ไอติมยึด"มาร์คโมเดล" ไม่หวาดกลัวลงสู่ถนนการเมือง

  • วันที่ 17 ก.ค. 2553 เวลา 09:10 น.

เดินตาม “มาร์คโมเดล” ปูทางเข้าสู่ถนนสายการเมืองแบบเต็มสูบสำหรับ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายแท้ๆ ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แน่วแน่กับเส้นทางที่เลือกแล้วในวันนี้ แม้จะไม่รู้ว่าจะจบลงที่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเหมือน “น้ามาร์ค” หรือไม่

กับหน้าตาหล่อขั้นเทพถอดแบบ “น้ามาร์ค” แถมพูดจาแบบตรงๆ แฝงอารมณ์ยียวนในบางลีลา ไปจนถึงสีหน้าท่าทาง มือไม้ประกอบการสนทนาท่าคิด...ท่าเขิน...ท่าขำ...

ยิ่งชวนให้รู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนไปคุยกับนายกฯ มาร์ค เมื่อครั้งอายุ 17 ปี!!! ซึ่ง “ไอติม” วิเคราะห์ความเหมือนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ว่าอาจจะมาจาก “กรรมพันธุ์”

“ไอติม” บอกว่า ถ้าถามว่าสนใจองค์กรทางการเมืองไหมก็สนใจ แต่ผมตอบไม่ได้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน

...ถามว่านายกฯ เป็นต้นแบบไหม ก็ไม่ได้เป็นต้นแบบ ไม่ใช่ผมจะทำทุกอย่างตามนายกฯ การที่มีญาติอยู่ในวงการการเมืองก็ช่วยให้เราเห็นว่าการเป็นนักการเมือง ต้องทำอะไรบ้าง ช่วยให้ความรู้มากกว่าอะไรที่จะไปลอกมา มันไม่ใช่อย่างนั้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “ไอติม” ไม่ยึดอาชีพหมออย่างคุณพ่อคุณแม่ พร้อมก้าวสู่ถนนสายการเมืองตามน้าชาย เพราะไม่ชอบทางด้านสายวิทยาศาสตร์ ยิ่งหากเรียนหมอที่อังกฤษจะต้องใช้เวลาที่นั่น 10 ปี ซึ่งเขาอยากกลับมาเมืองไทยมากกว่า

ยิ่งได้ไปฝึกงานที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อด้วยการเข้าอบรมอินเทิร์นชิปของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ฟังนักการเมือง รัฐมนตรีมาให้ความรู้สถานการณ์การเมือง ยิ่งจุดประกายความฝันให้เดินเข้าสู่ถนนการเมือง แม้จะเห็นความลำบากการทำงานหนัก และเสี่ยงอันตรายของน้ามาร์คก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ยังจะมีเสียงไม่เห็นด้วยจากคุณยาย ที่ไม่อยากให้หลานเข้ามาสู่การเมือง เพราะเห็นการกระทำของเสื้อแดง และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งบ้านนายกฯ ที่อยู่ใกล้ๆ ถูกปาทั้งเลือดทั้งอุจจาระ “ไอติม” ก็ต้องอธิบายกับคุณยายว่า จบ PPE มาทำงานได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่นักการเมือง 

ที่สำคัญความรุนแรงที่เกิดขึ้น และตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับ “น้ามาร์ค” กลับไม่ได้ทำให้หลานไอติม หวาดกลัว จนไม่อยากมาทำงานการเมืองที่ตั้งใจ

“มันก็เป็นเรื่องยาก ทำให้ทำงานยาก มีคนขู่ฆ่า แต่ผมว่าเวลามันได้ มันก็ได้เยอะ เวลาคนชอบเรา โหวตให้เรา สนับสนุนเรา มีคนเกลียดก็เรื่องปกติ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน น้าผมตอนเข้าการเมืองก็คงรู้มาก่อน ก็คงรู้ว่าจะต้องมีคนเกลียด”

ปีสุดท้ายในรั้วอีตัน “ไอติม” จึงต้องเตรียมตัวอย่างหนักกับความฝันก้าวต่อไปในรั้วออกซฟอร์ด เพราะความเก่งระดับนักเรียนทุนจากโรงเรียนชั้นนำของโลกที่ผลิตนายกฯ มาแล้วนับ 20 คน ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจกับการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้

แต่กระนั้น เขายังต้องแบ่งเวลามาติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะตลอดช่วงเวลาการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา แถมต้องคอยทำหน้าที่ชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับนักเรียนและอาจารย์ที่โน่น

“มันไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวออก อย่างตอนเสื้อแดง ทางบีบีซี ซีเอ็นเอ็น ข่าวออกเหมือนกับฆ่าคน แย่มากๆ ผมก็อธิบายว่าเป็นยังไง และหลายคนก็ไม่เข้าใจว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร...เขาก็ไม่เข้าใจว่าเสื้อนี้ฝ่ายไหน ผมก็เหมือนกับต้องอธิบายเหมือนเล่าประวัติศาสตร์ประเทศไทยให้ฟัง ไม่ได้ใส่สีสัน”
ต้นเหตุขัดแย้ง “ไอติม” มองว่ามีสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ ความจริงแล้วสิ่งที่แตกต่างอยู่ที่คนคนเดียว ส่วนประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคม เป็นเครื่องมือของเสื้อแดง ซึ่งเห็นชัดว่าเขาใช้อุดมการณ์ของมาร์กซิสม์ ที่เหมือนเอาเรื่องการเมืองมารวมกับเรื่องสังคม

“กลายเป็นว่า แทนที่จะเป็นเรื่องของสองฝ่ายที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน กลายเป็นว่าฝั่งนี้เป็นชนชั้นล่างที่มีเยอะกว่า มาต่อสู้กับคนชั้นสูง และหาว่าเป็นอำมาตย์”

กับปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” หรือ “ขอพื้นที่คืน” จนถูกตีตราเป็น “นายกฯ มือเปื้อนเลือด”“ไอติม” มองว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือกเท่าไหร่ การที่บุกเข้าไปที่ชุมนุมก็ช้ามาก เพราะรอมานานแล้ว การเจรจาปรองดองที่มีการถ่ายทอดสดเกือบสำเร็จ แต่พอคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ได้รับโทรศัพท์หรืออะไรสักอย่างเข้ามาก็ตัดสินใจยกเลิกหมด

ทั้งเงื่อนไขช่วงหนึ่งบอกจะยอมเลือกตั้งใน 6 เดือน แต่เสื้อแดงบอกว่าต้องบอกวันยุบสภา ซึ่งเป็นข้ออ้างที่แปลกมาก เพราะสามารถบวกลบเลขเอาว่ากี่เดือนทางกฎหมาย แต่พอให้เขาได้ เขาก็ขออีกให้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปมอบตัว อย่างนี้ก็ดูออกว่าให้อะไรเขาไป เขาก็ขอต่อไม่มีวันจบ
กับสถานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มาตอนเข้าอบรมอินเทิร์นชิปเมื่อปีก่อน “ไอติม” ยืนยันว่าถึงจะไม่ใช่หลานนายกฯ มาร์ค เขาก็คงจะตัดสินใจเลือกร่วมงานทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน

แม้จะถูกมองว่าประชาธิปัตย์มีแต่คนจบนอก ไม่ติดดิน นักเรียนอีตันอย่างไอติม ชี้แจงแบบเอาจริงเอาจัง ว่าไม่เกี่ยวกัน จบนอกมาก็สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ ไปเรียนเมืองนอกยิ่งทำให้คิดถึงประเทศไทยมากขึ้น

“ทำไมการเรียนเมืองนอกกลายเป็นเรื่องไม่ดีไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จะบอกว่าประชาธิปัตย์ไม่ติดดินก็ไม่ได้ การเลือกตั้งซ่อม คุณพนิช ก็เดินไปหาเสียงเคาะตามบ้านทุกวัน คุณก่อแก้ว (พิกุลทอง) ก็ไม่ได้ไปไหน ส่วนมากก็เพราะอยู่ในคุก แต่ว่าพรรคเลือกให้คนอยู่ในคุกมาหาเสียง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เขาจะไปรู้ปัญหาประชาชนได้อย่างไร ถ้าเขาอยู่ในคุก ปัญหาตัวเองเขายังไม่รอดเลย”

ในสถานการณ์แตกแยกของบ้านเมือง ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร “ไอติม” วิเคราะห์ว่าปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาต้องแยกแยะปัญหาการเมืองกับปัญหาสังคม เพราะตอนนี้ถ้าคุณมาเล่นสงครามการเมืองชนชั้น คุณก็ปลุกระดมคนได้

ทั้งที่การเมืองไม่ควรเกี่ยวกับชนชั้น แต่เขาเล่นอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะคนจนมีมากกว่าคนรวย เพราะถ้านับหัวเขาก็ได้ แต่เขามองว่าพรรคการเมืองไม่ควรจะมีฐานเสียงจากชนชั้นหนึ่ง ในระบบที่มีหลายพรรคการเมือง พรรคการเมืองหนึ่งก็ควรจะสนับสนุนโดยทั้งคนรวยและคนจน เพราะเชื่อในอุดมคติ หรืออุดมการณ์ นโยบายนี้ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนจนเหมือนกัน คนรวยเหมือนกัน

เส้นทางสู่ถนนการเมืองจากนี้จึงอยู่แค่เอื้อม ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหน หรือเริ่มต้นแบบจริงจังเมื่อไหร่นั้น “ไอติม” ตอบแบบไม่ผูกมัดตัวเองตามสไตล์นักการเมืองอาชีพว่า
“ยังตอบไม่ได้ครับ ตอนนี้ต้องตั้งใจเรียนก่อน”

หัวใจ"ไอติม"

ช่วงสายๆ ในวันฝนพรำ“ไอติม” ในเสื้อโปโลสีฟ้า(ที่ค่อนข้างยับ) กับกางเกงยีนส์หลวมๆ ออกมาต้อนรับทีมงานโพสต์ทูเดย์ หน้าบ้านพัก ซอยสุขุมวิท 31 ถัดจากบ้านนายกฯ ไปสองหลัง ในละแวกที่เรียกได้ว่าเป็นชุมชนย่อยๆ ของตระกูล “เวชชาชีวะ” ซึ่งมีด่านเฝ้ารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ในห้องกึ่งรับแขก กึ่งทำงาน ที่ออกแนวรก ด้วยกระเป๋าสัมภาระกระจายตัวอยู่บนพื้นที่ห้อง ทีมงานซักซ้อมเรื่องการถ่ายรูปว่าจะเปลี่ยนเสื้อหรือไม่ เพื่อให้รูปออกมาดูดี ขณะที่เจ้าตัวตอบแบบลังเลว่า “เอาไงดีครับ สำหรับผมตัวนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร” ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่การสนทนา
 
“มีแฟนหรือยัง” คำถามที่ทำเอา “ไอติม” ออกอาการอึกอัก หลังจากตอบฉะฉานในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ ก่อนจะเก็บอาการไม่อยู่ มือไม้อยู่ไม่เป็นที่ คอยลูบหน้าลูบตา
 
“ไม่ขอตอบได้ไหมครับ” ไอติมหัวเราะกลบเกลื่อนอาการเขินหลังตอบเสร็จ
 “ไม่ตอบแบบนี้ แสดงว่ามีแฟนแล้ว” ทีมงานซักต่อ แต่ “ไอติม” ยังตอบแบบเขิน “ไม่ๆๆๆ ไม่ตอบครับ”
 “เจ้าชู้ไหม” เจ้าตัวจะตอบแต่เพียงว่า “ไม่ครับ”

ไอติม อธิบายสเปกของตัวเองว่า ชอบผู้หญิงเรียบร้อย เพราะถ้าห้าวๆ คงไม่ไหว และชอบคนไทยมากกว่าฝรั่ง เพราะคุยกันเข้าใจมากกว่า
 
“ผมเป็นคนง่ายๆ กินง่าย อยู่ง่าย สบายๆ แต่อาจจะเป็นคนพูดตรงบ้าง ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะผิดอะไร ถ้าผมพูดตรงกับเรื่องที่ผมคิด และผมเป็นคนขี้เหนียว คือผมไม่ชอบซื้อของบ่อยนัก ส่วนมากคุณแม่ซื้อให้ แต่ก็ไม่บ่อย

...สไตล์การแต่งตัวก็อย่างที่เห็นล่ะครับ เสื้อคอโปโล กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ไม่ค่อยติดยี่ห้อ ผมก็ตัดทรงนี้ตลอด ไม่บ้าแฟชั่นอะไร มีบีบีเครื่องเดียวแต่ก็ไม่ได้ติดอะไร เพราะที่โรงเรียนห้ามใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน ส่วนมากเอาไว้ที่ห้องพักมากกว่า”

ทั้งนี้ เมื่อแซวว่านิสัยขี้เหนียวเหมือนนายกฯ “ไอติม” ทำหน้างงๆ ก่อนออกตัวว่า มีฐานะก็ไม่ได้แปลว่าประหยัดไม่ได้ เพราะเรื่องฐานะไม่เกี่ยวกับการใช้เงิน คนที่รวยไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ บางทีคนเขารวยเพราะใช้เงินน้อยก็ได้

พยายามวกกลับมาเรื่องความรักต่อ ด้วยการถามถึง “ความหล่อ” ถึงขั้นสาวๆ หลายคนแอบกรี๊ด แต่ไอติม ตอบแต่ว่า “ไม่ได้รู้สึกอะไร และไม่รู้ว่าเราหล่อมั้ย ผมไม่ได้มองตัวเองแบบนั้น เพราะผมไม่ใช่คนบ้าตัวเอง”
 
“ไม่ได้คิดว่าตัวเองดังอะไร ก็ดีใจในระดับหนึ่งที่มีคนจำได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาจำเราได้เพราะอะไร แต่อยากให้ถูกจำได้เพราะเป็นตัวของตัวเองมากกว่า ไม่ใช่จำได้เพราะเป็นหลานนายกฯ เพราะหากเป็นแบบนั้นมันก็อึดอัดเหมือนกัน คือตอนนี้อาจจะโอเค เพราะผมเป็นเด็ก แต่สมมติโตขึ้นไปและคุณน้ายังอยู่ในวงการก็คงอึดอัดเหมือนกัน”

กลับมาที่คำถามเดิม “สรุปว่ามีแฟนหรือยัง สาวๆ หลายคนอยากรู้”
 “ไม่เป็นไรครับ ให้เขาเดาดูก็สนุกดี” ไอติม ยังไม่ยอมเฉลยปริศนาในเรื่องนี้ พร้อมกับหัวเราะกรุ้มกริ่ม

ไอติม เดอะค็อป

ถอดแบบมาแทบทุกกระเบียดนิ้ว ระหว่าง “หลานไอติม” และ “น้ามาร์ค” จะมีก็แค่ทีมฟุตบอลเท่านั้นที่อาจจะชื่นชอบกันไปคนละทีม เมื่อเป็นที่รู้กันว่า “น้ามาร์ค” เป็นสาวกสาลิกาดง “นิวคาสเซิล” ขณะที่ “ไอติม” ประกาศตัวเป็นเดอะค็อป ลิเวอร์พูลแฟนคลับตัวยง

ที่มาที่ไปอย่าง “น้ามาร์ค” เชียร์ “นิวคาสเซิล” เพราะเกิดที่นั่น แต่สำหรับเขาไม่รู้ว่าเชียร์ลิเวอร์พูลเพราะอะไร แต่หลังจากเริ่มได้ดูบอลสมัยเรียนที่อังกฤษ ก็เทใจให้กับลิเวอร์พูลไม่คิดเปลี่ยนใจไปเชียร์ทีมอื่น

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความโดดเด่นในฝีเท้าของสตีเวน เจอร์ราร์ด และไมเคิล โอเวน ที่ทำให้ต้องหันมาเชียร์ลิเวอร์พูลจนถึงทุกวันนี้ แม้จะมีโอกาสได้ไปดูฟุตบอลบางนัดในช่วงที่เรียนอยู่อีตัน แต่ยังไม่มีโอกาสจะไปดูถึงถิ่นแอนฟิลด์เนื่องจากอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ “ไอติม” สอบเสร็จพอดีจึงได้จังหวะร่วมเชียร์บอลโลกติดขอบจอแทบทุกนัด โดยเฉพาะการร่วมเชียร์ “อังกฤษ” ร่วมกับเพื่อนๆ ที่อีตัน

“แต่เชียร์ไม่ขึ้นจริงๆ เพราะเล่น 4 นัดเล่นไม่ดีแม้แต่นัดเดียว แต่แทนที่จะโทษทีมว่าเล่นได้ไม่ดี แต่กลับมาโทษกรรมการกำกับเส้นที่ไม่ให้ประตู ถือว่าเป็นโชคของเขาไปที่สามารถหาเรื่องอื่นมาโทษความผิดของตัวเองได้”

จากนั้น “ไอติม” จึงผันตัวเองมาเชียร์ทีม “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะฝีเท้าหรือคำพยากรณ์จากปลาหมึกพอล ทำให้ทำได้แค่ที่ 3 ในครั้งนี้ ไม่น่าแปลกที่วันว่างของ “ไอติม” จะชักชวนเพื่อนฝูงไปเตะบอลเป็นประจำ เมื่อสนามที่อังกฤษมีอยู่เป็นจำนวนมาก สมกับเป็นกีฬาประจำชาติ เรื่อง “ฝีเท้า” กองหน้า และกองกลาง อย่าง “ไอติม” ชี้แจงว่าไม่ใช่ย่อย เมื่อการแข่งขันภายใน Eton College ทีมของเขาจะรั้งตำแหน่งที่ 5 จากทั้งหมด 25 ทีม ที่สำคัญในทีมของเขาทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นนักเรียนหัวกะทิได้รับทุนการศึกษากันทั้งนั้น งานนี้การันตีได้ว่านักเรียนทุนไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งอย่างเดียว   เรื่องฟุตบอลจึงกลายเป็นอีกหัวข้อสนทนาของ “น้าหลาน” คู่นี้ที่กระชับความสัมพันธ์ในวัยห่างกันนับ 30 ปีแม้จะรู้ว่าฟอร์มการเล่นของทั้งนิวคาสเซิลและลิเวอร์พูล จะย่ำแย่ด้วยกันทั้งคู่

“ตอนที่นิวคาสเซิลตกชั้นไม่เจอน้ามาร์คก็เลยไม่ได้แซว แต่ตอนนี้ลิเวอร์พูลก็เริ่มตกต่ำแล้ว เพราะฉะนั้นไม่คุยเรื่องบอลดีกว่า” ไอติม เล่าพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่เป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส ที่ทำให้น้าหลานคู่นี้ไม่เคยได้ลงสนามวัดฝีเท้ากันสักแมตช์ แต่เมื่อถูกถามว่าระหว่างน้ามาร์คกับหลานไอติม ใครเล่นเก่งกว่ากัน ไอติม ตอบแบบติดตลกว่า “ผมเด็กกว่า 30 ปีก็หวังว่า อันนี้ก็ตอบไม่ได้” เห็นลีลาอย่างนี้ต้องบอกว่า “ฝีปาก” และ “ฝีเท้า” “น้าหลาน” คู่นี้คงเฉือนกันลำบาก

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ