"ปิดกั้นมากสักวันอาจระเบิด" นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

วันที่ 01 ก.พ. 2559 เวลา 17:33 น.
"ปิดกั้นมากสักวันอาจระเบิด" นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
เรื่อง...วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ...วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

1 ปีกับอีก 8 เดือนเศษ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของ "จ่านิว" หรือ "นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์" ปรากฎอยู่แถวหน้าของฝ่ายนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

ในมุมมองของคสช. เขาคือตัวป่วนที่ก่อเรื่องวุ่นวายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในมุมมองของคนรักประชาธิปไตย เขาคือนักศึกษาหัวก้าวหน้า ผู้หาญกล้ายืนหยัดไม่ยอมก้มหัวให้กับเผด็จการ

จากเหตุการณ์ชูสามนิ้ว กินแซนวิช จุดเทียน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สู่การขึ้นรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหาคนโกงที่อุทยานราชภักดิ์ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขาถูกเจ้าหน้าที่รวบตัว บังคับให้เซ็นรับปากว่าจะไม่เคลื่อนไหว ถึงขั้นถูกอุ้มขึ้นรถกลางดึกโดยชายฉกรรจ์สวมไอ้โม่งคลุมหน้า

วันนี้ จ่านิว นิว หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ยังสบายดี และพร้อมจะพูดคุยทุกเรื่องราวอย่างไม่ปิดบัง

นับตั้งแต่คสช.ยึดอำนาจ ชีวิตคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันผมตกเป็นผู้ต้องหา 2 คดี คดีเเรกคือ ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ ตามประกาศ คสช. ที่ 7/2557  ภายใต้กฎอัยการศึก และล่าสุดคือคดีชุมนุมทางการเมืองเหมือนกัน ตาม คำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ภายใต้มาตรา 44

ชีวิตตอนนี้ก็ยังโอเคครับ มีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะ เพื่อนก็พูดคุยปกติ ส่วนอาจารย์เขาก็เป็นห่วงและให้ความสนใจการเคลื่อนไหวของเรามากขึ้น เพราะมันมีประเด็นที่หลายคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำหลายๆอย่างของรัฐบาล ทั้งการบริหารงานที่ผิดพลาด มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน หลายคนเริ่มเห็นด้วย เพียงแต่ยังไม่พร้อม ไม่กล้าออกมาต่อต้านเหมือนอย่างที่ผมทำ

ส่วนใหญ่อาจารย์เตือนเรื่องความปลอดภัย เพราะแค่โดนคดีความไม่พอ ยังมีการอุ้มตัวผมหน้ามหาวิทยาลัยอีก ก็ต้องระวังมากขึ้น แต่พยายามใช้ชีวิตปกติ เพราะถ้าเราหวาดระเเวง มันก็จะกลายเป็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ประสบผลสำเร็จ

วันที่ถูกอุ้มหน้ามหาวิทยาลัย รู้สึกอย่างไร

ตกใจครับ เราไม่รู้ว่าเป็นทหารจริงหรือเปล่า มีจุดประสงค์อะไร ทำไมต้องทำขนาดนี้ เพราะถ้าใช้อำนาจตามกฎหมายจริงๆ เขาสามารถพาผมไปสถานีตำรวจได้ เเละมันไม่ได้อยู่ไกลด้วย ประเด็นคือเขาต้องการสร้างสถานการณ์ข่มขู่ทางจิตวิทยา จับผม  เอาไอ้โม่งคลุมหน้า  พาเข้าไปลุยในป่าหญ้า พูดจาข่มขู่ ใช้ของคล้ายๆอาวุธปืนที่ไม่มีลูกมาลั่นไกให้ได้ยิน นี่คือการข่มขู่ทางจิตวิทยา

คำถามเเรกที่เขาถามคือ เรื่องอุทยานราชภักดิ์ เเค่นี้ผมก็รู้เเล้วใคร ต้องการอะไร พฤติกรรมเช่นนี้มันคือการข่มขู่ เเละเเสดงให้เห็นถึงว่า ประเด็นนี้ไม่มีความโปร่งใส เขาถามว่า จะไปตรวจสอบอีกไหม จะไปทำไม อยากดังเหรอ ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง สมรู้ร่วมคิดกับพวกนักข่าวเหรอ ผมก็ตอบไปว่าเกี่ยวอะไรเล่า เขาก็ไปทำข่าวของเขาสิ เราก็กลัวนะครับ ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเรา เเต่วินาทีนั้นต้องพยายามไม่กลัว ต้องใจเเข็งสู้อำนาจทมิฬให้ได้

หลังเกิดเหตุการณ์ ท่าทีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นยังไง

ผิดหวังท่าทีท่านรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา (รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้)นะครับ วันที่ผมสวมไอ้โม่งเข้าไปเล่าเหตุการณ์เรื่องโดนอุ้มให้แกฟัง เเกรับฟังและบอกว่าตกใจ เเต่วันที่ผมไปขึ้นศาล กลับไม่มีฟีดแบคอะไรจากเเกเลย เเถมยังออกมาแสดงท่าทีว่าเห็นด้วยกับคสช.อีกต่างหาก

เรื่องความคิดความเห็นทางการเมืองคงบังคับกันไม่ได้ เเต่ในบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ต้องว่ากันอีกเรื่อง ยังไม่เห็นบทบาทหน้าที่ที่จะควรเป็นในส่วนนี้ของแก ทั้งที่ผมเจอกับกระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พอหลังจากแกรับฟัง เเกให้สัมภาษณ์ว่า คสช. คือหมอผ่าตัดประเทศ ผมเองโชคร้ายหน่อยโดนผ่าตัดโดยที่ผมไม่ยินยอม เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ใช่เลย

มองธรรมศาสตร์ในยุคคสช.อย่างไร

ธรรมศาสตร์ก็ยังเป็นธรรมศาสตร์อยู่เหมือนเดิม แม้จะมีความเห็นต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ มีความหลากหลายทางความคิด นี่คือเสน่ห์ เป็นมนต์ขลังของธรรมศาสตร์ จะเห็นต่างกันยังไงก็เเชร์ก็ถกเถียงกันได้อยู่ ธรรมศาสตร์ยังเป็นที่รองรับและเคารพความคิดเห็นที่หลากหลาย นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างผมก็ยังอยู่ได้

นายสิรวิชญ์พร้อมเพื่อน หลังจากทราบข่าวศาลทหารยกคำร้องกรณีถูกควบคุมตัวตามหมายจับของ สน.รถไฟธนบุรี
นายสิรวิชญ์พร้อมเพื่อน หลังจากทราบข่าวศาลทหารยกคำร้องกรณีถูกควบคุมตัวตามหมายจับของ สน.รถไฟธนบุรี

คิดยังไงกรณีที่นายกฯประยุทธ์พูดว่า คุณยังเรียนไม่จบ เอาตัวเองไม่รอด แต่ดันออกมาเคลื่อนไหว

ผมเอาตัวเองไม่รอดยังไงครับ (พูดเสียงดัง) อะไรคือการเอาตัวเองไม่รอด เรื่องเรียนไม่จบเป็นปัญหาของผมเอง ทำไมคนระดับนายกรัฐมนตรีต้องออกมาเดือดร้อนด้วย ปัญหาแท้จริงคือผมต้องเดือดร้อนมากกว่าว่า เมื่อไหร่คสช.จะไปเสียที ตรงนี้คือสิ่งที่คนทั้งประเทศต้องเดือดร้อน

เรื่องเรียนไม่ใช่ปัญหา 7 ปีผมก็เรียนได้ตามสิทธิที่ธรรมศาสตร์ให้ ตอนนี้ผมเรียนเกินมาเเค่ปีเดียว เรียนธรรมศาสตร์ไม่ใช่เบาๆนะครับ เรียนหนัก ผมมีปัญหาติดขัดนิดหน่อย เพราะไม่ใช่คนเรียนเก่ง เเต่ผมต้องรับผิดชอบ ต้องเเบ่งเวลา การเรียนมันก็ถือเป็นภาระหลัก เป็นภารกิจที่ต้องทำ ความคาดหวังจากครอบครัว ความคาดหวังจากครูบาร์อาจารย์  ความคาดหวังจากตัวเองด้วย ผมก็อยากจะจบเหมือนกัน ปีนี้คงไม่ดึงต่อ เห็นเพื่อนๆรับปีที่เเล้ว ก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน

กับกระแสโจมตีว่าเป็นทาสทักษิณ รับงานมา

ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะ คือการกล่าวหากันถ้ามีภาพชัดเจน มีหลักฐานชัดเจน ผมไม่ว่าเขาสักคำ เเต่กี่ปีกี่ชาติ ก็มีแต่ข้อหาลอยๆ

ปัญหาคือการเเสดงออกจุดยืนทางการเมือง สามารถไปโยงกับการรับใช้ใครคนใดคนหนึ่งได้ แบบนี้ผมถือว่าเป็นมุมมองที่ไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าผมมองและกล่าวหาบ้างว่า คนที่ออกมาชุมนุมทางการเมืองปี 56 รับใช้ลุงกำนัน เเบบนี้จะด่าผมไหม คือเราทุกฝ่ายสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ การรับใช้ใครถ้าไม่มีหลักฐาน พูดลอยๆแบบนี้ใครก็พูดได้ เช่น กปปส. ก็เป็นขี้ข้าสุเทพเหมือนกัน สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะมากกว่านี้ ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆว่าใครมีเบื้องลึกเบื้องหลัง แบบนี้ไม่มีประโยชน์

แล้วเรื่องเงินที่ใช้ในการเคลื่อนไหวล่ะ

เงินพวกนี้ ช่วงเเรกควักเอง ระดมกันมา หลังๆพ่อเเม่พี่น้องประชาชนบางส่วนเขาก็ช่วย ผมมีกล่องรับบริจาค เขาก็ให้ตามที่ให้ได้ เราคงไม่มีเส้นทางการเงินโอนไปโน่นมานี่ เพราะเราก็ลำบาก คสช.เขาตามบัญชีอยู่ เรื่องนี้คสช.มีกลไกในการตรวจสอบได้อยู่แล้ว

ถ้าบอกว่าผมเป็นทาสทักษิณ รับเงินทักษิณ แต่ไม่เคยมีใครพูดเรื่องหลักฐาน ถ้าเป็นคนทั่วๆไป โดยเฉพาะสลิ่ม ที่ไม่เคยจะหาข้อมูล คอมเม้นท์ในเฟซบุ๊กอย่างไม่มีหลักฐาน อันนี้พอจะให้อภัยได้ เเต่คนระดับโฆษกรัฐบาลสามารถพูดได้ว่านักศึกษามีเบื้องหลัง ซึ่งผมเจอแพทเทิร์นนี้มาตลอด 2 ปี รัฐบาลก็ไม่สามารถหามาได้ว่าใครคือเบื้องหลังของผม เเต่รัฐบาลก็ใช้เเบบฟอร์มแพทเทิร์นนี้ตลอด 

เบื้องหลังที่แท้จริงก็คือพวกเรากันเองนี่แหละ อาจจะมีพ่อเเม่พี่น้องประชนชนบ้างส่วนเขาช่วยกัน ซึ่งเขาไม่สามารถทำกิจกรรมได้เต็มตัว มีพวกเราออกมาทำเต็มที่ เขาก็ช่วยหยอดกล่องรับบริจาค พูดตรงๆ หลังๆ เราก็มีเปิดบัญชีในฐานะกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ก็เป็นธรรมดาเหมือนกับลุงกำนันระดมทุนแหละครับ

เคยคิดท้อไม่อยากสู้ต่อไหม

(หัวเราะ) ก็มีท้อครับ เบื่อเหมือนกัน ยิ่งเวลาเราเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนหลายยุคหลายรุ่นก็สู้มาเเบบนี้ตลอด แต่วังวนการเมืองไทยก็ยังกลับมาเหมือนเดิม ที่สำคัญคือทัศนคติความคิดของคนไทย เริ่มไปในทางที่เเย่ลง คือไม่ยอมรับความเเตกต่างทางความคิด

เราออกมาเเสดงจุดยืนทางความคิด ตามรัฐธรรมนูญที่ถูกทำลายล้างไป กลับกลายเป็นว่า ผมถูกด่าร้ายเเรง หาว่าทำลายประเทศ สร้างความวุ่นวาย ในขณะคนที่ออกมาสร้างความวุ่นวาย บิดเบือนหลักการของประเทศ กลับกลายเป็นผู้มายืนชี้หน้าผมว่า ทำผิดกฎหมายของประเทศ กลับตาลปัตรกันไปหมด คนที่พยายามรักษาหลักการไว้ตามวิถีทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเดิม กลับกลายเป็นโดนชี้หน้าด่า ทำประเทศเสียหาย ทั้งที่เราไม่เคยชุมนุมปิดถนนให้รถติด

ผมไม่เข้าใจว่าสังคมเราเป็นแบบนี้ได้ยังไง ผิดฝาผิดตัวไปหมด ท้อตรงเรื่องนี้เเหละ เเต่พอเรามานั่งคุยกันก็เห็นว่าเราแค่คนอายุ 20 กว่าๆ จะปล่อยให้ประเทศเป็นเเบบนี้เหรอ ปล่อยให้เกิดสภาวะวิปริตผิดเพี้ยนอย่างนี้ต่อไปหรือ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ในอนาคตคงโทษใครไม่ได้ ถ้าทำซะวันนี้ ในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นกัน อย่างน้อยเราก็ได้สู้ ได้ทำอะไรบางอย่าง

กรณีการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์แล้วสุดท้ายไม่พบความผิด มันก็คงเป็นเช่นนี้ เพราะคนที่เกี่ยวข้องกุมการใช้กฎหมายอยู่ พวกเราทำเต็มที่ ต้องการเเค่ให้เป็นประเด็นทางสังคม ให้รับรู้กันว่ามันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น เรื่องอุทยานราชภักดิ์เราคงไปต่อไม่ได้ หลายคนถามว่า ทำไมไม่ตรวจตอบต่อ แหม จะให้ไปอย่างไรล่ะ อุปสรรคเยอะอย่างนี้

ปัญหาต่อไปคือ คนทั้งสังคมจะจัดการปัญหาลักษณะเเบบนี้ต่อไปอย่างไร ผมถือเป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องจัดการร่วมกัน ผมเองทำได้เพียงเเค่จุดประเด็นขึ้นมา ถ้าหลายฝ่ายเห็นว่าไม่มีทุจริต ถูกต้องทุกประการ ไม่มีความอึมครึม ก็ให้รู้กันไปว่าสังคมเราจะเป็นไปเเบบนั้น ผมเองก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

ถ่ายคู่กับแม่ หลังแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์
ถ่ายคู่กับแม่ หลังแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์

 คิดว่าการเคลื่อนไหวของเรา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างไหม

ผมว่าคนเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดนะครับ สลิ่มกลับใจเริ่มมีมากขึ้น เเต่คนกลุ่มนี้เขาไม่กล้าเเสดงจุดยืนมากนัก เเต่เราเห็นในโซเชียลมีเดียชัดเจน เริ่มรู้สึกตัวกันว่าสิ่งที่ทำไปเมื่อปี 56  - 57 มันนำมาสู่ความผิดพลาดทางสังคมร้ายเเรง ไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคนสามารถเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้มันผิดพลาดเเละนำไปสู่หนทางที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เเค่นี้ผมถือว่าประสบความสำเร็จเเล้ว เพียงเเต่ต้องรอเวลาที่เขาจะพร้อมออกมาสู้เพื่ออนาคตของเขา อนาคตที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง จะปล่อยให้ชนชั้นนำมากำหนดชะตากรรมของเราไม่ได้ เราต้องพร้อมที่จะกำหนดอนาคตชะตากรรมของเราเอง ซึ่งผมก็รอวันนั้นเหมือนกัน

โค้งสุดท้ายของรัฐธรรมนูญแล้ว มองเรื่องนี้อย่างไร

ถ้าเราดูความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รัฐธรรมนูญที่ออกเเบบมาเพื่อกีดกันสกัดกั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันไม่สามารถเป็นรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ได้อย่างเสมอหน้ากัน รัฐธรรมนูญต้องประกาศเพื่อใช้กับคนทุกฝ่าย ต้องเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างเเท้จริง มาจากข้อตกลง ฉันทานุมัติจากคนทั้งสังคม วันนี้กลับกลายเป็นว่า เราเอากฎกติกาบางอย่างไปฝากไว้กับคนไม่กี่คน เอาไปฝากไว้กับสมาคมผู้เฒ่ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาบอกว่าอนาคตโครงสร้างสถาบันรัฐไทยจะเป็นอย่างไร ถามว่าคาดหวังอะไรไหม ไม่ครับ เเละเราก็ออกตัวเต็มที่ว่าจะคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน

เป็นไปได้ไหม ประเทศไทยจะไปข้างหน้าได้ในยุคคสช.

มันเป็นไปไม่ได้อยู่เเล้ว วิธีคิดที่เป็นราชการเต็มที่ เเละเป็นวิธีคิดของคนที่อยู่ในยุคสงครามเย็น ซึ่งปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในยุคนั้นเเล้ว เป็นความคิดที่ไม่ได้ไตร่ตรองในการพูด เช่น นายกฯบอกให้เราสร้างบ้านกันหนาว คำถามคือ บ้านเราหนาวตลอดปีหรือเปล่า อันนี้สะท้อนให้เห็นว่า เเค่เรื่องเล็กๆน้อยๆผู้นำที่เป็นทหารก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในการจัดการบริหารราชการเเผ่นดินเลย ระบบราชการยืนยงอยู่ได้ เเต่คนที่เสียหายกลับกลายเป็นประชาชนทั่วไป

ผมว่า รัฐประหารมันเป็นการทำลายโครงสร้างระบบสถาบัน เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจของกลุ่มคณะใดคณะหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจ ระบบการตรวจสอบ ทำลายพื้นที่ทางการเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ของคนหลายฝ่ายไว้ใช้ต่อรองให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ

ในทางการเมือง ไม่มีใครสถาปนาตัวเองเป็นผู้วิเศษได้ ประเทศไทยเราให้เวลาเกือบ 2 ปี กับการพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ว่าคณะรัฐประหารเองไร้ประสิทธิภาพ และกำลังตอกย้ำแนวคิดที่ล้าหลัง สร้างประชาธิปไตยแบบครึ่งใบที่เอาอำนาจส่วนหนึ่งไปฝากฝังไว้กับระบบราชการ ซึ่งมันมีประสิทธิภาพในการพาคนทั้งสังคมไปรอดได้หรือไม่

มีคนบอกว่าคุณออกมาต้านแต่คสช. ทีรัฐบาลอื่นไม่เห็นออกมา

คำถามคือตอนนี้ใครถือครองอำนาจ เราตั้งคำถามตลอด อย่างทักษิณ เราตั้งคำถามเรื่องกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับสงครามยาเสพติด กรณีการอุ้มหาย การเกิดปัญหาลอบสังหารเเกนนำผู้ต่อต้านประเด็นเรื่องทรัพยากร อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราวิจารณ์ทักษิณมาตลอด ซึ่งก็อยู่ในสภาพที่วิจารณ์ได้ เเต่ขณะนี้สิ่งที่เราได้รับหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์มันเกินไป เราถูกกระบวนการทางทหาร ตำรวจ ทุกอย่างพยายามสกัดกั้น ขัดขวาง ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลทั่วไป จะรัฐบาลแม้ว ปู  มาร์ค เราด่าพวกเขาได้ ไม่ไปจับ แต่คนที่ออกมาวิพากวิจารณ์ คสช. กลับต้องถูกเรียกไปปรับทัศนคติ

ผมไม่อยากจะพูดด้วยว่า พวกผมเองก็รวมตัวนักศึกษาออกมาต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ลานโพธิ์ รวมทั้งที่หน้าพรรคเพื่อไทย เราก็เคยไปต่อต้านมาแล้ว ตอนนั้นท้วงได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ พูดไม่ได้ จะไปบอกคสช.ไม่ควรนิรโทษกรรมตัวเองก็ไม่ได้

คิดอย่างไรกับการที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

สำหรับผมเป็นเรื่องที่ไม่บังควร ไม่ถูกต้อง ในเมื่อเราบอกว่าสถาบันเบื้องสูง เป็นสิ่งที่ควรเคารพสักการะ ก็ไม่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือฆ่าฟันทางการเมือง ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อสถาบันด้วย จะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในระยะยาว เป็นการดึงฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ พวกเราเองเคลื่อนไหวทางการเมือง เราก็พูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องปัญหาในระบบของรัฐบาล 

อย่างวันนั้นที่ไปบ้านโป่ง มีชาวบ้านออกมาด่าเราว่า “หนักแผ่นดิน ออกไป รู้ไหมว่าแผ่นดินเป็นของใคร” แบบนี้ไม่ถูกต้อง ต้องรับสารให้ดี จู่ๆก็มาหาว่าพวกเราไม่เอาสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ทั้งที่ประเด็นการเคลื่อนไหววันนั้นไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับสถาบันเลย แต่คนเหล่านั้นกลับหยิบยกเรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้อง และยังพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงด้วย คนกลุ่มนั้นกำลังเอาประเด็นดังกล่าว มาลดทอน เบียดขับพื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มอื่นหรือฝ่ายตรงข้ามให้ตัวเองได้แสดงเท่านั้น

ปะทะกับชาวบ้าน ระหว่างนั่งรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหากลโกงที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ปะทะกับชาวบ้าน ระหว่างนั่งรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหากลโกงที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

วันที่คสช.ตัดสินใจทำรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องทำ ถึงวันนี้รู้สึกอย่างไร 

ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามีพื้นที่แสดงออกอย่างสันติ มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ตามช่องทาง โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ หากระบบดำเนินการ ทุกอย่างก็เดินไปได้

แต่จู่ๆ มีคณะรัฐประหารเข้ามาแทรกกลาง เข้ามาปิดทับ ปิดบังพื้นที่ที่ควรจะเป็น และอ้างความมั่นคงต่างๆ นานา ทำให้ความขัดแย้งมันถูกกดทับ ปิดช่องทางแสดงออกได้อย่างสันติไป จะให้สงบราบคาบมันไม่ได้ มันต้องมีช่องทางให้คนอื่นแสดงออกได้อย่างสันติ ความขัดแย้งต้องถูกพูดคุยร่วมกัน และใช้วิถีทางตามรัฐธรรมนูญในการจัดการ คุณจะแก้ปัญหาความขัดแย้งแต่ใช้กำลังเข้ามา มันเป็นไปไม่ได้

คสช. ใช้อำนาจทางกฎหมายที่มาจากกระบอกปืน หมายถึงว่าถ้าไม่ยึดอำนาจเข้ามาตัวเองก็ออกกฎหมายไม่ได้ โดยกดทับคนกลุ่มต่างๆ ทั้งในมหาวิทยาลัย ชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องประเด็นทรัพยากร กดทับทั้งเกษตรกร แรงงานในทุกๆ ประเด็น ซึ่งจริงๆ แล้วคนเหล่านี้ต้องอาศัยกลไกประชาธิปไตย การแสดงออกในเชิงสันติ การรวมตัวเพื่อที่จะแสดงจุดยืนหรือกดดันให้เกิดผลประโยชน์ของตัวเองในทางที่ดีที่สุด แต่ปรากฎว่า คสช.กลับปิดกั้นพื้นที่เหล่านี้ สุดท้ายทางออกไม่มี ปิดกั้นไปนานๆ ก็ไม่รู้ว่าสุดท้าย มันจะระเบิดออกมาหรือเปล่า

อีกอย่างที่ชัดเจนก็คือการรัฐประหารปี 49 นำมาสู่วิกฤติารทางการเมืองที่ยาวนานตลอดเกือบ 10 ปี ถ้าทหารทำตามหน้าที่ ดูแลความมั่นคงระหว่างประเทศไทย เราคงไม่มีปัญหาอะไรกัน แต่ปัญหาคือ ทหารกลุ่มหนึ่งกลับใช้กลไกทางกองทัพที่ควรจะใช้ในทางหนึ่ง ไปทำอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง ขณะที่อีกหลายฝ่ายก็กำลังใช้กลไลที่กองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง แสวงหาผลประโยชน์มิชอบให้ตัวเอง นี่คือปัญหาของกองทัพ เราไม่ได้รักหรือว่าเกลียด เพียงแต่กองทัพทำหน้าที่ของตัวเองแล้วหรือยัง เป็นรั้วของชาติ เป็นยามผู้เฝ้าบ้าน คำถามคือแล้วกระโดดเข้ามากลางบ้านทำไม สุดท้ายที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า วิธีคิดแบบทหารบวกกับราชการยังไม่แสดงประสิทธิภาพ

มีคำกล่าวว่า เวลาสู้รบให้รู้เขารู้เรา คุณมองฝ่ายตรงข้ามอย่างไร

สำหรับผม เสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. อนุรักษ์นิยม คนพวกนี้บางทีอาจจะมีเหตุผลหรือตรรกะของตัวเอง แต่สลิ่มมีอยู่ในทุกกลุ่ม สลิ่มคือคนที่ไม่คิดจะหาเหตุผลเพิ่มเติมในการซับพอร์ตข้อมูลของตัวเอง ขอให้ได้พูด ได้ด่า ได้โจมตีเพื่อความสบายใจ อันนี้คือสลิ่ม เจออะไรขัดใจ ด่าไว้ก่อน ตัวอย่างที่ชัดเจนของสลิ่มก็คงเป็นม็อบที่บ้านโป่งวันนั้น คนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราไปทำอะไรที่อุทยานราชภักดิ์ แต่พร้อมที่จะใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาต่างๆ นานา ไม่จงรักภักดีบ้าง สร้างความปั่นป่วนบ้าง คำถามคือแค่คนนั่งรถไฟไปเนี่ยนะ ลืมหรือเปล่า เขาชัตดาวน์กรุงเทพฯ ไปกี่เดือน คนพวกนี้ไม่คิดจะหาข้อมูลและพูดในหลักการที่ถูกต้อง และไม่เคยย้อนกลับไปดูการกระทำของตัวเอง

ผมไม่พูดเชิงชี้นำให้สลิ่มแล้วกัน ถ้าอยากหลุดออกจากความเป็นสลิ่ม ควรจะตกผลึกทางความคิด มองบริบททางการเมือง ถ้าไม่มืดมัวตาบอดเสียเหลือเกินก็คงมองออกว่า ถึงแม้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย จะมีปัญหา แต่คุณสามารถที่จะด่า วิจารณ์ แสดงออกได้ ถึงขนาดชัตดาวน์กรุงเทพยังได้ ในขณะที่พวกผมเองแค่ชูป้าย โปรยใบปลิว นั่งรถไฟ ไม่เคยไปปิดถนนให้ใครเดือดร้อน กลับโดนคดีความจากการแสดงจุดยืนทางการเมือง

ถูกจับกุมขณะเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับยื่นฟ้องประยุทธ์ ข้อหากบฏ ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีลาดพร้าว
ถูกจับกุมขณะเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับยื่นฟ้องประยุทธ์ ข้อหากบฏ ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีลาดพร้าว

 

แปะโพสต์อิทให้กำลังใจ 14 นักศึกษา บริเวณสกายวอล์ค หน้าห้างสรรพสินค้า MBK
แปะโพสต์อิทให้กำลังใจ 14 นักศึกษา บริเวณสกายวอล์ค หน้าห้างสรรพสินค้า MBK

คิดว่าตัวเองต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้หรือไม่

บางเรื่องมันก็เกินความคาดหมายของเรา เพราะที่ผ่านๆมา มีบุคคลพยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองตลอด

อาจต้องหันไปทำความเข้าใจกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นรึเปล่า

จะให้ข้อมูลมั่วๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไปมโน เราคงทำไม่ได้ ในเมื่อเรามองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูก เราจะทำมันทำไม แต่ผมคิดว่าต้องมีสักวันที่คนกลุ่มนี้จะหลุดออกจากความมโนและกลับมาอยู่บนฐานของความเป็นจริง คงต้องเห็นความเสียหายก่อน ต้องเจอบทเรียนกับตัวเองก่อน ต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ ยุคนาซีเองก็มีทั้งคนที่ต่อต้านและเชียร์ให้ทำลายร้างคนอื่น แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ทุกวันนี้คนกลุ่มนั้นกล้าที่จะออกมาแสดงตัวหรือไม่ หรืออย่างที่รวันดา ชาวฮูตูที่เคยออกไปกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวทุตซี คนกลุ่มนี้สามารถแสดงตัวตนได้หรือไม่

ผมอยากถามกลับไปว่า ถ้าคิดแล้ว ตระหนักแล้ว ด้วยมโนสำนึกของตัวเอง สิ่งที่คุณทำในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้า คุณจะกล้ายืนยันในสิ่งที่คุณทำได้หรือเปล่า ก็คงต้องเรียนรู้กันไป อย่างไรก็ตามมันก็ต้องเจ็บทั้งสองฝ่าย

นาทีนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

เช่นเดิม เรียกร้องให้กลับไปสู่สภาวะการที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นอะไรที่ยาก เพราะมันมีคนคิดว่าแบบนี้ก็สงบดี แต่สงบตรงที่ว่าเอาปัญหาทุกอย่างไปซุกไว้ใต้พรม สงบเพราะรัฐบาลทหารไปกดทับพื้นที่ปัญหาของคนกลุ่มต่างๆ ไม่ให้ขึ้นมาพูดถึงปัญหา พูดง่ายๆ แก้ปัญหาโดยการไม่พูดถึงปัญหา แล้วแบบนี้ในระยะยาวเราจะได้อะไร

อนาคตจะได้เห็นนักการเมืองชื่อสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไหม

ความจริงผมไม่ชอบวิธีการของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่า เวลาแห่งประวัติศาสตร์มันจะพาเราไปในเส้นทางไหน แต่ในภาพรวมผมไม่ค่อยชอบ สภาบ้านเราก็ไม่ใช่สภาที่สร้างสรรค์เท่าไหร่ อีกอย่างผมเอง ไม่ได้มีฐานจากชนชั้นสูงหรือผู้รากมากดี  ซึ่งเป็นฐานทางการเมืองส่วนใหญ่ในสังคมไทย ก็คงเป็นเรื่องของอนาคต

ความฝันของคุณคืออะไร

ผมอยากเป็นผู้นำทางความคิด อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งเป้าหมายมันไปไกลกว่านักการเมือง ก่อนอื่นเลยตั้งใจจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสแต่ไม่รู้เป็นไปได้หรือเปล่า ภาษาอังกฤษผมก็แย่ ไม่อยากพูดถึงความฝันสิ่งอยากเป็นมาก เดี๋ยวคนหมั่นไส้เอา (หัวเราะ)