"เราจะกอบกู้เกียรติยศบรรพบุรุษ" เสียงจากสกุล "ประวิตร-กัลยาณมิตร" ถึงวัดกัลยาณ์

  • วันที่ 15 ก.ย. 2558 เวลา 21:12 น.

"เราจะกอบกู้เกียรติยศบรรพบุรุษ" เสียงจากสกุล "ประวิตร-กัลยาณมิตร" ถึงวัดกัลยาณ์

เรื่อง...อินทรชัย พาณิชกุล

190 ปีที่แล้ว เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (เจ้าสัวโต แซ่อึ้ง) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ได้อุทิศบ้านและที่ดินสร้างเป็นอารามหลวง ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ก่อนได้รับพระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" ทั้งยังแบ่งที่ดินบางส่วนให้ชาวบ้านเช่าเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อนำดอกผลนั้นมาบำรุงวัด

ดูเหมือนว่าวันนี้เจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ดินกำลังถูกทำลายสิ้น หลังจากทางวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารตัดสินใจทุบทิ้งโบราณสถานภายในวัด ส่งผลให้เจดีย์บรรจุอัฐิและอังคารของราชสกุล "ประวิตร" และสกุล "กัลยาณมิตร" ได้รับความเสียหายแทบไม่เหลือ ขณะที่ชาวบ้านชุมชนวัดกัลยาณ์ที่อยู่มานานนับร้อยปีถูกยกเลิกสัญญาเช่าและไล่รื้อออกจากพื้นที่

ดร. เชียรช่วง กัลยาณมิตร

"วัดไม่ได้เป็นศัตรูกับแค่ชาวบ้าน แต่ยังเป็นศัตรูกับสกุลกัลยาณมิตรด้วย"

น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจของ ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ทายาทตระกูลกัลยาณมิตร เขาบอกว่า จุดมุ่งหมายของบรรพบุรุษในการบริจาคที่ดินผืนนี้คือ สร้างวัดให้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง

เชียรช่วงเป็นทายาทรุ่นที่ 7 ของสกุลกัลยาณมิตร เป็นบุตรชายของช่วง กัลยาณมิตร มีทวดคือ เจ้าพระยาสุรสีร์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) สายตรงทางพระยามหาอำมาตยาธิบดีพิริยะพาหะ (ชื่น) บุตรคนที่ 6 ของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ต้นตระกูลกัลยาณมิตร

"ตระกูลกัลยาณมิตร ถือเป็นตระกูลลำดับที่ 6 ของเมืองไทยที่เป็นสามัญชนธรรมดาๆแต่ได้รับพระราชทานนามสกุล สมัยรุ่นปู่ทวดผม เจ้าสัวโต แซ่อึ้ง (เจ้าพระยานิกรบดินทร์) เป็นคหบดีที่ร่ำรวยมาก เป็นเจ้าของเรือเดินสมุทร 55 ลำ บริเวณหน้าบ้านเป็นท่าเทียบเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็กๆ ต่อมาพอบริจาคที่ดินสร้างวัด จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า 'กัลยาณมิตร' หมายถึงเพื่อนที่ดี อันเป็นชื่อเดียวกับวัดกัลยาณมิตร"

กระทั่งปี 2546 พระพรหมกวี (ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร และสั่งให้ทุบทำลายโบราณสถานภายในวัด โดยอ้างว่าต้องการบูรณะสังขรณ์สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ทรุดโทรม จึงเกิดคดีความฟ้องร้องเป็นเวลายาวนานนับสิบปี

"ตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ ปู่ทวดของผมท่านเป็นคนใกล้ชิดกับวัด เลยอุทิศที่ดินให้เผื่อจะขออยู่อาศัยใกล้ๆวัดให้สบายกายสบายใจเหมือนอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทร ที่ดินส่วนหนึ่งก็ให้ชาวบ้านเช่า เพื่อให้พระมีที่บิณฑบาต ค่าเช่านั้นก็เอามาทำบำรุงวัด แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้น อัฐิของบรรพบุรุษผม (เจ้าพระยานิกรบดินทร์)ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในเจดีย์ข้างวิหารหลวง สภาพเละเทะ เพราะทางวัดปล่อยปะละเลยไม่ใส่ใจ ชุมชนกำลังถูกไล่รื้อ ถามว่าไล่ชาวบ้านออกไป ที่ดินตรงนั้นจะเอาไปทำอะไร อ้างว่าจะสร้างศาลาปริยัติธรรม สร้างแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ คนที่ได้รับประโยชน์ก็เพียงไม่กี่คน ไม่ใช่ชาวบ้าน เจ้าอาวาสควรใช้เมตตาธรรมมากำกับตัดสิน ไม่ใช่ใช้หลักกฎหมายเพียงอย่างเดียว ทำไมไม่เห็นใจชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลวัดมาโดยตลอด ตอนนี้พวกเราตระกูลกัลยาณมิตรกำลังหารือเพื่อเตรียมฟ้องร้องเอาที่ดินคืนจากวัด เราไม่ได้ต้องการเงิน แค่อยากนำกลับมาทำให้ถูกต้องทางนิตินัย ก่อนคืนให้เป็นสมบัติของหลวงดังเดิม"

พระยานิกรบดินทร์ (เจ้วสัวโต แซ่อึ้ง) ต้นสกุลกัลยาณมิตร

เชียรช่วง เล่าว่า ได้ยื่นหนังสือส่งไปทางมหาเถรสมาคมแล้ว และรอดูว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับปัญหาความขัดแย้งของวัดกัลยาณมิตร

"การขับเจ้าอาวาสรูปนี้ออกจากวัดคงไม่แก้ปัญหาอะไร สิ่งที่ผมต้องการคือ ขอประวัติศาสตร์วัดกัลยาณมิตรกลับคืนมา ไม่ใช่แค่โบราณสถาน โบราณวัตถุ เพราะถึงสร้างขึ้นมาใหม่ยังไงก็ไม่เหมือนเก่า ประวัติศาสตร์ในที่นี้ยังหมายถึงประเพณีที่ถูกล้มเลิกไป เช่น งานตรุษจีน งานเทกระจาด งานฉลองวันเกิดหลวงพ่อโต หรืองานปิดทองพระอารามหลวง ซึ่งทุกๆปีตระกูลกัลยาณมิตรจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน นำงิ้วมาแสดงให้ชาวบ้านดู จัดแข่งเชิดสิงโต เชิดมังกร ให้ประชาชนได้ดินทางมาสักการะกราบไหว้ แต่ปัจจุบันเจ้าอาวาสไม่อนุญาตให้จัดภายในวัด ประเพณีที่จัดมาต่อเนื่อง 192 ปีก็ต้องเลือนหายไป"

ขณะที่ พล.ท.มล.สุปรีดี ประวิตร ที่ปรึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ทายาทราชสกุลประวิตร (สายตรง) รุ่นที่ 5 ผู้ถูกทางวัดกัลยาณมิตรทุบทำลายเจดีย์บรรจุอัฐิและอังคารของบรรพบุรุษ

อาทิ เจดีย์บรรจุพระอัฐิของเจ้าจอมมารดาแช่ม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าลูกยาเธอ พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี รวมทั้งเจดีย์สกุลประวิตรอีกหลายคนพระองค์ เช่น หม่อมชื้น ประวิตร ณ อยุธยา ม.จ.จิตรปรีดี ประวิตร ม.จ.วิกรมสุรสีห์ ประวิตร ม.จ.กนิษฐากุมารี ประวิตร ม.ล.เหมือนจันทร์ ประวิตร เป็นต้น

"วันที่ 30 พ.ค.2551 เวลาบ่ายสามโมง ผมได้รับแจ้งว่า เจดีย์บรรจุพระอัฐิของสกุลประวิตรถูกรื้อทำลาย ภาพแรกที่เห็นแทบล้มทั้งยืน เจดีย์ทั้งหมดถูกรถแบคโฮทุบทำลายกลายเป็นซากกองพะเนิน ผมกับญาติพี่น้องช่วยกันคุ้ยเก็บเศษอัฐิเศษอังคาร เก็บไปร้องไห้ไป นี่กระดูกของลูกหลานพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้นแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าของใครเป็นใคร เพราะมันแตกสลายหมด สุดท้ายเจ้าอาวาสยอมขอโทษ อ้างว่าไม่รู้ว่ามีอัฐิบรรจุอยู่ข้างใน ก่อนจะมีการเซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันว่า จะสร้างเจดีย์ให้ใหม่ รูปแบบเดิม และตำแหน่งเดิม โดยทางวัดจะเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด

"ผมโกรธมาก วัดไม่ได้ไตร่ตรองดูสักนิดเชียวหรือ ทำไมถึงคิดว่าข้างในไม่มีกระดูก ทำไมคิดว่าเป็นเจดีย์เปล่าๆ บรรพบุรุษสกุลประวิตรทุกพระองค์ ถ้าเป็นฝ่ายหญิงจะไว้ที่วัดกัลยาณมิตร ฝ่ายชายแยกไปไว้ที่ สุสานหลวงวัดราชบพิตร ขณะที่บางส่วนแยกเก็บไว้ทั้งสองวัด หลังเกิดเหตุเราได้รวบรวมอัฐิที่เก็บได้นำไปฝากไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อรอให้ทางวัดดำเนินการสร้างใหม่ แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า"

ทายาทสกุุลประวิตรรายนี้ บอกว่า จะเป็นโบราณสถาน หรือสิ่งปลูกสร้างใหม่เอี่ยม จะเก่าแก่ร้อยปีหรืออายุแค่วันเดียว จะเป็นเจ้าขุนมูลนาย หรือสามัญชน ก็ไม่มีสิทธิ์จะที่จะถูกทุบทำลายโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นนี้

"มีคนถามว่าทำไมไม่ย้ายไปเก็บไว้ที่อื่น จะให้ย้ายได้ยังไง ก็เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงตั้งใจจะเก็บพระอัฐิของเจ้าจอมมารดาแช่มไว้ในเจดีย์ข้างวิหารหลวง โดยหันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดมกรมหลวงปราจิณกิติบดี ซึ่งเคยเป็นมรรคนายกดูแลวัดกัลยาณมิตรยาวนาน 17 ปี ก็มีความผูกพันกับวัดนี้มาก"

บันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างวัดกัลยาณมิตรกับสกุลประวิตร

 

ภาพเสก็ตช์เจดีย์บรรจุพระอัฐิเจ้าจอมมารดาแช่ม ที่กำลังจะสร้างใหม่แทนที่เจดีย์เก่า แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ความคืบหน้าล่าสุด พล.ท.มล.สุปรีดี เผยว่า หลังจากศาลปกครองการสั่งให้ทางวัดกัลยาณมิตรระงับการดำเนินการใดๆ ไม่ว่าจะทุบทำลาย หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ ทำให้แผนการสร้างเจดีย์ประจำราชสกุลประวิตรใหม่ต้องหยุดไว้ชั่วคราว ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ

"ผมขอเรียกร้องใน 3 ประด็นสำคัญคือ 1.ให้ก่อสร้างเจดีย์สกุลประวิตรทั้งหมดตามที่บันทึกตกลงไว้ใน MOU 2.รักษาวัดให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ 3.อยากให้เกิดความสงบสุขภายในวัดโดยเร็วที่สุด บางคนพูดว่าทะเลาะกับพระแรงไปไหม ถ้าไม่มาเป็นลูกหลานที่ถูกทุบทำลายเจดีย์บรรพบุรุษไม่มีวันเข้าใจหรอกว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ถ้าเราไม่ออกมายืนหยัดต่อสู้เพื่อเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ถ้าตายไป ลูกหลานที่ไหนจะมากอบกู้เกียรยศให้เรา ดังนั้นผมจะสู้เพื่อศักดิ์ศรีของราชสกุลประวิตรกลับคืนมา"

ทั้งหมดนี้คือ เสียงสะท้อนทายาทสกุลประวิตรและกัลยาณมิตร ในวันที่เจตนารมณ์บรรพบุรุษถูกทำลาย

พล.ท.มล.สุปรีดี ประวิตร

 

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ