งยืน ทีนี้มาทั้งหมด หมัด ศอก เท้า ไม่ยั้ง เงยหน้าขึ้นมาอีกที เห็นกระถางต้นไม้ทุ่มเข้าใส่เต็มๆ ที่ศรีษะ สลบเลย”

อดีตผู้กำกับรายนี้รู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมข่าวร้าย พลร่มทั้งสองนายถูกแทงตายในที่เกิดเหตุ ตัวเขาเองรอดมาได้เพราะชาวบ้านมุสลิมที่รักและรู้จักกันดีดึงตัวออกมาได้ทัน

“เราพยายามบอก ชี้แจงแล้วว่าไม่ใช่ เขาคือคนทำงานมวลชน แต่ไม่มีใครเชื่อ ผมเสียใจมากๆ ที่ชีวิตเขาจบลงด้วยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบปลุกระดมชาวบ้าน จนเกิดการเข้าใจผิดกัน”

หลังปี พ.ศ. 2547 สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดย ปี พ.ศ. 2549 พล.ต.ต.นพดล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) โดยได้รับการต้อนรับและยินดีจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นและสนิทสนม มาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง สวป. และ ผกก. อย่างไรก็ดี การกลับมาดำรงตำแหน่งในพื้นที่ครั้งนี้ สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก มีอันตราย ความรุนแรงและภัยคุกคามถึงขั้นเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ

“สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก อึมครึม  ชาวบ้านต่างสับสน หวาดระแวง ที่เคารพนับถือกันก็ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ไม่เหมือนแต่ก่อน จะไปไหนมาไหนในพื้นที่ โดยไม่ระมัดระตัวไม่ได้แล้ว ไม่รู้ใครเป็นใคร อันตรายมาก ชาวบ้านบางคนกระซิบเบาๆ ว่าคราวหลัง ถ้าอยากคุยให้เรียกออกไปคุยนอกพื้นที่ ไม่อยากให้เข้ามาในหมู่บ้าน หรือโทรนัดตรงไหนก็ได้จะไปหาเอง ทำให้รู้ทันดีว่าสถานการณ์ในพื้นที่โดยทั่วไปไม่ปกติเหมือนเดิม”

ประวัติศาสตร์จารึก นายตำรวจกระดูกเหล็ก

18 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้าประวัติศาสตร์ได้จารึกชื่อ นายตำรวจกระดูกเหล็กไว้

พล.ต.ต.นพดล ย้อนความว่า วันดังกล่าว เป็นวันที่จะต้องนำนายตำรวจ 6 นาย ที่ได้รับการคัดเลือกจากสามจังหวัดไปทำการฝึกที่ กก.กฝ.8 ตชด. (กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อทำการฝึกร่วมกับ ชุดรบของ ตชด. โดยมีครูฝึกจาก สหรัฐอเมริกา และนัดกำลังพลไว้ที่ อ.หาดใหญ่  เวลา 8.00 น. เพื่อร่วมเดินทางไปที่ อ.ทุ่งสง พร้อมกัน

“จริงๆ ต้องไปร่วมฝึกตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน แต่ติดสงกรานต์เขาเลยเลื่อน ดวงมันจะโดน คนมันจะดังไง ทึ่มแรกคิดว่า หม้อแปลงระเบิด อีก 5 นาทีต่อมา ทึ่ม ทึ่ม ทีนี้เสียงทั้งหนัก ทั้งแน่น รู้ทันทีเลยว่า มีการวางระเบิดในพื้นที่ วิทยุเรียกดาบแชน (ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ) จากนั้นแต่งเครื่องแบบ เดินไปหยิบพระหลวงปู่ทวด และเหรียญในหลวงทรงผนวชขึ้นอาราธนา ห้อยคอออกจากบ้านไปที่เกิดเหตุ”

ขณะ “พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ” รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส (ยศในขณะนั้น) ลงพื้นที่เกิดเหตุระเบิด บริเวณ ถนนสายนราธิวาส-ตากใบ เขตรอยต่อโรงพักตันหยงและตากใบ ที่เกิดเหตุเป็นเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 เฟส ที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่หลายพื้นที่ของ จ.นราธิวาส ช่วงนั้นเวลาประมาณ 8.00 น. เศษ ขณะสั่งการให้เจ้าหน้าที่วางกำลังควบคุมและจัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจที่เกิดเหตุ สิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น

“พอไปถึงที่เกิดเหตุ โชคร้ายเท้าซ้ายเหยียบกับระเบิดลูกที่สองที่ฝังในดิน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงอัดมหาศาลของระเบิด ยกตัวลอย เหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง ตาเหมือนจะหลุดอกจากเบ้า เลือดเหมือนจะทะลักออกจากหู จากปาก ชิ้นเนื้อกระจัดกระจาย ฝุ่นตลบกลบหน้า เลือดกระเด็นเต็มพื้นที่ กลิ่นดินระเบิด คลาวเลือดคละคลุ้ง ในใจตอนนั้นนึกถึง “เดชะพระบารมีปกเกล้า” คิดได้แค่นั้น ร่างร่วงหงายท้องลงมานอนในหลุมระเบิด เสียงร้องตะโกนโกลาหล รองถูกระเบิด - รองตายแล้ว”

บรรดาลูกน้องรีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือแบก พล.ต.ต.นพดล ขึ้นรถ เนื้อตัวแหลกไปแทบทั้งร่าง แขนขวาที่พอขยับได้กอดประคองแขนซ้ายเห็นเป็นเศษเนื้อ ตาด้านซ้ายมองไม่เห็น ด้านขวาเห็นลางๆ เจ็บปวดและอึดอัดกับพิษบาดแผลอย่างรุนแรง

“บอกดาบแชน ให้ช่วยถอดรองเท้าด้านซ้ายให้หน่อย มันปวดและแน่นขึ้นมาจนถึงช่องท้อง แชน มองหน้าผมแล้วน้ำตาไหล รู้ทันทีว่า ขาซ้ายขาดไปแล้ว แชนก็พยายามเรียกให้ได้สติ อย่าหลับ พาไปส่ง โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยัง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) ใช้เวลาบินประมาณ 50 นาที”

พล.ต.ต.นพดล  เล่าว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล มอ. มีประชาชนจำนวนมากมารอให้เลือดและกำลังใจ ได้ยินเสียงร้องตะโกน ‘สู้ๆ’ ซึ่งทั้งประชาชน ทหารตำรวจ ได้มาร่วมบริจาคเลือดให้กว่า 200 คน

"ระหว่างเข็นเตียงเข้าห้องกู้ชีพ นพ.สุเมธ พีรวุฒิ ผอ.โรงพยาบาล  ขณะนั้นได้มากระซิบที่ข้างหูว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับทราบเหตุการณ์แล้ว และรับตัวเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ฯ เท่านั้นแหละ ‘พระบารมีได้มาปกเกล้า’ ตัวผมจริงๆ เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ หาที่สุดมิได้ หนักเป็นเบา ทุเลาเป็นหาย แทบจะลุกจากเตียงแล้วกราบลงที่แผ่นดิน ผมบอกหมออย่าให้ ผมตายนะ ผมจะกลับไปทำงานต่อ"

ระหว่างสลบ 2 วัน 2 คืน บนเตียงในโรงพยาบาล มีเรื่องราวที่เจ้าตัวจำได้แม่นยำไม่มีวันลืม

“ตอนสลบครึ่งหลับครึ่งตื่น จำได้ว่า เดินเข้าไปในถ้ำหนาวเยือกมาก และพบกับเซียนฤาษีโบราณ นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้เท้าเดินออกมารับ ถามว่ามาทำไม เราบอก ผมกระดูกขาแตก อยากจะต่อกระดูกขา ขอให้ท่านช่วยหน่อย เซียนพาเดินไปที่จอมปลวก มีหินงอกมาออก เขาบอกให้ไปเอาหินนั่นมา แล้วจะทำการต่อขาให้ จำได้ว่าหยิบไปเยอะเลย เสร็จแล้ว แกพาไปนอนบนแท่นหินใหญ่ มีสายสิญจน์ระโยงระยาง เซียนคนเดิมจับตัวผมยกนอนบนแท่นหิน เอาหินอัดเข้าไปที่ขา เซียนบอกอดทนไว้ เดี๋ยวหาย เราก็ดิ้น รอบๆ เตียงก็ยังมีกลุ่มคนชุดขาว นั่งล้อมวงสวดมนต์กันเต็มไปหมด ผมคิดว่าช่วงนั้นคงเป็นช่วงที่หมอน่าจะกำลังผ่าตัดใหญ่ที่ขาซ้ายอยู่”

หลังจากลืมตาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง นายตำรวจกระดูกเหล็ก ทบทวน ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ  ก่อนจะต้องน้ำตาซึมเมื่อข้างเตียงมีกระเช้าพระราชทานจากในหลวง และแจกันดอกไม้จากพระราชีนี 

“น้ำตาไหลออกมาเอง นึกถึงเดชะพระบารมีที่ได้สวดทุกวันทั่งก่อนนอน และก่อนออกไปทำงาน ได้ปกเกล้าปกกระหม่อมผมจริงๆ พระองค์ท่านได้ประทานชีวิตใหม่ให้กับผม ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่มีให้กับข้าราชการทำงานห่างไกลพระเนตร  พระเมตตาและพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ เป็นแรงผลักดันให้ผมตั้งใจฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อจะกลับมาทำงานสนองพระเดชพระคุณ และรับใช้บ้านเมืองอีกครั้ง”

พล.ต.ต.นพดล นอนติดเตียงอยู่ 5 เดือนกว่า ทำการรักษาตั้งแต่ภายนอกและภายในมากมาย แทบทั้งร่างกายตัวอย่างเช่น เจาะน้ำออกจากปอด ผ่าเศษระเบิด 12 ชิ้นออกจากร่าง ตัดแปะเนื้อเยื่อ ชิ้นส่วนต่างๆ โดยได้เลือดของชาวบ้านที่มาบริจาคช่วยหล่อเลี้ยงชีวิต

“โชคดี ผมเป็นนักกีฬา ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ ร่างกายแข็งแรง เลือดที่ชาวบ้านให้เรารับได้หมดเลย ไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียง ผ่าตัดเยอะมากแทบทั้งตัว นอนติดเตียงประมาณ 5 เดือนกว่า กว่าจะลุกได้ ฟื้นฟูสุขภาพออกกำลังกาย เตรียมความพร้อม รวมๆ แล้วใช้เวลาในการรักษาพื้นฟู 353 วัน และเป็นคนไข้ที่ดีอยู่ในระเบียบวินัย จากแผนการรักษาของหมอประมาณ 2 ปี แต่เราใช้เวลารักษาจริงและกลับไปทำงานได้ภายในเวลาไม่ถึงปี”

สภาพร่างกายที่แตกต่างออกไปจากเดิม และร่องรอยของระเบิดที่ปรากฏบนเรือนร่าง ไม่ได้ทำให้เขาจิตตก ซึมเศร้า มองเป็นเรื่องปกติของการทำหน้าที่ปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองพี่น้องประชาชน ที่สำคัญยิ่งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานขาเทียมให้อีกด้วย

“เราไม่ได้เรียนมาเพื่อเป็นนักบัญชี นักการธนาคารที่นั่งในออฟฟิศ เลือกมาทางนี้เพื่อจะปฎิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน เราถูกปลูกฝังมาเพื่อทำหน้าที่อันมีเกียรติ แม้กระทั่งจะต้องแลกด้วยเลือด ด้วยชีวิต นี่แค่แลกด้วยเลือดเอง ชีวิตยังคงอยู่ นักรบต้องมีบาดแผล การทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดนใต้ มีอยู่สามโชค คือ โชคดี โชคไม่ดี และโชคร้ายพลีชีพ เสียชีวิต เราแค่โชคไม่ดี บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น”

 

อำนาจรัฐเข้มแข็ง – ใช้กฎหมายยุติธรรม – ประชาชนรัก หลังเหตุการณ์สุดโหดดังกล่าว พล.ต.ต.นพดล กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ในฝ่ายอำนวยการ ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการอำนวยการภูธรภาค 9  (รอง ผบก.อก.ภ.9) – ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9  (ผบก.อก.ภ.9) กระทั่ง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และล่าสุดดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  คอยประสานดูแลงานเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ นอกจากนั้นยังเป็นผู้บรรยายให้ความรู้และกำลังใจกับเหล่าผู้พิทักษ์ ที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ยังชายแดนภาคใต้อีกด้วย

จากประสบการณ์คลุกคลีกับความขัดแย้งทางภาคใต้มาเกือบทั้งชีวิต พล.ต.ต.นพดล บอกว่า การดำเนินการในการลดปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้ง และแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดง ต้องใช้หลักการพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่อง คือ อำนาจรัฐต้องเข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน โดยมีความเสมอภาคไม่เลือกปฎิบัติ และสุดท้ายคือต้องเป็นที่รักของประชาชนให้ได้อย่างจริงใจ

“อำนาจรัฐต้องเข้มแข็ง พร้อมที่จะปกป้องชีวิต ทรัพย์สินพี่น้องประชาชน และดูแลแผ่นดินได้ ชาวบ้านถึงจะเชื่อถือ ถ้าเราตายชาวบ้านก็จะหวั่นกลัว สอง การบังคับใช้กฎหมายต้องยุติธรรม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่เช่นนั้นจะถูกโจมตี ปลุกระดมทางความคิด โฆษณาชวนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มุ่งแต่จะรังแก ทำลายพวกเขา และสาม ทำงานมวลชนเข้าถึงพี่น้อง เป็นที่รักของประชาชน ภายใต้ยุทธศาสตร์เข้าใจเข้าถึงพัฒนา ถ้าทำเรื่องเบื้องต้นทั้งหมดอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้ทิศทางความขัดแย้งลดลง”

นายตำรวจหัวใจแกร่ง ทิ้งท้ายว่า การขจัดความขัดแย้งทางความคิดนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลา ซึ่งการเยียวยาสมานบาดแผลทางจิตใจในอดีต และไม่สร้างบาดแผลทางใจขึ้นใหม่ จะช่วยลดความจงเกลียดจงชัง ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานยังคงต้องทำงานหนักทุ่มเท่ เสียสละ รู้เท่าทันสถานการณ์เพื่อจะได้นำความสงบสุขกับคืนสู่ปลายด้ามขวานอีกครั้ง

ร่องรอยจากเหตุระเบิด บริเวณเเขนซ้าย ซึ่งจุดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่ว คือ ดินระเบิดที่ฝังเเน่นติดผิว

 

 

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ