"แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง" วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

วันที่ 17 ก.ค. 2559 เวลา 20:26 น.
"แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง" วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.
โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด

ทรงผมเนี๊ยบ มาดนิ่ง น้ำเสียงดุดัน ฝีปากกล้าไม่กลัวใคร ชายวัย 64 ผู้นี้ เดินหน้าไล่บี้โครงการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณจัดซื้อเครื่องดนตรีโรงเรียน โครงการจัดซื้อเครื่องจักรกล กล้องซีซีทีวี  สัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส อุโมงค์ไฟลานคนเมือง 39 ล้าน เครื่องสูบน้ำลากจูง จนถึงกรณีล่าสุดกับการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็ก จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8 ล้านบาท

“ผมไม่มีอำนาจที่จะปลดใคร แต่ผมตรวจสอบและเอามาเปิดเผยหมดทุกหน่วยงาน วันนี้เจอเรื่องของพรรคตัวเอง ไม่ได้แปลว่าจะต้องหยุดตรวจ และไม่ได้แปลว่าคุณชายเป็นคนโกง แต่เอาเป็นว่ามีการทุจริตใน กทม. แน่นอน”

น้ำเสียงหนักแน่นของ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังดังเสมอในเรื่องกทม...

ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร

ทุกครั้งที่ออกมาเผยข้อมูลที่ส่อเค้าไม่ชอบมาพากลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มักถูกตั้งคำถามเสมอถึงเป้าหมายว่ามีนัยยะแฝงเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ทุกอย่างไม่มีเบื้องหลังหรือความแค้นส่วนตัว และการตรวจสอบคนโกงต้องไม่มีการละเว้น แม้กระทั่งคนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ถ้าเราใช้มาตรฐานในการตรวจโกงแบบ'พรรคพวกเพื่อนกันไม่พูด' อย่างนี้ไม่แฟร์  ปัญหาทุจริตในวันนี้มันมาจากการเล่นพรรคเล่นพวก แล้วช่วยเหลือกันเองจนคนบริสุทธิ์ไม่ค่อยมี เพราะได้เหมือนกันหมด ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ หลายคนกล่าวหาว่าผมเป็นเครื่องมือใคร เรียนเลยนะครับ แถลงข่าวแต่ละครั้ง ไม่เคยปรึกษาใคร ไม่เคยไปบอกใครว่าจะแถลงอะไร หัวหน้าพรรคไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่วันที่ผมแถลง เรื่องอุโมงค์ไฟ 39 ล้าน หัวหน้ายังไม่รู้เลย วันนี้ผมแถลงเรื่องรถดับเพลิง หัวหน้าก็ไม่รู้ กับคุณชายก็ไม่ได้คุยกันและไม่ได้มีปัญหากัน ผมทำแบบนี้ ไม่มีใครเบรก และเชื่อว่าไม่มีใครกล้าเบรกผมด้วย เคยมีคนมาบอกว่าเฮ้ยนี่พรรคเดียวกัน แต่ผมไม่เคยฟัง บอกเลยจะดำเนินการต่อ รู้ว่าใครโกง ก็ไล่มันออกไป จะเลี้ยงมันต่อทำไมล่ะ

อดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า บางคนกลัวจะเสียคะแนนหากตรวจสอบพวกเดียวกันเอง หรือกลัวโดนเพื่อนนินทา แต่สำหรับเขาแล้วมองตรงข้าม

ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำลงไปประชาชนชื่นชม เพราะประชาชนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์นี่ เวลาคนในพรรคทุจริต ก็ไม่เว้น ผมไม่มีปัญหาเลยนะกับสิ่งที่ทำอยู่ หลายคนอาจจะมองตรงกันข้าม แต่ผมบอกว่า ทุกวันนี้ผมลงพื้นที่ ชาวบ้านชื่นชม พรรคก็ไม่เคยตำหนิ ส่วนใหญ่เข้าใจ มาตรฐานพรรคเราไม่มีละเว้นกับคนที่กระทำความผิดอยู่แล้ว

เมืองไทยโกงกันเยอะ เพราะคุ้มที่จะเสี่ยง

ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2558 (Corruption Perceptions Index 2015)  จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประเทศไทยได้ที่ 76 จาก 168 

จากประสบการณ์ของวิลาศ เขามองว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยการทุจริตเพราะมันมีความคุ้มค่าที่จะโกง

การทุจริตในเมืองไทย ผลตอบแทนสูง คุ้มกับความเสี่ยง ประเทศนอกเขาโกงกัน 3-5 เปอร์เซนต์ก็เยอะแล้ว บ้านเราล่อ 40-50 เปอร์เซนต์เลย มันคุ้มไง ติดคุกคนเดียวแต่เพื่อนสบายหมด องค์กรอิสระกว่าจะดำเนินการสอบสวนเสร็จ เผลอๆไอ้คนที่โดนตรวจสอบ มันตายไปแล้ว กระบวนการช้า ได้เงินมหาศาล คุ้มที่จะเสี่ยง โอกาสจะติดคุกมันน้อยมาก

อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิตย์ ชี้ว่า เมื่อการคอร์รัปชั่นในเมืองไทยขยายวงกว้างออกไปเพราะประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ดังนั้นต้องทำให้ประโยชน์จากการโกงน้อยลง เพิ่มโอกาสถูกจับสูงขึ้น และมีโทษแรงพอที่จะทำให้ “ไม่คุ้มเสี่ยง” ที่จะโกง

วิลาศมองว่า กรอบเวลาที่ชัดเจนในการปฎิบัติหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด

ข้อแรก องค์กรอิสระต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ออกกรอบวิธีปฎิบัติงาน กำหนดหมวดหมู่ของเรื่องทุจริตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น คดีทุจริตไม่เกิน 5 ล้านบาท ตรวจสอบเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 เดือน ทุจริตไม่เกิน 100 ล้านบาท เสร็จภายใน 3 เดือน ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่ไม่มีกรอบวิธีปฎิบัติงาน

"เวลาไปแจ้งความ ถามหน่อย เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบอกไหมว่าจะฟ้องภายในกี่วัน จะดองเรื่องไปถึงไหนก็ได้ อัยการก็ไม่มี ศาลก็ไม่มี ปปช. กกต. สตง. ดีเอสไอ ไม่มีสักหน่วยงานเลยที่มีกรอบเวลา ลองไปดูประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสสูง เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขากำหนดเลยว่า เรื่องทุจริตทั้งหมดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน บางเรื่อง ยื่นเช้า ช่วงบ่ายเขาชี้แล้วว่า มึงผิด มึงทุจริต เขาทำกันจริงจัง ใช้เวลาไม่นาน คนมันกลัว ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโกง

มีเรื่องหนึ่งร้อง ป.ป.ช.ไปตั้งแต่เดือน เมษายน ปี 2545  ปรากฎว่าเรียกไปสอบเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปี 2558 ผมถามว่า คนที่เป็นคนกล่าวหาก็ดี คนที่จะไปเป็นพยานก็ดี มันมีหน้าไหนครับที่จะจำเรื่องได้ สุดท้ายคดีมันก็หลุดแหงๆอยู่แล้ว ระยะเวลาไม่ได้ทำให้คนเบื่อหน่ายอย่างเดียว แต่หลักฐานต่างๆก็สูญหายไปด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่กระทำความผิด ก็มีสิทธิ์ทำลายเอกสารที่เก็บไว้เกิน 10 ปี หลายคดีคนผิดหลุดไม่เท่าไหร่ ที่ช้ำใจคือ มันกลับมาเหยียบคนฟ้องร้องอีก แบบนี้ใครเขาจะอยากไปให้ความร่วมมือ"

ข้อสอง ต้องทำให้ประชาชนรับรู้วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง วิธีใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐว่าดำเนินการยังไง รายละเอียดการประกวดราคาเป็นอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ประกาศให้ชาวบ้านเห็นชัดๆ ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ประกาศ ไปขอ มันยังหลีกเลี่ยงไม่ให้เลย ทั้งที่การกำราบทุจริต ต้องให้ประชาชนเขาได้รับความสะดวกในการรับรู้ เพื่อให้เขามีส่วนร่วม

ข้อสาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ คุณต้องแก้ไข กำหนดเวลาให้ชัด ขอข้อมูลแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องให้เขาได้ภายในกี่วัน  ทุกวันนี้ผมต้องคอยไปตามทวงเอกสาร  ‘ได้หรือยัง’ ‘ได้เมื่อไหร่’ ‘ยังอีกหรอ’ ซึ่งถามว่าใครมันจะไปตามได้ทุกวัน เพราะแบบนี้คนเลยไม่อยากลุกขึ้นมาตรวจสอบ

รถกู้ภัยขนาดเล็กยังจอดสงบนิ่งอยู่ภายในสถานีดับเพลิงดุสิต หลังนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาการทุจริตของกรุงเทพมหานคร(กทม.) เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กวงเงิน 160 ล้านบาท จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8ล้านบาท โดยเป็นตัวรถราคา 2.5 ล้านบาท นอกนั้นเป็นค่าอุปกรณ์ดับเพลิง
รถกู้ภัยขนาดเล็กยังจอดสงบนิ่งอยู่ภายในสถานีดับเพลิงดุสิต หลังนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาการทุจริตของกรุงเทพมหานคร(กทม.) เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กวงเงิน 160 ล้านบาท จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8ล้านบาท โดยเป็นตัวรถราคา 2.5 ล้านบาท นอกนั้นเป็นค่าอุปกรณ์ดับเพลิง

ปลุกข้าราชการกทม.ให้ตาสว่าง

การเคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องทุจริตของกทม.อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้วิลาศพบว่า ทุกวันนี้ข้าราชการกทม.เริ่มมีทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีขึ้น มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ กทม. กลับมาสง่างาม งานนี้เเม้ไม่ถึงกับราบคาบ เเต่ก็พอกำราบทุจริตลงได้บ้าง

มันเหมือนเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาว่าต้องทำแบบนี้ๆ แต่พอเราเริ่มไปเปิดประเด็นบ่อยครั้ง ทำให้เห็นว่าข้าราชการกทม. ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจเดิมๆ เริ่มมีความคิดที่อยากจะเห็นองค์กรของเขาดีขึ้น และให้ความร่วมมือโดยส่งข้อมูลต่างๆมาให้เยอะมาก ต่อไปนี้เชื่อว่า โครงการไหนส่อทุจริต พวกคนข้างล่าง อย่างกรรมการเปิดซองราคา กรรมการทีโออาร์ (เอกสารที่กำหนดขอบเขตและรายละเอียดของภารกิจ) ต้องคิดหนักแล้วที่จะร่วมดำเนินโครงการตามผู้บริหาร เพราะเงินก็ไม่ได้ หรือได้แค่เศษเงิน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เผลอๆเอากระดูกมาแขวนคอ ติดคุกอีก

อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาระบบงบประมาณของกทม.นั้นเสียหายรุนแรง เพราะถูกผู้บริหารโกงกิน แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆเต็มไปหมด

ผู้บริหารฝ่ายการเมืองเสนองบประมาณไปซุกซ่อนเยอะแยะ ซิกแซก วางเงินตรงนั้นตรงนี้ไปทั่ว บางโครงการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง บางโครงการช่วยพวกพ้อง ซ่อนกันเต็มไปหมด ทำให้ระบบงบประมาณมันเสียหาย งบประมาณมันเกิดจากการไปคุยกันเรียบร้อยหมดแล้ว แล้วค่อยไปโยงงบมาว่าจะมาใช้ทำอะไร แต่หลังจากที่ผมเปิดเผย ไล่บี้ เท่าที่ทราบในขณะนี้ มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ 3 คนเลิกแล้วไม่กล้าขยับ เหลือหน่วยกล้าตายอยู่คนเดียวที่ยังกล้า สั่งให้โอนอันนี้ไปนั่น โอนอันนั้นไปโน่น ถ้าการสาปแช่งเป็นผลในทางปฎิบัติ ไอ้นี่ไม่น่าจะผุดจะเกิดแล้ว เพราะว่าโดนสาปแช่งมากๆ ผมว่าเขารู้อยู่แก่ใจ และข้าราชการ กทม. กว่าครึ่งเขารู้ว่าคนนี้โกง

ทำลายคนทุจริตด้วยธนบัตรใหม่

นักการเมืองขาบู๊รายนี้แนะนำแนวคิดการปราบปรามการทุจริตและคืนความโปร่งใสให้กับประเทศ ด้วยการยกเลิกธนบัตรเดิมและพิมพ์ธนบัตรใหม่

วันนี้ผมไม่รู้ใครโกงมากกว่าใครแล้ว เพราะมันกล่าวหากันเต็มไปหมด ทั้งฝ่ายการเมือง คสช. ข้าราชการ เอาอย่างนี้ดีไหม ผมเสนอให้ยกเลิกธนบัตรปัจจุบันเลย และพิมพ์ใหม่ ลองทำตามที่ผมว่าดู รัฐบาลอาจจะต้องลงทุนประมาณ 5 พันหรือ 1 หมื่นล้าน เพื่อพิมพ์ธนบัตรใหม่ ประกาศให้คนเอาของเก่ามาแลกของใหม่ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ว่าไป คนที่มีเงินสดเกิน 2 ล้าน หรือมีเงินฝากในธนาคารเกิน 10 ล้าน ต้องชี้แจงที่มาที่ไปของเงินให้ได้ ผมจะดูซิ ไอ้พวกที่บอกว่า ตัวเองไม่เคยโกงเลย เป็นคนดีนี่มันจะทำหน้าอย่างไร โมเดลนี้มี 2-3 ประเทศเคยทำ จีนเคยทำ ผมถามหน่อยไอ้พวกที่มันโกง มันกล้าไหม ลงทุนหมื่นล้าน ผมว่าประเทศได้เงินคืนหลายล้านล้าน ผมเสนอไปเห็นนั่งเฉยหมด ไอ้พวกที่ปากดีบอกว่าโอ้โหพวกนั้นโกง ไอ้นี่โกง ผมเสนอเปลี่ยนธนบัตร ไม่เห็นออกมาเลย”

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทิ้งท้ายว่า วันนี้ไม่กลัวที่จะถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด แต่รอให้มาฟ้องด้วยซ้ำ เพราะมีหลักฐานที่เปิดเผยทั้งหมด ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้เล่นงานแค่ กทม. แต่จัดการทุกหน่วยงานที่ทุจริต เพียงแค่ทุกครั้งที่พูดเรื่อง กทม. มักจะได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าเท่านั้นเอง