มือปราบ"ก่อการร้าย"

  • วันที่ 29 พ.ค. 2553 เวลา 12:31 น.

หลังเพลิงไฟสงครามกลางเมืองมอดลง หลักฐานทางคดีทั้งหมดที่เป็นทั้งอาวุธหรือวัตถุพยานต่างๆ ที่นัวเนียกับการก่อเหตุคดีก่อการร้ายได้เปลี่ยนมือจาก ศอฉ.มาอยู่ในกำมือ ธาริต

โดย...ทีมข่าวการเมือง

คนทั้งประเทศรู้จักชื่อ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จากความไว้วางใจที่เขาได้รับจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ให้เป็นเบอร์หนึ่งทำคดีความมั่นคงติดตามตัวนักการเมืองตัวเป้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาก่อการร้ายกลับมาดำเนินคดี หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายผู้นี้ยังเป็น"มือปราบ"ทำคดีที่พัวพันกับการชุมนุมทางการเมืองบริเวณพื้นที่ราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงรวม 116 คดี ทุกคดีล้วนแต่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบทั้งสิ้น

หลังเพลิงไฟสงครามกลางเมืองมอดลง หลักฐานทางคดีทั้งหมดที่เป็นทั้งอาวุธหรือวัตถุพยานต่างๆ ที่นัวเนียกับการก่อเหตุคดีก่อการร้ายได้เปลี่ยนมือจาก ศอฉ.มาอยู่ในกำมือ ธาริต ตั้งกองพะเนินสุมเป็นตั้งรอการสืบสวนขยายผล

อธิบดีดีเอสไอผู้นี้ เล่าให้ฟังถึงทิศทางการทำงานในการสืบสวนให้ฟังแบบครบถ้วน โดยเฉพาะภารกิจตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในไทยข้อหาก่อการร้าย ที่ศาลอาญายืนตามดีเอสไออนุมัติหมายจับ  เปิดบทสนทนา ธาริต ย้ำหนักแน่นว่า งานนี้รับรองไม่คว้าน้ำเหลวแน่ เพราะการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการและเครือข่าย มิใช่มีเพียงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่จะกระทำการเพียงลำพังได้

อดีตอัยการมือกฎหมายแถวหน้าอธิบายว่า ก่อนอื่นในเรื่องคดีการก่อการร้ายซึ่งหลักพฤติกรรมของคดีไม่ใช่เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นการกระทำที่เป็นเครือข่ายและขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ

อาทิ ฝ่ายออกความคิด ฝ่ายการวางแผน ฝ่ายสั่งการฝ่ายปลุกระดม และฝ่ายลงมือกระทำความผิด หรือกองกำลังติดอาวุธ ล้วนเป็นเครือข่ายประกอบกันเป็นขบวนการ ดังนั้นเจตนาคือการกระทำที่ต้องการหวังผลหรือเล็งเห็นผล ส่วนการกระทำนั้นคือการแสดงออก

เพื่อความแม่นยำและแน่ชัดของนิยามคำว่า "ก่อการร้าย"ซึ่งไม่ใช่คำที่ผุดขึ้นมาลอยๆ เพื่อยัดเยียดข้อกล่าวหาใครง่ายๆ ธาริต ชี้แจงละเอียดยิบเพื่อคลายความสับสนของสังคมว่า แท้จริงแล้วการก่อการร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจ เช่น สงครามกลางเมือง หรือการรบราฆ่าฟันกันเหมือนในประเทศตะวันออกกลาง แต่นิยามที่แท้จริงเป็นไปตามกฎหมาย...

อธิบดีดีเอสไอกางประมวลกฎหมายอาญา อธิบายฐานความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเป็นฉากๆ เริ่มจาก มาตรา 135/1 ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้ (1) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใด (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ  (3) การกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

มาตรา 135/2 ผู้ใด (1) ขู่เข็ญว่าจะกระทำการก่อการร้ายโดยมีพฤติกรรมอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะกระทำการตามที่ขู่เข็ญจริง หรือ (2) สะสมกำลังพลหรืออาวุธจัดการหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนในการก่อการร้ายหรือรู้ว่ามีผู้ก่อการร้าย และกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือปกปิดไว้

มาตรา 135/3 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 135/1 หรือมาตรา 135/2 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้นๆ อธิบดีดีเอสไอบอกด้วยว่า แม้การดำเนินคดีจะอยู่ในช่วงการกล่าวหาเบื้องต้นและขั้นตอนการพิสูจน์ความผิดแต่ดีเอสไอมีหลักฐานมัดแน่น โดยได้ไต่สวนอย่างรอบคอบทั้งพยานหลักฐาน เข้ามาไต่สวนทั้งที่เป็นพยานบุคคลและเอกสารที่แสดงถึงความเชื่อมโยง ในที่สุดศาลจึงออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ "กรณีที่ทางทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทักท้วงโดยไปยื่นเรื่องให้เพิกถอนหมายจับนั้น ทางดีเอสไอขอยืนยันว่าเราทำงานอย่างมืออาชีพกับส่วนราชการต่างๆ หลักฐานต่างๆ ก็ได้มาโดยชอบ มิได้ตัดต่อปรุงแต่งข้อมูลแต่อย่างใด และหากข้อมูลหรือหลักฐานไม่จริง เป็นเท็จ ทางดีเอสไอต้องรับผิดชอบถูกดำเนินคดีทางกฎหมายโทษหนักเป็น 2 เท่า"

เมื่อออกหมายจับแล้ว ขั้นตอนจากนี้ดีเอสไอจะส่งหมายจับไปยังทั่วราชอาณาจักรตามด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ส่วนในต่างประเทศขณะนี้ได้ประสานงานกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ ชื่อย่อคือ"ตำรวจสากล"หรือ "อินเตอร์โปล" เพื่อทำการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่สำหรับอัยการสูงสุดมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

อีกประเด็นที่มีคำถามมากว่าเมื่อไรถึงจะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะแกนนำ นปช.บางส่วนได้ถูกควบคุมตัวแล้ว ธาริต ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายตอบทันควัน

 "เรื่องนี้อยู่ที่รัฐบาล แต่แกนนำส่วนใหญ่ที่ถูกจับกุมอยู่ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อยกเลิก พ.ร.ก.เมื่อไร ดีเอสไอจะประสานขอให้ควบคุมตัวต่อตามความผิดกฎหมายอาญาและขอให้ศาลสั่งขังผู้ต้องหาเหล่านั้นต่อ ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล"

เมื่อไรการสอบสวนถึงจะขยายผลฉีกหน้ากาก"ไอ้โม่งชุดดำ"ที่ซุ่มยิงระหว่างเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ?อธิบดีดีเอสไอยืนยันให้อุ่นใจว่า ดีเอสไอจะสาวไปให้ลึกถึงตัวผู้บงการได้แน่

"เบื้องต้นข้อมูลอาจไม่สมบูรณ์นักเกี่ยวกับคนชุดดำที่ยิงฆ่าประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงวางเพลิงเผาทรัพย์ แต่ยืนยันว่ามีอยู่จริง ดำเนินการจับกุมได้แล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการขยายผลต่อไป"

"ขบวนการนี้กระทำกันเป็นเครือข่ายเกี่ยวข้องกันกับ 116 คดี ที่เข้าข่ายก่อการร้าย แต่บางคดีอาจจะกระโดดไปบ้าง แต่ทั้งหมดเป็นความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีปัจจัยพื้นฐานที่มีความมุ่งหวังหรือเจตนาหลักในเรื่องเดียวกัน"

ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของ ธาริต ที่ต้องทำคดีใหญ่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนดังแกนนำม็อบที่มีแฟนคลับนับล้าน ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่แตกแยก เสี่ยงต่อการถูกลอบทำร้าย หลายคนจึงอดห่วงถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น แต่ธาริตยืนยันว่าทุกอย่างยึดตามหลักกฎหมายและข้อมูลหลักฐาน

"ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ตั้งข้อกล่าวหาไปแล้ว2 รอบ รอบแรกจำนวน 9 คน และรอบ 2 จำนวนผู้ถูกกล่าวหา 10 คน และในสัปดาห์หน้าจะมีรอบที่ 3 ซึ่งจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีก่อการร้ายอีกจำนวนมาก จึงอยากให้ติดตามซึ่งเป็นผลจากการสืบสวนสอบสวนและขยายผล และผมยืนยันว่าได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้ง 13 หน่วย ทั้งหมดเป็นข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย มีความชัดเจนแน่นอนด้านพยานหลักฐาน และไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้งใคร" ธาริต กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม พลางว่า

"ไม่ว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนไปทางใดพรรคการเมืองใดเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่สิ่งที่อยู่คือกระบวนการยุติธรรมทางอาญายังคงอยู่ ซึ่งผมต้องทำงานเพื่อรักษากฎหมายและความเป็นธรรมในสังคมไว้

"นักการเมืองมาเดี๋ยวก็ไป แต่ถ้าผมจะถูกย้ายไปเพราะสิ่งที่ทำหน้าที่อยู่ก็แค่หมดหน้าที่ไปแต่ถ้ายังทำหน้าที่อยู่จะต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นภาระหน้าที่ แต่ถ้าไม่ทำจะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นี่คือข้อเท็จจริง"

เขาทิ้งท้ายถึงจุดยืนในการทำงานอีกครั้งว่าการทำงานจะมีบ้างที่กังวลใจ คือ การทำคดีท่ามกลางความขัดแย้ง ผลที่ออกมาย่อมไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งหมด แต่เรามีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมสืบสวน

ดังนั้น หลักในการทำงานจึงต้องยึดหลักความถูกต้อง ตรงไปตรงมา และยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ยิ่งบ้านเมืองอยู่ในสภาวะแตกแยก การปรองดองถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด และสิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

เดินหน้า 4 คดีม็อบแดง

ภารกิจสำคัญของมือปราบดีเอสไอผู้นี้ไม่ได้จบลงแค่ตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ฐานความผิดก่อการร้ายเท่านั้น เพราะกระบวนการทางกฎหมายเพิ่งแค่เริ่มต้น ยังมีภารกิจสุดหนักอึ้งอีก4 งานชิ้นใหญ่รออยู่เบื้องหน้าดังนี้ คือ

1.กรณีการก่อการร้าย 2.กรณีการบังคับขู่เข็ญรัฐบาล3.กรณีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และ 4.กรณีการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของรัฐบาล และคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดล้วนเป็นงานยากสุดหิน จึงเป็นเหตุให้มีการรวมหน่วยงานความมั่นคงที่ได้มือดีระดับพระกาฬมาร่วมงานอีก 12 องค์กร รวมดีเอสไอเข้าไปด้วยเป็น 13 องค์กร

อาทิ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กรมพระธรรมนูญ กองทัพบก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นต้น

 เป้าหมายการสนธิกำลังกันทำงานในคราวนี้ ธาริตบอกว่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มีความรอบคอบและส่วนหนึ่งจะสลัดประเด็นการถูกครอบงำได้เป็นอย่างดี โดยจะเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความโปร่งใสในการทำงานทั้งหมด 116 คดี ซึ่งตัวเลขคดีความยังไม่จบลงแค่นี้ กำลังทยอยเพิ่มขึ้นอีก เมื่อได้นำมารวมกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นใน 7 จังหวัดเข้ามาผนวกรวมกันด้วย

เมื่อถามถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำ นปช.คนหนึ่ง ที่ได้เอกสิทธิ์ สส.คุ้มครองโดยไม่ถูกควบคุมตัวเหมือนแกนนำคนอื่นๆ อธิบดีดีเอสไอบอกว่า งานนี้จะไม่มีทางลดความพยายามขอเพิกถอนเอกสิทธิ์ สส.อย่างแน่นอน

"แม้ตามมาตรา 131 จะให้เอกสิทธิ์คุ้มครองนายจตุพร แต่ล่าสุดทางดีเอสไอได้ทำหนังสือถึงศาลอาญาให้พิจารณาให้มีหนังสือแจ้งไปยังรัฐสภาเพื่อขออนุญาตให้ละเว้นเอกสิทธิ์คุ้มครองนายจตุพร"

ดวงดาวลิขิตชะตา ธาริต

รั้งหนึ่งในชีวิตของธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เขาคือศิษย์เก่าเตรียมอุดมฯชื่อชั้นการันตีว่าเป็นคน "หัวดี"แน่นอน เส้นทางชีวิตที่เบนเข็มจากนักศึกษาคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ใช้ชีวิตนักวิทยาศาสตร์เรียนรู้ธรรมชาติป่าไม้และพันธุ์พืชไปวันๆ ตามสไตล์เด็กรั้วนนทรี

พอมาถึงวันหนึ่ง ธาริตสะกิดใจขึ้นมาว่า มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงและคิดว่าน่าจะมีสิ่งที่ดีกว่า จุดพลิกผันชนิดเข้าโค้งหักศอกผลักดันให้ธาริตจบนิติศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อปี 2525 อีก 2 ปี ถัดมาจบเนติบัณฑิตสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และยังเป็นนิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

หนุ่มใหญ่ผู้มีบุคลิกเคร่งขรึมแต่แฝงไปด้วยมุมมองชีวิตที่ตกผลึกแม้ภาพที่เห็นเขาคือผู้ทรงภูมิด้านกฎหมายที่น่าเกรงขาม ทว่าธาริตกลับสนใจและชื่นชอบศึกษาวิชาโหราศาสตร์ รวมไปถึงดาราศาสตร์ และชอบดูดวงกับหมอดู(แม่นๆ) อยู่เป็นประจำ

ศาสตร์แห่งการพยากรณ์อนาคตนี้ มุ่งเน้นความหมายของดวงดาวที่มีต่อมนุษย์ การใช้ดวงดาว และตำแหน่งของดวงดาวในการอธิบาย และให้ความหมายแก่ชีวิตความเป็นอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ สังคมองค์กร หรือปัจเจกบุคคล จะด้วยความเชื่อมั่นนี้หรือไม่ก็ตาม "ดวงดาวคือสิ่งที่กำหนดชะตาชีวิตมนุษย์ และโชคชะตาก็ทำให้ได้มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ"ธาริต กล่าว

ทั้งที่เริ่มรับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อปี 2533 พอเป็นอัยการจังหวัดประจำกรม ธาริตก็ถูกทาบทามให้ช่วยราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรียกว่าเป็นมือกฎหมายแถวหน้ายุคนั้นก็ว่าได้

ชีวิตน่าจะสุขสบายกับงานอัยการดีๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อได้เป็นหนึ่งในคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ ธาริตยอมรับว่าน่าสนุกและเป็นสิ่งท้าทาย หากจะรับบท "จ๊อกกี้" ควบม้าดีเอสไอตัวนี้ให้โจนทะยานอย่างสง่าผ่าเผย ในฐานะผู้พิทักษ์กฎหมายสายพันธุ์ใหม่ของไทย

เป็นเหตุผลที่ยอมนั่งเป็นรองอธิบดีนานถึง 5 ปี ก่อนได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และขยับมานั่งอธิบดีเต็มตัวในที่สุด เรียกว่าเป็น"ลูกหม้อ" ดีเอสไอคงไม่มีใครกล้าเถียง และยังกล้าเปิดตัวต่อกรกับคดีโหดหินสารพัดเรื่อง โดยเชื่อมั่นว่าความซื่อสัตย์ เที่ยงตรง และยุติธรรมนี้แหละคือเกราะปกป้อง"คนทำงาน" ชั้นดียิ่งกว่าผนังทองแดงกำแพงเหล็กเสียอีก

หน้างานที่ตึงเปรี๊ยะจนแทบไร้เวลาพักผ่อน ทว่า ทีเด็ดในยามว่างของธาริต หากไม่ติดธุระที่ไหนก็เลือกจะไป "นวด" คลายเครียดอยู่บ่อยๆ ถึงประโยคนี้ ท่านธาริตเน้นหนักว่า ผมชอบนวดแผนโบราณครับ ไม่ใช่นวดแผนปัจจุบัน หมอนวดประจำก็ไม่ใช่สาวสวยอะไรที่ไหน แต่เป็นหนุ่มตาบอดมือคลายเส้นชั้นเทพที่อธิบดีดีเอสไอไปใช้บริการจนคุ้นมือ

มีเรื่องแปลกแต่จริงสำหรับรถยนต์คู่ใจธาริตทุกคันต้องเน้น "สีดำ"เท่านั้น เบื้องหลังฝังใจนี้ เกิดจากสมัยเด็กๆ ชื่นชอบรถโฟร์วีล ยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ ตั้งปณิธานไว้ว่า โตขึ้นต้องมีไว้ใช้สักคัน

แต่พอได้มาขับรถจริงๆ ขับมาแล้วทั้งเปอโยต์ 405, วอลโว่ 940 เอสอี ที่ไม่ใช่สีดำ ขับชนแล้วชนอีกไม่คันอื่นมาชนก็ขับไปเฉี่ยวชนเขาเสียเอง เรียกว่าคุ้นเคยกับอุบัติเหตุไปเลย

ปัญหานี้แก้ไขด้วยศาสตร์แห่งดวงดาวจนได้ หมอดูแนะนำว่าดาวประจำราศีท่านธาริตถูกโฉลกกับสีดำที่สุด ฉะนั้น จึงเปลี่ยนรถมาเป็นสีดำ รถคู่ใจคันปัจจุบันโตโยต้าคัมรี่ 2.0 ก็เป็นสีดำ ก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกเลย

ยิ่งช่วงนี้ดีเอสไอกำลังจับคดีก่อการร้าย และยังพ่วงสารพัดคดีพิเศษของกลุ่มคนเสื้อแดงจนโพยยาวเป็นหางว่าวเกินกว่า 116 คดีทางนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นห่วงเกรงท่านธาริตจะโดนกลุ่มผู้ไม่หวังดีปองร้าย จึงส่งรถกันกระสุนเรนจ์โรเวอร์มาให้ใช้แทนรถประจำตำแหน่งคันเดิม

"ส่วนตัวผมไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว หรือวิตกกังวลจะถูกลอบทำร้าย ทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ไม่ได้มีแรงกดดันจากฝ่ายใดบังคับให้ทำคดี และดำเนินการไปตามตัวบทกฎหมาย จึงเชื่อมั่นในการทำงาน และไม่เกรงกลัวที่จะเดินหน้าทำคดีอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะถูกข่มขู่และตกเป็นเป้าลอบทำร้าย"

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ