บทบาทใหม่ "สุเทพ" ฟื้น "กปปส."

วันที่ 27 ก.ค. 2558 เวลา 19:54 น.
บทบาทใหม่ "สุเทพ" ฟื้น "กปปส."
โดย....ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับเป็นเรื่องสร้างความตื่นเต้นให้กับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไม่น้อย หลังจากจบภารกิจชุมนุมขับไล่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะแกนนำ กปปส. ได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกายสาวาพัสตร์ชนิดสายฟ้าแลบ เพื่อเข้าศึกษาพระธรรม หลังคณะรักษาความความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะก้าวเข้าสู่การบริหารประเทศ จนเป็นที่มาให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาต่อการกระทำดังกล่าว ว่าอาจเป็นการหลบภัยทางการเมือง

แต่มาวันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี หลวงลุงกำนันตัดสินใจลาสิกขาบท รวมระยะเวลา 378 วัน หรือ 1 ปี 13 วัน บนเส้นทางธรรม เพื่อมาเดินหน้าขับเคลื่อนมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้สนับสนุนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมือง และเป็นทุนวิจัยปฏิรูปประเทศ 

ย้อนกลับไป พระสุเทพตัดสินใจเข้าอุปสมบท เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2557 ณ วัดท่าไทร ต.ท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานีซึ่งมีพระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าอาวาสวัดท่าไทร เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ โดยได้รับฉายาว่า “ปภากโร” หมายถึงผู้กระทำซึ่งแสงสว่าง

โดยการบวชครั้งนั้นเป็นไปอย่างลับๆ แม้แต่บุคคลใกล้ชิดยังไม่ทราบเรื่อง มีเพียงอดีตแกนนำกปปส.บางคนเท่านั้นที่เข้าร่วมพิธี ก่อนขอไปจำวัดที่วัดธารน้ำไหล หรือ วัดสวนโมกข์พลาราม ตั้งอยู่หมู่ 1 ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นวัดที่พระสุเทพเคยอุปสมบท หลังภรรยาคนแรก “จุฑาภรณ์ เทือกสุบรรณ” เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ด้วยวัย 39 ปี โดยได้ไปบวชเรียนที่ดังกล่าวเป็นเวลา 40 วัน 

พระสุเทพปภากโร ระบุว่า  จากที่ได้บวชมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้รวมเวลา 1 ปี 12 วัน รับกิจนิมนต์ไปครบทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้  ซึ่งเช้าวันที่  28 ก.ค. เวลา 06.00 น. จะลาสิกขาบทที่วัดไตรธรรมรราม อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี  โดยมีพระธรรมวิมลโมฬี เจ้าคณะภาค 16  เป็นเจ้าอาวาสวัดและเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นผู้ทำพิธีลาสิกขาบท

ทั้งนี้ หลังจากลาสิกลาบทแล้วก็จะอยู่ทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระเป็นเวลา 3 วัน ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก่อน และในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 10.00 น. จะมีการเปิดแถลงข่าวร่วมกับกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยถึงแนวทางการทำงานในอนาคต ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนลตัล ย่านราชประสงค์

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิดังกล่าวจะเป็นการทำงานในส่วนของภาคประชาชน โดยแนวทางจะเน้นผลักดันในเรื่องการปฏิรูปประเทศ  ซึ่งสภาขับเคลื่อนจะทำอะไรหากเป็นสิ่งที่ตรงกันก็พร้อมให้การสนับสนุน หากเชิญคนของมูลนิธิเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อน ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทว่า ส่วนตัวคงไม่

“อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองยินดี ซึ่งก่อนหน้านี้ประกาศไว้ว่า หลังการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว จะไม่ไปรับตำแหน่งใดๆ  อีกทั้งงานของมูลนิธิจะไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์  ส่วนแกนนำในมูลนิธิที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะไปไหนก็เป็นสิทธิแต่ละคน กับสภาขับเคลื่อนเอง ทางมูลนิธิไม่เคยต่อรองว่าจะต้องมีคนของมูลนิธิเข้าไปอยู่ และเราไม่เคยคิด”

ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. บอกว่า หลังจากพระสุเทพสึกจะมาทำหน้าที่บริหารมูลนิธิดังกล่าวอย่างเต็มตัว ซึ่งมูลนิธินี้ได้จดทะเบียนแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นไปตามความตั้งใจของกปปส.ว่า เมื่อยุติการชุมนุมแล้วจะจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่ในรูปแบบมูลนิธิ

ทั้งนี้ เพื่อสานต่อภารกิจของมวลมหาประชาชน ซึ่งที่ผ่านมามีการทำงานไปแล้วบ้างในเรื่องของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและอนุมัติเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนให้กับผู้ชุมนุม ซึ่งได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง อีกทั้ง มูลนิธิดังกล่าวยังมีจุดประสงค์เพื่อติดตามการทำงานด้านปฏิรูปของคสช.

“มูลนิธิกปปส. หากเปรียบเทียบในรัฐธรรมนูญ ก็เหมือนกับกรรมาธิการยกร่างฯ หากนอกรัฐธรรมนูญ ก็คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเมื่อหลวงพ่อสึก มูลนิธิคงทำหน้าที่เข้มข้นขึ้น ทั้งในด้านดำเนินโครงการ การจัดกิจกรรม โดยจะทำงานไม่ขัดกับกลไกการปฏิรูป และพร้อมทำงานสนับสนุนด้านภาคประชาชนทุกรูปแบบ”

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิยังได้จัดตั้งโครงการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเริ่มไปสองโครงการแล้ว คือ โรงเรียนอาชีวะ ซึ่งอนุมัติไปแล้วในเรื่องของหลักการ ส่วนโครงการอุปสมบทเพื่อถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้มีการอุปสมบทไปแล้ว 688 รูป

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับงานการศึกษา มูลนิธิจะจัดตั้งอาชีวะศึกษาต้นแบบ ซึ่งจะนำหลักคำสอน พระภาวนาโพธิคุณ หรือ พระอาจารย์โพธิ์ จันทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล มาใช้ผลักดันปฏิรูปการศึกษา ด้วยการนำจริยธรรม คุณธรรรม สอนควบคู่กับหลักวิชาชีพ เพื่อนำมาใช้ในชีวิตจริงได้

“เรื่องนี้เป็นไปตามหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือ เรียนแล้วสามารถประกอบวิชาชีพ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยอยู่ระหว่างกำหนดสถานที่ใช้ก่อสร้างอาคาร หลักสูตร ทาบทามบุคลากร และจะเร่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี ซึ่งจะเป็นสถานศึกษาด้านอาชีพแห่งแรกบนเกาะสมุย”