ร่วมกันน้อมนำคำสอน เพื่อเป้าหมายการปฏิรูป

วันที่ 24 ต.ค. 2559 เวลา 21:21 น.
ร่วมกันน้อมนำคำสอน เพื่อเป้าหมายการปฏิรูป
โดย...เกษรา กุมภาพันธ์ / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ จากประเทศที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ยากจน กลายมาเป็นประชาชนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสง่างามแบบพออยู่พอกินและพึ่งพาตนเองได้

โดยโครงการพระราชดำริที่มี พระองค์พระราชทานไว้ให้กับคนไทยกว่า 4,000 โครงการ จะเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์แห่งความเมตตาที่พระองค์มีให้กับประชาชนตราบนานเท่านาน

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นคนหนึ่งที่เคยได้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างใกล้ชิด พร้อมกับซึมซับแนวทางการทรงงานของพระองค์เพื่อมาปรับใช้กับการทำงานของตัวเองจนที่ยอมรับของสังคม

ปานเทพ บอกเล่ากับโพสต์ทูเดย์ถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นทั้งพระมหากษัตริย์และพ่อของแผ่นดิน ในฐานะพระมหากษัตริย์ทรงปกครองแผ่นดินโดยหลักธรรม ดังพระบรมราชโองการที่ว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

“ตลอดรัชกาลของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ในฐานะพระมหากษัตริย์โดยยึดหลักนี้มาโดยตลอด ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินที่ทรงช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติเมื่อมีเภทภัยต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาภัยธรรมชาติ ให้บรรเทาและหมดสิ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์”

“ทรงช่วยในการพัฒนาประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและยากไร้ โดยผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ ในด้านต่างๆ เช่น การเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำ การสาธารณสุข การคมนาคม การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ และช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วนต่างๆ เสริมการทำงานของรัฐบาล”

“หลักการทรงงานของพระองค์ท่าน คือ ทรงช่วยเหลือประชาชนให้มีความพร้อมและสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาแบบระเบิดจากข้างใน กล่าวคือ ให้ประชาชนมีความรู้ต่างๆ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาความช่วยเหลือ โครงการต่างๆ ที่จะให้ความช่วยเหลือจะทรงทำการทดลองมาก่อนจนได้ผลดีแล้ว จึงจะได้ให้หน่วยงานต่างๆ เผยแพร่ให้กับประชาชนต่อไป เช่น โครงการส่วนพระองค์ที่พระราชวังสวนจิตรลดา โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 ศูนย์ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น” 

คำว่า “ระเบิดจากข้างใน” มีความหมายอย่างไร? ปานเทพ อธิบายว่า “หมายความว่า เวลาที่จะไปช่วยประชาชน ต้องให้ประชาชนเขาพร้อมก่อน อย่าเอาโครงการเข้าไปใส่โดยที่ประชาชนเขายังไม่พร้อม ให้ประชาชนเขาทราบก่อน อย่างเช่นเขาต้องมีความรู้ในเรื่องของเกษตร ถ้ามีความรู้ที่จะรับความรู้สมัยใหม่ได้ คือต้องมีความรู้เพียงพอก่อนที่จะเอาสิ่งต่างๆ ไปให้ ดังนั้น ระเบิดจากข้างใน คือ ให้ประชาชนเนี่ยมีความพร้อม ก่อนที่จะมารับความช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน อย่างบอกว่าระเบิดจากข้างในแทนที่ว่าจะข้างนอกเข้าไป แต่ต้องให้ข้างในพร้อมเสียก่อน”

ขณะเดียวกัน นอกจากจะเคยเป็นอดีตเลขาธิการ กปร.แล้ว “ปานเทพ” ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนที่ปัจจุบันจะมาทำหน้าที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ปานเทพ บอกว่า ไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งใดก็ได้น้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและต้องไม่มีการทุจริต เพราะเมื่อประเทศไม่มีการทุจริตแล้วประเทศก็จะเดินหน้าได้อย่างสง่างาม

“พระราชดำรัสของพระองค์จะเน้นให้ทุกคนที่ทำงานต้องมีความรู้ และต้องมีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ มีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ของตน เมื่อทำเช่นนั้นได้เราก็สามารถจะทำงานในหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี แต่เหนืออื่นใดการทำงานต้องยึดประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เพราะว่าถ้าเราไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ทุกอย่างมันก็ผิดวัตถุประสงค์ไปหมด มีการบิดเบือนไปทั้งหมด”

“อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือ เรื่องของความสามัคคี ความรู้รักสามัคคี พระองค์ท่านก็พระราชทานไว้โดยตลอด ประเทศชาติต้องรู้รักสามัคคี ถ้าไม่มีตรงนี้ประเทศชาติก็จะไปลำบาก เพราะความรู้รักสามัคคีถือเป็นพลังสำคัญที่สุด”

ขณะเดียวกัน ปานเทพ ในฐานะสมาชิก สปท. คิดว่า การปฏิรูปประเทศจะเป็นผลสำเร็จได้ก็ต้องยึดตามแนวทางพระราชดำริและแนวทางการทรงงานของพระองค์ ทั้งในเรื่องการสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจในแต่ละเรื่องที่ต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอ  

“การปฏิรูปต่างๆ คือ การพัฒนา การพัฒนาต่างๆ ต้องยึดหลักของความถูกต้อง และยึดหลักของการพัฒนาที่ต้องดำเนินการให้เป็นขั้นเป็นตอน และต้องยึดหลักของความสอดคล้องต่างๆ ตามภูมิสังคม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทรงงานของพระองค์”

สุดท้าย ปานเทพ เสนอว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่ประชาชนควรทำถวายพระองค์ คือ ต้องทำตัวเป็นคนดี ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดนะครับ ผู้สื่อข่าวก็มีหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวที่ดี และต้องมองพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างและเจริญรอยตามพระยุคลบาท ถ้าทำได้แบบนี้จะเป็นกำลังใจให้งานที่ทำลงไปจะออกมาได้ผลดี

“พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าจะเป็นเรื่องนามธรรม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ มันต้องอยู่ในจิตใจของคนเรา อย่างเรื่องของคอร์รัปชั่นต่างๆ ประเทศอื่นเมื่อก่อนเขาก็มีเยอะ แต่ว่าเขาก็ร่วมมือร่วมใจกันจนกระทั่งเขาสามารถแก้ไขได้ ประเทศของเรายังไม่สายหรอก แต่เราต้องร่วมมือกัน”

เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ได้กับเศรษฐี-คนจน

ประเด็นหนึ่งที่หลายต่อหลายคนมีความเข้าใจไม่ตรงกัน คือ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะได้พระราชทานให้กับคนไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของหลักปรัชญาดังกล่าว ซึ่ง “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” อดีตเลขาธิการ กปร. ได้ใช้โอกาสนี้อธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำเป็นอย่างมาตลอด โดยหลักสำคัญของปรัชญานี้ คือ ให้ประชาชนพออยู่พอกิน มีงานอยู่ตลอด คำว่า พอเพียง หมายถึง การพอประมาณ และมีเหตุผลต่างๆ อย่างผมเองก็คิดว่าคำว่า พอเพียง ใกล้เคียงกับคำว่า สันโดษ”

“สันโดษไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลยนะครับ เราต้องพยายามที่จะให้มันพอดีกับตัวเราเองนะครับ แต่ว่าจะต้องไม่สันโดษในการทำความดีนะ ในเรื่องของคุณธรรมจะต้องไม่สันโดษ หลักคือว่าสันโดษในสิ่งเสพ แต่ไม่สันโดษในคุณธรรม อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง หมายความว่า ทำอะไรก็ตามต้องให้พอเพียงกับฐานะความเป็นอยู่ของตนเอง แต่ว่าถ้าสามารถทำให้ดีขึ้นได้ก็ต้องทำให้ดีขึ้น”

ส่วนตัวมองว่าประชาชนมีความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยขนาดไหนอย่างไร? ปานเทพ ตอบว่า “คิดว่าประชาชนก็เข้าใจมากขึ้น เพราะว่าได้มีการพูดกันอะไรต่ออะไรเยอะ เมื่อก่อนนี้นึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนาเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้กับกลุ่มทั้งหมดเลย สามารถที่จะมาดำเนินชีวิตนะครับ”

“คนที่เป็นเศรษฐีก็เศรษฐกิจพอเพียงได้ เพราะถ้าทำอะไรเกินตัวไปโดยไม่ระมัดระวังก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอเพียง พอประมาณ ความมีเหตุผล แล้วมีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ แล้วก็ต้องมีคุณธรรมเป็นหลักที่ใครๆ ก็ต้องยึด ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยหรือคนยากจน”

“เศรษฐกิจพอเพียงเนี่ย คือ การดำเนินชีวิต ถ้ายึดหลักของเราศาสนาพุทธ นี่ก็คือการดำเนินการทางสายกลางนั่นเอง ส่วนตัวก็คิดว่าปัจจุบันประชาชนเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจมากขึ้น”

ถ้าจะเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับตัวเองในช่วงที่เศรษฐกิจในภาพรวมยังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ควรจะต้องทำอย่างไร? ระบุว่า “ตอนนี้เราก็ต้องตั้งสติของเรานะครับ และดำเนินชีวิตของเราด้วยความระมัดระวัง ดำเนินชีวิตด้วยการมองว่าอะไรที่จำเป็นจะต้องใช้ก็ใช้ไป อะไรที่คิดว่ามันไม่สำคัญ มันเป็นความฟุ้งเฟ้อก็ต้องระมัดระวังตัว ซึ่งไม่ว่าใครจะมีฐานะอย่างไรก็ต้องปรับตัวและดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

บทความแนะนำ