"รถทะเบียนจีน"...จากเรื่องวุ่นๆบนท้องถนนสู่วาระแห่งชาติ

วันที่ 01 มี.ค. 2559 เวลา 22:27 น.
"รถทะเบียนจีน"...จากเรื่องวุ่นๆบนท้องถนนสู่วาระแห่งชาติ
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ในวันที่นักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลมาไทยมากกว่า 7 ล้านคนต่อปี สร้างเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนล้านบาท เนื่องจากระยะทางไม่ไกล อาหารอร่อย ข้าวของราคาถูก ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนใจดี เรียกว่าคุ้มค่าที่สุดในอาเซียน

ทว่าปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยคือ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนไม่น้อยนิยมขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาเมืองไทย พฤติกรรมการขับขี่แบบ"พวงมาลัยซ้ายชิดขวา"ต่างจากรถไทยที่"พวงมาลัยขวาชิดซ้าย" บวกความมักง่ายไร้สำนึก รวมทั้งระเบียบการอนุญาตให้รถยนต์ของชาวต่างชาติเข้าประเทศอันหละหลวม ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"R3A" ประตูสู่สยามเมืองยิ้ม

อิทธิพลของภาพยนต์เรื่อง"Lost in thailand"(ชื่อไทยว่าแก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์) เมื่อปี 2555 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Lost in thailand เป็นหนังตลกแนวโร้ด มูฟวี เรื่องราวของนักท่องเที่ยวจีนที่แบกเป้แบ็คแพกเกอร์เดินทางมายังไทย แล้วเกิดพลัดหลง จนกลายเป็นความอลเวงสุดป่วน ถ่ายทำที่จ.เชียงใหม่เป็นหลัก จากนั้นเป็นต้นมาถนนทุกสายจึงนำพานักท่องเที่ยวจีนนับล้านบ่ายหน้าสู่เมืองเชียงใหม่ หวังยลโฉมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่ออย่างประตูท่าแพ ดอยสุเทพ ไนท์บาซ่า วัดพระสิงห์ ถนนคนเดิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

เส้นทางการเดินทางด้วยรถยนต์ยอดนิยมคือ ทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ  หรือ "R3A" เส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมภาคตะวันตกของจีน หรือมณฑลยูนนานกับไทย ผ่านสามประเทศคือ จีน-ลาว-ไทย เริ่มต้นจากนครคุนหมิง ผ่านเมืองยวี่ซี เมืองผูเออร์ และเขตสิบสองปันนาของจีน ออกที่ด่านบ่อหาน มณฑลยูนนาน เข้าด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาของลาว และออกที่ด่านห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว เข้าไทยที่ด่านเชียงของ จ.เชียงราย รวมระยะทาง 1,140 กม.

ข้อมูลจากด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวจีนที่ขับรถเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านเส้นทาง R3A เข้าออกด้านเชียงของ ปี 2557 มีทั้งสิ้น 4,883 คัน ขณะที่ปี 2558 เพิ่มจำนวนเป็น 9,248 คัน จำนวนนักท่องเที่ยว 43,555 คน

เรื่องวุ่นๆบนท้องถนนของ"รถทะเบียนฟ้า"

"ช่วงสามปีที่ผ่านมา รถยนต์นักท่องเที่ยวจีน หรือคนเชียงใหม่เรียกว่า 'รถทะเบียนฟ้า' เข้ามาอย่างล้นทะลัก ปัญหามาจากทางการไทยปล่อยให้เข้ามาง่ายเกิน เมื่อรถยนต์จีนเข้าด่านเชียงของปุ๊บ ผ่านขั้นตอนตรวจพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่จะเรียกเจ้าของรถลงมาเข้าอบรมที่ห้องประชุม อธิบายกติกามารยาทการขับรถในไทย แต่คุยกันไม่ถึง 20 นาทีก็เสร็จ

นักท่องเที่ยวห่วงแต่จะเที่ยวอย่างเดียว พออธิบายให้ความรู้แค่แป๊บเดียวใครจะไปเข้าใจ บางทีผัวเข้ามานั่งฟัง เมียขับรถผ่านไปแบบงงๆ ป้ายอะไรก็ไม่สน กลุ่มที่มากันน้อยแค่คันสองคันก็วิ่งแบบเงอะๆงะๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าอันไหนเป็นทางเอกทางโท นึกจะจอดก็จอด จอดไม่ได้กูก็จะจอด บางกลุ่มมาเป็นคาราวาน ขับรถเป็นขบวนแถมเปิดไฟฉุกเฉิน ตรงนี้เสี่ยงมาก เพราะเวลาเจอแยก เราไม่รู้ว่าเขาจะไปทางไหน ถ้าคันหน้านำขบวนเปิดไฟเลี้ยวซ้าย เราก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเขาจะเลี้ยวซ้าย แต่พอเปิดไฟกะพริบ เลยไม่รู้ว่าจะไปซ้ายหรือขวา จะออกก็ไม่กล้าเพราะกลัวโดนชน เวลาจอดก็จอดเรียงเป็นตับไม่แคร์ใคร ทำให้รถติดหนัก"

คำบอกเล่าของ ไพศาล โชเฟอร์ขับรถตู้รับจ้างชาวเชียงใหม่ ผู้มีประสบการณ์ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวในพื้นที่มานานกว่า 10 ปี

สุรสิทธิ์ บอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจว่า ที่ผ่านมาคนเชียงใหม่เดือดร้อนกันมาก ถึงขนาดพูดกันว่าใครชนกับรถจีนถือว่าซวยสุดๆ ไปไหนเจอรถทะเบียนฟ้าจงให้หลีกให้ห่าง แซงได้ต้องรีบแซง ไม่ก็ตัดปัญหาให้ทางเขาไปก่อนเลยดีที่สุด

"ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากนักท่องเที่ยวจีนไม่รู้กฎจราจรของไทย รองลงมาคือนิสัยมักง่าย มารยาทแย่ เช่น ดอยสุเทพ ปกติขับรถเข้าทางหนึ่งออกอีกทางหนึ่ง แต่รถจีนเข้ามันสองทางเลย หรืออ.แม่สวย รถคนไทยวิ่งมาตรงๆทางเอก แต่รถจีนซึ่งไม่รู้ทางเอกทางโทพุ่งมาจากซอยตัดหน้าจนรถคนไทยเสียหลักรถคว่ำ ถ้าเกิดเฉี่ยวชนกันขึ้น เขาแค่ชดใช้ค่าซ่อมให้ แต่รถเราต้องจอดซ่อมเป็นเดือน ทำมาหากินไม่ได้ แล้วจะเอารายได้จากไหนมาผ่อนค่างวด

ผมเคยขับรถเฉี่ยวกับรถจีนอยู่หนนึง สุดท้ายต้องมาเคลมประกันเองแบบไม่มีคู่กรณี เพราะตกลงกันไม่ได้ คุยภาษาจีนไม่รู้เรื่อง บางคนขับชนกับรถจีนกลางทุ่งนาป่าเขา มาคันเดียวโดดๆก็ถูกคนจีนเป็นสิบๆล้อมกรอบจะเอาเรื่อง น่าตลกตรงถ้าเราขับรถไปบ้านเขา เราจะกลัวมาก ขับอย่างระวังที่สุดเลย แต่เขามาบ้านเราดูไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไปบ้านเขารถเราต้องปลอดไฟแนนซ์ ทำทะเบียนใหม่ ต้องซื้อประกันภัย แถมเงินวางมัดจำอีก บ้านเขาใช้กฎหมายเข้มงวดเพื่อคุ้มครองประชาชนตัวเอง แต่บ้านเราอ้าแขนต้อนรับเต็มที่"

กนก โชเฟอร์รถตู้รับจ้างอีกราย เห็นตรงกันว่า ทางการไทยเข้มงวดกวดขันน้อย ปล่อยให้รถยนต์ของชาวต่างชาติเข้ามาง่ายเกินไป   

"ทางการเราเข้มงวดน้อยเกินไป ไกด์ก็พึ่งพาไม่ได้ ชอบเอาใจนักท่องเที่ยว บางคนนั่งคู่กับโชเฟอร์คันนำขบวน แต่ไม่เคยเตือนเรื่องกฎกติกาอะไรเลยว่าควรขับยังไง ห่วงแต่เอาใจลูกค้าหวังจะได้ทิป ถ้าไปเตือนว่าคุณขับรถแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องเปิดไฟแบบนี้นะ ห้ามจอดตรงนั้นตรงนี้นะ ลูกค้าจะรำคาญ ตำรวจเองก็ไม่ยอมเล่นงาน ไล่อย่างเดียว สังเกตหลายครั้งเวลาเกิดเหตุโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจส่วนใหญ่พูดจีนไม่ได้ คนจีนก็ชอบตีหน้ามึน ยึกยัก สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็ใช้วิธีไล่ไปให้พ้นๆ ไม่ปรับ ไม่จับ พวกเราอยากให้ทางการไทยบังคับใช้กฎระเบียบให้เข้มงวด ปัญหาจะเบาบางลงเยอะ เข้มงวดตั้งแต่ก่อนเข้าเลย อธิบายให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องวินัยจราจรให้เป๊ะ อะไรที่ห้ามต้องห้ามเด็ดขาด ที่สำคัญต้องจับ ปรับจริง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย"

แนะดูประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวอย่าง

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังแห่งวงการรถยนต์ เป็นอีกคนหนึ่งที่มีประสบการณ์จัดคาราวานรถยนต์ท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน เขายืนยันว่า ประเทศไทยกำหนดระเบียบการอนุญาตให้รถยนต์ต่างชาติเข้าประเทศยังไม่ค่อยชัดเจนนัก

"ยกตัวอย่างผมพาคาราวานไปลาว ลาวมีกฎข้อบังคับว่าต้องซื้อประกันภัยของเขาหน้าด่าน เราก็ต้องปฏิบัติตาม การซื้อประกันภัยสามารถตัดปัญหาสื่อสารกันไม่รู้เรื่องไปได้ โดยเจรจาตกลงกับประกันแทน หรือเข้าผ่านแดนที่จีน คุณต้องนำรถไปตรวจสภาพก่อน ถ้าเจอเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขัน เขาจะเรียกเจ้าของรถแต่ละคันตรวจใบขับขี่สากล ควบคู่กับทะเบียนรถ แล้วเรียกเข้าไปอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร มารยาทการขับขี่ เช่น ต้องขับชิดขวา เพราะคนไทยเราขับพวงมาลัยขวาชิดซ้าย พอไปบ้านเขาเจอขับชิดขวา เราก็เงอะงะเซ่อซ่าเหมือนกันแหละ

เช่นเดียวกับไปมาเลเซีย ถ้าคุณมาเป็นคาราวาน 10 คันต้องแจ้งกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อขอเจ้าหน้าที่ตำรวจมานำขบวนให้ และมีค่าใช้จ่ายพิเศษ หรือกรณีรถบัสจีนที่ขึ้นดอยสุเทพ ถ้าคุณไปลาว ไม่ว่าจะขับรถอะไรมาก็ตาม ต้องเปลี่ยนเป็นรถตู้ของเขา ถ้าไม่เปลี่ยนจะเจอค่าประกันเพิ่ม ระเบียบเข้มงวดขึ้น ท้ายสุดเราจะคิดได้เองว่ายอมเปลี่ยนตามเขาง่ายกว่า หรือที่พม่า คุณขับรถไปไหนมาไหนอย่างอิสระตามใจไม่ได้ ต้องขออนุญาตชัดเจนว่าจะไปเมืองไหน เส้นทางไหน ถ้ากติกาชัดเจน และเป็นสากล มันจะไม่วุ่นวายแบบนี้"

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับเปลี่ยนป้ายจราจรให้เป็นสากล ประชาชนคนไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ชาวต่างชาติด้วย

"ต้องปรับเปลี่ยนป้ายจราจรให้เป็นสากล เห็นชัดเจนแต่ไกล ไม่ใช่เหมือนป้ายจราจรแบบทุกวันนี้ที่คนไทยดูเองยังงง มั่วไปหมดทั้งป้ายโฆษณา ป้ายร้านอาหาร ป้ายทางเข้าบ้านบุคคลสำคัญที่เลียนแบบป้ายทางการ เราได้แต่พูดเรื่อง AEC แต่ไม่มีการเตรียมตัวอะไรให้สมกับที่เข้าสู่ AEC เลย เพราะฉะนั้นชาวต่างชาติไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เข้ามาก็ก่อปัญหาหมด ลองไปดูเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา หรือเกาะสมุย ฝรั่งที่มาอยู่ก็ขับรถสั่วพอๆกัน ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อค เพียงแต่จำนวนน้อยกว่านักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเยอะ สังคมเลยเพ่งเล็งที่จีนมากกว่าใคร

ถ้าบ้านเราวางกติกาเข้มงวด นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาก็จะระมัดระวัง เช่น ไปสิงคโปร์ รู้กันว่าต้องระวัง เพราะเขาจับปรับจริง เจ้าของบ้านต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างด้วย เช่น ไม่ขับรถย้อนศร ไม่จอดในที่ห้ามจอด ไม่ผ่าไฟเหลือง พูดตรงๆวันนี้คนไทยเราก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีนักหรอก"

ผนึกกำลังจัดระเบียบ"รถทะเบียนจีน"

ภาพรถทะเบียนสีฟ้าจอดเกะกะกีดขวางไม่เป็นระเบียบ ผ่าไฟแดง จนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์คนไทยในพื้นที่จ.เชียงรายและเชียงใหม่ตามที่ปรากฎในโลกโซเชียล นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย มองว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อบังคับให้รถยนต์ที่จะเข้ามาประเทศไทยต้องซื้อประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3

"หลายประเทศมีการบังคับว่าต้องทำประกันภัย กระทรวงต่างประเทศควรหารือกับคปภ.ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า หากนักท่องเที่ยวต่างชาติขับรถเข้ามาแล้วสร้างความเสียหายให้แก่คนไทยจะทำยังไง ผมมองว่าควรบังคับให้รถยนต์ที่จะเข้ามายังประเทศไทยซื้อประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3 ขณะนี้สมาคมกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ว่าจะออกประกันภัยระยะสั้น หรือระยะยาวมาแบบไหนรองรับ เพราะถ้าเกิดเหตุแล้วไม่มีประกัน นักท่องเที่ยวก็เดือดร้อนเพราะถูกตำรวจยึดรถ คนไทยก็ต้องก้มหน้าก้มตาซ่อมรถเอง ไปไล่เบี้ยก็ลำบาก เพราะเขาไม่มีประกัน"

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รับผิดชอบดูแลด้านงานจราจร เปิดเผยว่า สำหรับการป้องกันปัญหาเบื้องต้น ได้ออกคำสั่งให้ทุกสน.ตรวจจับรถทะเบียนต่างประเทศที่นำมาวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯทุกกรณี เพราะถือว่ามีความผิดเนื่องจากรถไม่ได้จดทะเบียน และนำรถที่ไม่ได้เสียภาษีในราชอาณาจักรไทยเข้ามาวิ่ง มีโทษปรับ 10,000 บาท พร้อมทั้งจะยึดรถไว้เพื่อตรวจสอบหาหลักฐาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้ขับรถต่อ โดยเจ้าของรถจะต้องนำรถลากเพื่อลากรถกลับไปเท่านั้น

ปัจจุบันประเทศไทยได้ทำอนุสัญญาข้อตกลงการนำรถข้ามชายแดน 4 ประเทศเท่านั้น ประกอบด้วยไทย-มาเลเซีย ไทย-ลาว ไทย-เวียดนาม และไทย-กัมพูชาเท่านั้น ส่วนประเทศอื่นๆยังอยู่ระหว่างการร่างข้อตกลงร่วมกัน

ความคืบหน้าล่าสุด สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการควบคุมดูแลรถยนต์ของนักท่องเที่ยวจีนต่อผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างรอประกาศเป็นกฎกระทรวง สาระสำคัญเช่น การขออนุญาตทำใบขับขี่ชั่วคราว การเก็บค่าธรรมเนียม การทำประกันภัย หากนำรถยนต์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ต้องขออนุญาต มีมัคคุเทศน์ดูแล และมีรถตำรวจนำ ขณะเดียวกันต้องกำหนดแผนการเดินทางที่ชัดเจน ทำประกันสุขภาพกรณีเจ็บป่วย นอกจากนี้ยังประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ตามพรบ.จราจรทันที หากพบเห็นการละเมิดกฎหมาย เป็นต้น คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้

การผนึกกำลังจัดระเบียบรถยนต์ทะเบียนจีนครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอันจะนำไปสู่การลดปัญหาความขัดแย้งบนท้องถนน และช่วยให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น.

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก เรารักนักท่องเที่ยวจีน