พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ‘ผมเป็นนักประสาน’

  • วันที่ 07 ส.ค. 2553 เวลา 10:36 น.

เอ่ยชื่อ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี นาทีนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าเขาคือแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.คนที่ 7 ซึ่งสังคมกำลังจับจ้องตาไม่กะพริบ สิ่งที่ต้องรอก็แค่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) บ่ายวันที่ 9 ส.ค.นี้ ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ก็เผยใจชัดแล้วว่ามีวาระเสนอชื่อ ว่าที่ ผบ.ตร. แน่นอน...

‘ผมเป็นกลางมองทุกคนเป็นเพื่อน’  

แน่นอนโค้งสุดท้ายย่อมพบอุปสรรคไม่น้อย...เจอทั้งข่าวลับ ลวง พราง สารพัดในทำนองมีการวิ่งเต้นยัดเงินแลกตำแหน่ง หรือเจอร่อนหนังสือร้องเรียนให้ฉาวโฉ่ กระทั่ง พล.ต.อ.วิเชียร เองถึงกับเปรยว่า เป็นธรรมดาที่ในช่วงกำลังลุ้นเก้าอี้ตำแหน่งสำคัญก็ต้องเกิดข่าวลือ เพื่อหวังดิสเครดิตผู้มีส่วนได้เสีย

“ผมไม่กลัว และเชื่อว่าสื่อสารมวลชนกับสาธารณชนก็รู้ดีว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร” พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวยืนยันหนักแน่น 

มองจากข้อเท็จจริงแล้ว วังวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ทุกยุคที่ผ่านมา ก็พูดถึงเรื่องอาวุโส ความรู้ ความสามารถ เป็นตัวตั้งทั้งนั้น ก่อนมาบวก ลบ คูณ หาร เรื่อง “ความเหมาะสม” ในการพิจารณา ทว่า ประเพณีปฏิบัติของกรมตำรวจ รวมทั้งหลังจากเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้ว ยังคงยึดหลักเลือกผู้ที่มีอาวุโสอันดับ 1 ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. ทุกครั้ง

ประเด็นนี้เสริมส่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 28 ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พล.ต.อ. เมื่อปี 2545 ก่อน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ที่ร่วมลุ้นด้วยถึง 2 ปี แถมยังได้เปรียบ รอง ผบ.ตร.อีก รวม 8 คน ซึ่งสามารถฟันธงเลือกผู้เหมาะสมเป็น “เบอร์ 1” กรมปทุมวัน ได้ทันที...เหตุนี้เองจึงถูกอุบไต๋ไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายจนถึงนาทีนี้

พล.ต.อ.วิเชียร ระบายความในใจให้ได้ยินด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกอย่างเป็นกันเอง ว่า ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไรเลย ช่วงที่เตรียมขยับมาเป็น รอง ผบ.ตร. (งานบริหาร 1) ยังรู้สึกเครียดมากกว่านี้อีก พอผ่านจุดนั้นมาได้แล้วไม่กลัวเรื่องถูกขุดคุ้ยโจมตีอะไรทั้งสิ้น เพราะจะไปควบคุมให้คนทุกคนมีวิธีคิดแบบสุภาพบุรุษมันเป็นไปไม่ได้

“เวลาผ่านมาแล้ว 34 ปี ยังเอาเรื่องเก่าๆ มาพูดมันไม่มีประโยชน์ และไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงให้คนพวกนี้ฟัง ถ้าคิดตามตรรกะคนมีความคิดต้องรู้แล้วว่า กว่าผมจะก้าวขึ้นมาเป็น รอง ผบ.ตร.ได้ การทำงานคือเครื่องพิสูจน์ผลงานแล้วไม่ใช่เหรอ” เขาย้อนศรกลับไปยัง “ต้นตอ” จอมปล่อยข่าวให้ได้สำนึก

บุคลิกส่วนตัว พล.ต.อ.วิเชียร นั้นเคร่งขรึม สุภาพ และพูดน้อย แต่ชื่อชั้นดีกรีสูงเคยนั่งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. มาแล้ว 2 ครั้ง 2 หน ระหว่าง 410 ส.ค. 2552 และอีกครั้งตามคำสั่งสำนักนายกฯ ระหว่างวันที่ 1218 ส.ค. 2552 ภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นเชื่อว่าคงไม่ธรรมดาแน่นอน

เจ้าตัวรีบแจงว่า “คนอื่นมองผมมักประนีประนอม แต่ผมว่าเป็นนักประสานจะดีกว่า เป็นการประสานกับทุกฝ่ายเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องให้ประเทศชาติบ้านเมืองขับเคลื่อนไปได้เข้ากับทุกคนทุกฝ่ายได้หมด ผมเป็นกลางมองทุกคนเป็นเพื่อน อดีตรัฐมนตรีคนเสื้อแดงก็ไม่ต่อต้านยังโทร.มาคุยด้วยเลย”

“ในช่วงที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ผมไม่ได้ภูมิใจอะไร แต่ที่เดินยิ้มทั้งวันผมดีใจมากว่าที่นายกฯ อภิสิทธิ์ คนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง เป็นคนที่สังคมเชื่อถือมารับรองการทำงานและความบริสุทธิ์ต่อหน้าที่ของผม”

กล่าวถ่อมตัวขนาดนี้ เมื่อถามถึงความรู้สึกในฐานะ ว่าที่ ผบ.ตร. ที่สังคมจับตาอยู่ พล.ต.อ.วิเชียร นิ่งคิดสักครู่และยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกตามสไตล์ “ผมได้ครองยศ พล.ต.อ. ก็ภูมิใจมากแล้วมาไกลโข แต่ไม่อยากคาดหวัง แต่เมื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตจริงก็มีความหวังเหมือนกัน”

“แต่ทุกกระบวนการขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกฯ และคณะกรรมการ ก.ต.ช. หากมอบหมายให้รับตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะต้องมารับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเกิดความหนักใจก็ไม่ต้องอาสามารับตำแหน่งนี้”   

สำหรับผลงาน ของ พล.ต.อ.วิเชียร นั้น หลังจากโยกจากหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (หน.นรป.) กลับมาประจำ สตช. ทำหน้าที่ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง ในยุค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เรืองอำนาจ พล.ต.อ.วิเชียร ทำหน้าที่คุมงานสำคัญคือเป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง หรือ ศรส.ลต.ตร. ซึ่งคุมเกมวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 รวมทั้งศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ช่วงปลายปีนั้น

 

ครั้นขยับเข้าสู่ตำแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ และรักษาการ ผบ.ตร.ช่วงสั้นๆ ก็ต้องเจอกับม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปก. ต้นกำเนิดคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ คืนวันที่ 22 ก.ค. 2550 และทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีการลุกฮือ หรือบุกรุกเข้าเขตพระราชฐาน ซึ่งเขาเผยเคล็ดลับในวันนั้นว่า “ผมใช้หลักการบริหารเหตุการณ์ เน้นรูปแบบประสานงานและประเมินสถานการณ์ เพื่อปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลาก็ทำให้สถานการณ์คลี่คลายและลดความรุนแรงลงได้” 

หากมองว่า พล.ต.อ.วิเชียร ถูกโฉลกกับงานด้านความมั่นคงก็คงไม่ผิดนัก และดูจะถูกที่ถูกสถานการณ์ปัจจุบันเสียด้วย ในช่วงประเทศไทยกำลังตกในภาวะขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงจนน่ากลัว เขาบอกว่า ทุกคนต้องช่วยกันคลี่คลายปัญหาร่วมกันกับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย (Law Enforcement) ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค

แนวคิดนี้ส่วนหนึ่งมาจากหลักวิชาปรัชญาที่ พล.ต.อ.วิเชียร ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว มุมหนึ่งคือการแสวงหาหลักคิดเพื่อค้นหาคำตอบในชีวิต และยังจำหลักปรัชญาได้ขึ้นใจ...มนุษย์ต่างเกิดมาเพื่อช่วยกันสร้างสรรค์ สังคม คนที่แข็งแรงต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าเพื่อสังคมที่ผาสุกเพราะมนุษย์ทุกคนต่างเท่าเทียมกันหมด

พล.ต.อ.วิเชียร เชื่อมั่นว่า การผลักดันให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยผ่านกลไกคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ หรือ กต.ตร. ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 มาตรา 18 (6) เพื่อให้เกิดการนำนโยบายพัฒนาและการบริหารงานตำรวจไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลตามนโยบายระดับชาติ ทั้งที่เป็นหัวใจของ พ.ร.บ.ตำรวจฯ แต่ที่ผ่านมากลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

“คำว่า Social Network ที่ถูกหยิบยกมาสร้างเครือข่ายพลังขับเคลื่อนสังคม ไม่ต้องไปเสาะหาอาชีพไหนไกลองค์กรตำรวจนี้เองที่มีเครือข่ายมากที่สุดในประเทศไทย และยังใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดด้วย ผมจะใช้เครือข่ายนี้นำความคิดเห็นและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ กลับขึ้นสู่กระบวนการกำหนดนโยบายระดับชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง” พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวทิ้งทาย ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ สตช. รุกคืบแล้ว!   

นายกฯเอฟบีไอไทยคนแรก

เห็นมาดนิ่มๆ ของ พล.ต.อ.วิเชียร ใครจะนึกบ้างว่าภายใต้มาดขรึมนั้นเต็มไปด้วยความเป็นนักบู๊ นักยุทธศาสตร์ เขาเป็นผู้ก่อตั้ง เครือข่ายเอฟบีไอ (หน่วยสืบสวนสอบสวนกลาง สหรัฐ : Federal Bureau of Investigation) ในเมืองไทย เพื่อสนับสนุนงานป้องปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้ายที่กำลังรุนแรง ขึ้นทุกทีคู่ขนานไปกับ สตช.

โดยรั้งเก้าอี้นายกสมาคมนักเรียนเก่าเอฟบีไอเอ็นเอแห่งประเทศไทย (FBINAAT) ถือเป็นสมาคมนักเรียนเก่าของเอฟบีไอสถาบันแรกในโลกที่ก่อตั้งขึ้นนอกพื้นที่สหรัฐ 

พล.ต.อ.วิเชียร บอกว่า เป็นศิษย์เก่าเอฟบีไอ รุ่นที่ 159 เมื่อปี 2532 หากนับจาก พล.ต.อ.เสริม จารุรัตน์ อดีต หน.นรป. นักเรียนเอฟบีไอคนแรกของเมืองไทย รุ่นที่ 70 เมื่อปี 2505 แล้ว เวลาผ่านมาแล้ว 48 ปี ในเมืองไทยก็มีเอฟบีไอในคราบตำรวจทั้งในและนอกราชการ มากกว่า 165 รุ่น รวมแล้ว 127 นาย กระจายกันอยู่ในหน่วยสำคัญ อาทิ ตำรวจนครบาล กองปราบปราม สันติบาล ตำรวจภูธรทั่วประเทศ!! 

สำหรับกิจกรรมล่าสุด พล.ต.อ.วิเชียร ได้เข้าร่วมประชุมสมาคมเอฟบีไอ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2010 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 1924 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวิวัฒนาการของอาชญากรรมในศตวรรษที่ 21 พร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่กำลังจะลามเข้าในเมืองไทย รวมทั้งสร้างเครือข่ายและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการทำงานร่วมกันในคดีอาชญากรรมต่างๆ

“สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มขึ้นคือ การกลับมาของการก่อการร้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้มีประเทศมุสลิมหลายประเทศ และยังยกเอาความสำเร็จการสืบสวนสอบสวนเหตุระเบิดที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ และเจ้าหน้าที่รัฐของอินเดีย ในการจับกุมมือระเบิด ผู้ก่อเหตุได้สำเร็จ นำมาเป็นโมเดลต้นแบบในการสืบสวนคดีระเบิดในเมืองไทย”

พล.ต.อ.วิเชียร บอกอีกว่า ภัยทางระบบออนไลน์รูปแบบใหม่ที่จะแพร่ระบาดในไทยในไม่ช้านี้คือ การหลอกซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ (อีมาร์เกต) การหลอกขายสินค้าผ่านรายการโทรทัศน์ เว็บไซต์หาคู่ทางอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์หาสาวบริการหรือคู่นอน รวมถึงเว็บไซต์สมัครงาน ฯลฯ พฤติกรรมคือหลอกลวงเหยื่อว่าจะดำเนินการตามข้อตกลงแต่ต้องโอนเงินมาให้ก่อน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้ก็ไม่สามารถติดต่อต้นทางของสินค้า หรือบริการได้ที่สำคัญหัวหน้าแก๊งเหล่านี้จะเดินทางจากไต้หวันไปยังจีน เพื่อวางแผนงานร่วมกันฉ้อโกง และยังเชื่อมโยงการฟอกเงินและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นระบบเมื่อชำแหละขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ทีม คือ 1.หัวหน้าใหญ่ทำหน้าที่สั่งงาน 2.ทีมผู้ค้า 3.ทีมทำหน้าที่โทรศัพท์4.ทีมตัวแทนขายและ5ทีมฝ่ายเทคนิค วิะหลอกลวงมาในรูปของข้อมความผ่านอีเมล ข้อความเสียง หรือตัวบุคคลที่เรียกว่า "หน้าม้า" โดยผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อุปกรณืไร้สาย หรือระบบอินเตอร์เน็ตทางเว็บไซต์ต่างๆ  ภัยออนไลน์กำลังโจมตีเราทุกลมหายใจ

แรงอธิษฐานของแม่

เกร็ดเล็กๆ สุดประทับใจในชีวิต พล.ต.อ.วิเชียรที่เป็นถึง รอง ผบ.ตร. "น้อย" คือ ชื่อเล่นเพื่อนๆ ชอบเรียกกันว่า "น้าน้อย"จนติดปาก มีเรื่องแปลกแต่จริงที่ว่า เมื่อตอนน้อย อายุ 1 ขวบคุณแม่หนูเกตุ พจน์โพธิ์ศรี ได้มารักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลหญิงเดิม หรือโรงพยาบาลราชวิถีในปัจจุบัน หลังอาการทุเลาดีแล้วคุณแม่หนูเกตุมักอุ้มน้อยมาเดินเล่นรอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อให้ลูกชายร่มเย็นจากต้นไม้ที่ปลูกอยู่รอบรั้ว และยังได้อธิษฐานขอให้น้อยได้อยู่ใกล้ชิด "ในหลวง" เพราะคุณแม่หนูเกตุมีความจงรักภักดีและเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างสูง จึงอยากให้ลูกชายได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน
         
วันเวลาผ่านไปแรงอธิษฐานนี้มีจริง เนื่องจากพ.ต.ท.วิเชียร เมื่อครั้งเป็นผู้ช่วยนายเวรพล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น ได้ถูกเรียกตัวมารับหน้าที่ รองผกก.ในสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ (นรป.) กระทั่งได้ครองยศ พล.ต.อ.นั่งแท่น หน.นรป. เมื่อปี 2545 ซึ่งวงการตำรวจขณะนั้นฮือฮากันมากว่าท่านเป็น "นายพลหนุ่มที่สุด"และได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทยาวนานถึง 25 ปี
        
ถามถึงเรื่องนี้ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเชื่อว่าคนดีที่มีใจบริสุทธิ์จะได้รับการปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดภยันอันตรายทั้งปวง ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดี 100% แต่ก็ยังมีความละอาย คอยเตือนตัวเองอย่าไปทำชั่วไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง
         
"ในวงการตำรวจไม่เคยเอาผิดใครได้เลยเรื่องปัญหาซื้อ-ขายตำแหน่ง แต่สมัยผมอยู่กับพล.ต.อ.มนต์ชัย ท่านเคยไล่นายพลออกจากราชการมาแล้ว เพราะไปรับเงินวิ่งเต้นตำแหน่งผมจึงเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ปกป้องคนนอกลู่นอกทาง"
         
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวเสียงทุ้มเบาๆ ว่า ถือเป็นโชคดีที่สุดได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด มีโอกาสตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ไปทุกตารางนิ้วของประเทศไทย
         
ครั้งหนึ่งขณะตามเสด็จฯ เมื่อปี 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ บนรางรถไฟที่ถูกน้ำท่วมย่านบางบอน เวลาที่เสด็จฯไปถึง พระองค์ทรงนั่งซักถามข้อมูลเรื่องระดับน้ำ เรื่องธารน้ำไหล และประทับพับเพียบมีชาวบ้านนั่งทางมะพร้าวอยู่แบบนั้น ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมง ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงทำได้อย่างไร
         
"ผมจำได้วันนั้นแดดแรง อากาศร้อนมากแม้แต่ทหารราชองครักษ์ และตำรวจที่ถวายอารักขายังต้องลุกไปเข้าห้องน้ำหรือกินข้าวบ้างแต่พระองค์ทรงนั่งซักถามชาวบ้าน พระองค์ทรงเป็นเหมือนเทพมากกว่า พระองค์ท่านทรงมีสมาธิสูง นิ่ง ไม่เหมือนปุถุชนธรรมดา" รองผบ.ตร. กล่าวอย่างซาบซึ้งใจ

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรนี้เองที่สอนใจ พล.ต.อ.วิเชียร ไม่ให้ยึดติดในลาภ ยศ และสรรเสริญ ต่างๆ ที่เข้ามากระทบความรู้สึกตราบจนถึงวันนี้

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ