"ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน"พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

วันที่ 30 มิ.ย. 2557 เวลา 07:27 น.
"ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน"พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
เรื่อง...อินทรชัย พาณิชกุล และ สุภชาติ เล็บนาค / ภาพ...กิจจา อภิชนรจเลข 

ตอนที่เราไปถึงห้องทำงาน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ บนชั้น 8 ของอาคารบี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เจ้าของห้องกำลังสาละวนอยู่กับการรับโทรศัพท์ นัดหมายให้สัมภาษณ์นักข่าว ติดต่อประชุมสารพัดทั้งงานราษฎร์งานหลวง รวมถึงพูดคุยสารทุกข์สุขดิบกับมิตรสหายที่โทรมาแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสที่เพิ่งหวนคืนสู่ตำแหน่งเดิม

นั่นคือ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

หลังถูกเด้งฟ้าฝ่าโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนานกว่าหนึ่งปีเต็ม หนำซ้ำยังถูกตัดงบประมาณ ถึงขั้นเสนอให้ยุบสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทิ้ง   

เรียกว่าเป็นยุคที่มืดมนที่สุดของหน่วยงานที่มีชื่อเสียงที่สุดหน่วยหนึ่งของกระทรวงยุติธรรม

วันนี้ หมอพรทิพย์ ภายใต้ทรงผมสีแดงเพลิงเก๋ไก๋ สไตล์การแต่งตัวสุดเท่ จะมาบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา และอนาคตข้างหน้าของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่าจะไปทางไหน อย่างไรดี

.....

ช่วงหนึ่งปีที่ห่างหายไปจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ทำอะไรบ้าง?

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีมากนะ ได้ไปตรวจราชการของกระทรวงยุติธรรม ได้เห็นอีกมิติว่าปัญหาบ้านเมืองทุกวันนี้มันไม่ใช่นักการเมืองชั่วอย่างเดียว แต่ข้าราชการนี่แหละที่ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ดันไปตามนักการเมือง

ยกตัวอย่างปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบทุกกรม ไม่มีการแก้ไข ได้แต่สร้างภาพว่าจับๆๆ เคยหาต้นตอมั้ย เคยบล็อกเส้นทาง แก้ปัญหาส่วยมั้ย เราได้เห็นระบบราชการส่วนกลางเอาเปรียบภูมิภาค งบประมาณมีมากมายเทให้แต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคนี่เหนื่อยมาก เขาไม่เคยได้รับการฝึกอบรม แต่ที่นี่เดี๋ยวอบรมเดี๋ยวประชุม ทำเหมือนกับว่าเมืองไทยมีแค่กรุงเทพมหานคร  

เราเป็นผู้ตรวจที่ไม่เหมือนคนอื่น ตรวจแบบสนุก มีความสุข หาทางแก้ปัญหา ฉะนั้นมันก็ได้อีกมุม พูดง่ายๆคือกลับมาวันนี้ ถ้าคสช.อยากรู้ว่ากระทรวงยุติธรรมปฏิบัติงานอย่างไร ให้มาถามได้ ต้องถามคนที่ลงไปปฏิบัติ เพราะจะมีสักกี่คนจากระดับบนที่ลงไปแล้วรู้เรื่องจริง  

ไม่รู้สึกว่าถูกดอง?

ไม่เลย แค่เสียดายว่ามีคดีคนตายเยอะ โจรก็หลุดหมดเลย เพราะว่าไม่มีการเอาหลักฐานไปใส่ ต้องบอกว่าเสียดายโอกาสของประเทศไทย

การกลับมานั่งเก้าอี้ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ อะไรคือภารกิจที่ต้องปฏิรูปสะสางอย่างเร่งด่วน ?

ข้อแรก หมอจะปัดกวาดบ้านครั้งใหญ่ หนึ่งปีที่ลุกออกไปมีหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามธรรมาภิบาลเต็มไปหมด อย่างแรกเลยคือเรื่องกระบวนการใช้งบประมาณที่ไม่เป็นไปตามหลักการ ไม่เป็นไปตามแผนเยอะมาก ซึ่งสิ่งที่ไม่ได้มาตรฐานก็ส่งผลให้เราทำงานไม่ดี และทำให้เราก็จะไม่ได้งบประมาณต่อ งบประมาณเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก  

ขณะที่แผนงานทั้งหลายก็ถูกปรับเปลี่ยน เช่น ไม่ให้ร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ไม่ให้ส่งแผนงานให้ตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีแผนการพัฒนาบุคลากร แถมยังมีการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ผิดฝาผิดตัว ข้ามหัวข้ามหูกันไปหมด ของพวกนี้มันปิดไม่มิด ทำให้เห็นว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แทบล่มสลาย ...นี่ยังไม่พูดเรื่องทุจริตนะ

ข้อที่สอง เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการบูรณาการงานตรวจและเก็บหลักฐานสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ เราก็ต้องทำต่อ ข้อที่สามคือเรื่องสิทธิมนุษยชน กรรมการสิทธิ์จะให้ตามคดีบิลลี่ที่หายตัวไป เห็นชัดๆว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

มีข่าวว่าเสนอคสช.ให้มีการปฏิรูปสถาบันวิทยาศาสตร์ด้วย แนวทางการปฏิรูปอย่างไร?

ต้องขอบอกว่าครั้งนี้เป็นปฏิวัติที่แปลกที่สุดในชีวิต เป็นปฏิวัติที่จะมาปฏิรูปทุกอย่าง เรามองว่าถ้าไม่คว้าไว้จะเสียใจ ทำไม่ทำไม่รู้แหละ แต่เขาพูดในสิ่งที่ทุกคนไม่เคยพูด

วันก่อน ได้เจอพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.) เราก็บอกว่าสิ่งที่ต้องการความชัดเจนคือ ขอให้พิจารณาปฏิรูปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไปในคราวเดียวกับการปฏิรูปประเทศ แนวคิดการปฏิรูปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่เสนอไปมีด้วยกัน 3 แนวทาง ได้แก่ หนึ่ง ให้แยกสถาบันนิติเวชจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ มารวมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และโอนไปขึ้นตรงเป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแนวทางนี้มีตัวอย่างในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการทางการแพทย์ และการประกันคุณภาพ รวมทั้งห้องแล็บที่เป็นมาตรฐานเพื่องานด้านนี้อยู่แล้ว

สอง แยกสถาบันนิติเวชจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มารวมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในฐานะหน่วยงานระดับกรม และให้ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม แนวทางนี้ จะเป็นแบบเดียวกับประเทศออสเตรเลีย  

สาม ให้ย้ายสถาบันนิติฯจากกระทรวงยุติธรรมไปสังกัดกระทรวงที่ควรจัดตั้งขึ้นไปเป็นกระทรวงความมั่นคงภายใน Homeland Security รูปแบบเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแนวคิดการยกระดับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขึ้นเป็นกระทรวง และโยกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไปสังกัดกระทรวงใหม่นี้ด้วย

10 ปีที่ผ่านมาของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้บริหารซึ่งเป็นข้าราชการกับนักการเมืองไม่พยายามสนับสนุนหรือหาทางออก แถมยังกลั่นแกล้งด้วย ถึงขั้นจะยุบสถาบัน หมอมองว่าเราควรไปอยู่ในหน่วยงานที่ยั่งยืน ยั่งยืนในแง่ที่ว่าจะให้ความช่วยเหลือประชาชน ทำอะไรได้หลายๆอย่าง วันนี้มันถึงจุดแล้ว ต่อให้เขาไม่ให้ทำ เราก็จะทำ ต้องผลักดันต่อ หมอไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เพราะอีกปีเดียวก็จะเกษียณแล้ว ถึงวันนั้นจะไม่มีหมอพรทิพย์แล้ว

ทำไมงานนิติวิทยาศาสตร์ต้องแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ?

งานนิติวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ไม่มีที่ใดที่ขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   

อย่างแรกเลยคือมันเป็นงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ มีค่าน่าเชื่อถือมากกว่าพยานบุคคล แต่ปรากฎว่าไม่มีเจ้าภาพ แม้แต่เกณฑ์มาตรฐานก็ไม่มี อะไรจะเก็บหรือไม่เก็บ จะตรวจหรือไม่ตรวจ พนักงานสอบสวนหลายคนยังต้องจ่ายค่าตรวจดีเอ็นเอง ไม่มีแม้แต่การประกันคุณภาพ การตรวจไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ระบบนิติวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ ต้องผ่านการตรวจสอบ แต่ประเทศไทยเมาเหล้าเมายา ไม่เคยไปเมืองนอก ไม่เคยนำเสนอผลงาน แต่อุปโลกน์ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างโน้นอย่างนี้ น้ำยาก็ไม่รู้ใช้ถูกหรือเปล่า ห้องแลบไม่ได้มาตรฐานสากล เก็บวัตถุพยานก็ใช้มือเปล่าจับ ซองไม่ปิด

ที่ผ่านมา ตำรวจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย ยังขาดการพัฒนาอีกมาก เมื่อก่อนขาดแคลนยังไง วันนี้ก็ยังขาดแคลนยังงั้น เมื่อมีหน่วยงานเดียวคือตำรวจ พอตำรวจไม่ยอมทำก็อดหมด จนกระทั่งมีหมอพรทิพย์โผล่มา คนมันเลยเทกันมาหาหมอพรทิพย์ เพราะเขาไม่มีทางเลือก แต่แทนที่จะดีใจที่เรามาช่วย กลายเป็นว่าเมื่อไหร่หมอจับอะไร เขาก็ตามมาทำด้วย ตามมาดำเนินการ และไล่เราทิ้งทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเราจับเรื่องข้อมูลดีเอ็นเอ ตั้งแต่ปี 2546 และก็ทำสำเร็จในภาคใต้ ตำรวจก็ดึงออกไป เราผลักดันเรื่องศูนย์พิสูจน์ศพนิรนาม เอาข้อมูลส่งให้ตำรวจ เขาก็ต้าน สุดท้ายตำรวจก็ไปตั้งศูนย์ของตัวเอง

ในต่างประเทศ เราได้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์เขาพัฒนาไปเต็มที่ เขาของบซื้อเครื่องมือ แต่สตช.ไม่เคยของบซื้อเครื่องมือ เพิ่งจะมาได้ในตอนหลัง ให้ก็ไม่ได้ให้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นการตรวจที่ไม่ได้มาตรฐาน มันก็ไม่ได้ความยุติธรรมที่ถูกต้อง ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีไฟใต้เป็นคดีที่ซับซ้อน การหาคนทำผิดไม่ใช่ง่าย เพราะหมอนำทีมสถาบันลงไปตั้งแต่ปี 2547 เก็บพยานหลักฐานทุกจุด นำมาพิสูจน์ วิเคราะห์ แล้วบูรณาการข้อมูลทั้งหมด แม้เราได้ทำงานแค่ 5% แต่ทุกคดีที่เราทำเกิดความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม ในอาเซียน ลาว เขมรก็รู้ว่าเขาก็ชื่นชมและรู้ว่าเราพัฒนา

การที่สถาบันอยู่กับสตช.ทำงานไม่ได้มาตรฐานเต็มที่ เพราะมันอุ้ยอ้าย มันใหญ่เกินไป ระบบบริหารมันซับซ้อน ตอบโจทย์ไม่ได้ เพราะมันอยู่ภายใต้หัวเดียวกัน เช่น ผู้ตรวจหลักฐานยศร.ต.ต. ผู้ทำคดียศพล.ต.อ. ในต่างประเทศร.ต.ต.พูดอะไร พล.ต.อ.ต้องฟัง เพราะเขาถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ มีกฎหมายรองรับ แต่ประเทศไทยไม่ฟัง ฉะนั้นพอไม่ฟัง ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะยศมันต่ำกว่า แค่เรื่องคดีถ้าเขาเห็นต่างจากพนักงานสอบสวน ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ยศมันขี่กันอยู่ คือกระบวนการยุติธรรม แทนที่มันจะเป็นอิสระ กลับต้องมียศควบคุม

งานชันสูตรศพทุกวันนี้เป็นอย่างไร?  

เรามีบุคลากรที่เยอะกว่าปริมาณงาน แต่ว่างานที่ไม่เข้า เพราะได้รับนโยบายกีดกันของสตช. เช่น เหตุเกิดตรงนนทบุรีก็ห้ามตามสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือถ้าไกลออกไปอีกก็ให้ไปตามศิริราชแทน ฉะนั้นเรื่องปริมาณไม่ใช่เรื่องใหญ่

สิ่งที่อยากทำที่สุดในตอนนี้คืออยากจะจัดทำสถิติการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติออกมาแยกแยะว่าเป็นการตายที่ป้องกันได้ การตายที่ป้องกันได้ชัดเจนคืออุบัติเหตุจราจร อุบัติเหตุในงาน แต่ที่ป้องกันไม่ได้คือพวกที่ถูกฆ่า อาจจะเอามาสกัดได้ว่าป้องกันได้ ถ้าไม่เมา ประมาณนั้น แต่ว่าสิ่งที่เราไม่เคยเอามาดูก็คือว่าอุบัติเหตุภายในงานเพิ่มขึ้นไหม ทำไมรถชนเพิ่มขึ้น เราไม่เคยทำการวิเคราะห์ได้เลย เพราะเมื่อไหร่ที่ไปจับมันจะไปกระทบอำนาจหลัก

พูดจริงๆ เราน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะ งานชันสูตรศพมันให้อะไรกับสังคมมาก แต่เราทำไม่ได้เลย เพราะไม่ว่าจะคิดอะไร ตำรวจจะตามบล็อกหมด 

รู้สึกอย่างไรกับปฏิกิริยาจากตำรวจที่ปฏิเสธทันทีหลังเสนอแนวทางปฏิรูปออกไป?

เขาก็ต้านทุกอย่างที่ทำ ทำแข่งกับทุกอย่างที่หมอทำ ท้ายที่สุดก็คือบีบให้โยกหมอออก แล้วก็ทำทุกอย่างให้สถาบันค่อยๆลดบทบาทลง ตำรวจก็พยายามทำอย่างนี้มาตลอด

ถามว่าทำไมตำรวจบางคนถึงเกลียดหมอพรทิพย์  หนึ่ง เขาคงรู้สึกว่าเขาสูญเสียอำนาจ สอง เขาคิดว่าเขาควรเป็นคนที่ประชาชนนึกถึง สาม เขาดูถูกคนอื่น คนแบบนี้เขาไม่ชอบส่องกระจกดูตัวเอง ได้แต่ดูถูกว่าคนอื่นโง่ เพราะฉะนั้นเขาคงคิดว่าหมอพรทิพย์สร้างภาพ ไม่ใช่ของจริง

ตำรวจส่วนใหญ่ที่เป็นระดับหัวหน้า คุยด้วยก็ยิ้ม พล.ต.อ.อดุลย์ (แสงสิงแก้ว)ก็ยิ้ม แต่ลับหลังสั่งอีกอย่างนึง มันเป็นความเกลียดชังที่ถูกมอบอำนาจต่อกันเป็นทอดๆ คล้ายกับเวลาที่ทุกคนที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารต้องเกลียดหมอพรทิพย์ ปลูกฝังกันมาเป็นรุ่นๆ  แต่หมอกับตำรวจผู้ปฏิบัติงานกลับไม่มีปัญหากัน ผู้ปฏิบัติงานจะชอบมาก ตำรวจชั้นผู้น้อยนี่เหนื่อยมากนะ หลายคนบอกว่าทำงานกับคุณหมอทำงานง่าย เพราะว่าเขาไม่เหนื่อย ไม่ต้องมานั่งแปลผล เราทำทุกอย่างใส่พานถวายให้คุณทำต่อได้เลย

เจอตัดแข้งตัดขามาตลอด ท้อไหม?

เหนื่อย แต่ไม่เคยกลัว เพราะเขาไม่ใช่อุปสรรค หมอจะชนะหรือไม่ชนะอยู่ที่บุญบารมีของตัวเอง ซึ่งบุญบารมีที่จะทำสิ่งดีๆให้ตัวเองได้มันต้องมาจากใจที่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเขาไม่ใช่คู่กรณีหมอ คู่กรณีหมอคือความไม่ยุติธรรมในสังคมไทย เขาสำคัญตัวผิดที่เอาตัวมาปะด้วย ไม่มีวันชนะหมอหรอก หากเราจะแพ้ก็แพ้เพราะเรามีพลังไม่พอ ไม่ว่ายังไงเขาไม่ใช่ศัตรู และหมอก็ไม่เคยโกรธเขาด้วย

มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าหมอพรทิพย์ทำงานกับคนอื่นลำบาก?

คนบางคนในสังคมยอมรับการอยู่กับสิ่งเน่าๆโดยอยู่กับมันได้ แต่หมอถูกสอนมาว่าสิ่งที่ถูกต้องคือธรรมะ คนอื่นเขาไม่ทำ แล้วเราอยู่กับเขาไม่ได้ หมอก็ไม่สนใจ เพราะเวลาเราเกิดเราก็เกิดคนเดียว เวลาเราตายก็ตายคนเดียว ไอ้คนเหล่านั้นที่มันอยู่ในอาจมด้วยกัน และอยู่อย่างมีความสุข ไม่มีปัญหา มันก็คงตกนรกไปด้วยกัน เราไม่อยากตกนรก อยากนิพพาน เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าเราทำงานกับคนอื่นไม่ได้มันเป็นเพียงคำพูดที่พูดกันไป  

บางทีเราอยู่ในเส้นทางรบ มันก็ต้องฝ่าฟัน ต้องสู้ เป้าหมายของเราต่างกับเขา มันก็ดูเหมือนอยู่ด้วยกันไม่ได้

กรณีเครื่องตรวจจับระเบิดจีที 200 ที่ถูกโจมตีล่ะ?

ไอ้คนที่พูดอย่างนี้ฟังมากับหูไหมว่าหมอพูดว่าอะไร หมอไม่เคยพูดอะไรที่ผิด 100 % ขอให้ลงให้ตรงๆว่าเรื่องจีที 200 ไปย้อนดูที่ไหนก็ได้ หมอไม่เคยบอกว่ามันเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ แต่ที่หมอออกมาตอนนั้นก็เพื่อปกป้องทหารที่ทำงานในพื้นที่จากนักวิชาการที่ปากไม่เข้าท่า เขาไม่พูดแบบวิชาการ แต่ใช้อารมณ์โจมตีผู้ปฏิบัติงาน เรื่องใช้ได้หรือไม่ได้ก็ประเด็นนึง โกงหรือไม่โกงเป็นประเด็นนึง หมอไม่ได้ตอบว่าเครื่องใช้ได้ หมอไม่ได้ตอบว่าซื้อเครื่องไม่โกง แต่หมอออกมาปกป้องว่าคุณอย่ามาด่าคนใช้ว่าโง่ เหตุของระเบิดเนี่ย ลองลงไปอยู่สิคะ เหมือนมนุษย์ มันอาจจะไม่สว่างพอ มีอะไรริบหรี่มันก็คว้าแล้ว คนที่ใช้เครื่องมือนี้แล้วเหมือนจะใช้ได้ 5% คนก็รู้สึกอุ่นใจ

พวกที่อคติ ฟังไม่รู้เรื่องสักคนนึง นักวิชาการต้องพูดเรื่องหลักการ มีหลายคนพูดจนหมอเสียหาย แต่ไม่มีใครทำอะไรหมอได้อยู่แล้ว เพราะว่าหมอเป็นคนทำงาน เขาไม่เคยลงภาคใต้ สมมติตอนนั้นคนเขาพูดกันเรื่องเณรคำ หมอไม่เคยเชื่อ แต่ก็ไม่เคยไปว่าเขา เพราะว่าเราไม่ได้เห็นด้วยตาว่าคุณมีญาณ มีอภินิหาร เราก็ไม่ไปด่าก่อน กรณีจีที 200 ก็เหมือนกัน ยอมรับว่าหมอออกมาปกป้องทหารผู้ปฏิบัติงาน เพราะระเบิดมันฆ่าชีวิตเยอะมาก 

พอกลับมาเป็นข่าว ก็มีคนเข้ามาบอกว่าอ๋อ ไอ้หมอจีที 200 พวกนี้น่าสงสาร เหมือนหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่มันรกใจ

อีกประเด็นที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะคือการขึ้นเวทีการเมือง?

ขอให้ลงเลยนะว่า หมอนี่แหละเป็นคนที่บอกว่าอยากให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะลาออกจากหัวหน้าพรรคพร้อมๆกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค เพื่อให้เกิดนักการเมืองรุ่นใหม่ หมอนี่แหละเป็นคนที่บอกคุณอภิสิทธิ์ว่าให้เห็นกระทรวงยุติธรรมเป็นกระทรวงที่มีค่า อย่าส่งรัฐมนตรีที่ไม่เน้นเรื่องความยุติธรรมมาคุมกระทรวงนี้ 

หมอเคยถูกชวนให้เป็นรัฐมนตรี แต่หมอบอกว่าอยากเป็นข้าราชการธรรมดา 100 % รัฐมนตรีคือผู้ที่ต้องปฏิบัติตามประชาธิปไตย หมอเป็นข้าราชการ เดินในเส้นทางเขาแต่เพื่ออุดมการณ์เรา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณดึงให้เบี้ยวมาก ฉันก็ไม่เดินด้วย เพราะฉะนั้นหมอไม่เคยฝักใฝ่การเมืองเลย

การขึ้นเวที ไปย้อนดูเทปได้เลย หมอเริ่มขึ้นก็ตอนที่มีความชัดเจนเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่ารัฐบาลผิด และก็ขึ้นในฐานะข้าราชการที่อยากให้ข้าราชการคนอื่นกล้า ขึ้นเพราะคุณสุเทพ เทือกสุบรรณยืนยันว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมือง เพราะนั่นไม่ใช่เวทีการเมืองแล้ว ถ้าเป็นเวทีประชาธิปัตย์หมอคงไม่ไปขึ้น

มีคนพูดกันว่าหมอเชียร์ทหารเขาเลยเอากลับมา?

โอ๊ย คนพูดกันเยอะ ปล่อยมัน หมออยู่ภาคใต้มา 10 ปีแล้ว ทหารไม่รักแล้วใครจะมารัก เราช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องไปซ้อม ไปหาหลักฐาน หาอะไรต่ออะไร มันผิดเหรอ และถ้าทหารช่วยหมอจริงๆหนึ่งปีที่แล้วเขาคงไม่ปล่อยให้หมอถูกปลดหรอก

คาดหวังกับการปฏิรูประบบราชการและกระบวนการยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน?

เป็นคนไม่คาดหวัง แต่มองว่าจะไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไป แล้วก็อยากชวนให้ทุกคนช่วยกันทำงานให้เต็มที่ที่สุด หมอไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เพราะเหลืออายุราชการอีกปีกว่าๆ หมดเวลาที่จะมาแคร์ มัวแต่อ้ำๆอึ้งๆ ทุกสิ่งที่พูดออกไป ไม่ใช่เพื่อเราแล้ว เราไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว  

ขณะนี้ระบบรับฟังข้อมูลของข้าราชการเป็นปัญหา ข้าราชการที่เทาๆ จะแดง จะเหลือง หรือเหยียบมันทั้งสองข้าง พวกนี้เพียบเลย โดยเฉพาะข้าราชการตำแหน่งบน ไอ้พวกนี้มีหลายคนที่คิดว่าอย่าไปทำ เพราะเชื่อว่าอยู่ไม่นาน ก็เลยไม่เปิดโอกาส หมอไม่ได้อยู่ตำแหน่งนั้น หมออยู่ตำแหน่งล่าง เลยต้องขอใช้โอกาสเสนอผ่านสื่อ เขารับก็ไม่รับ เรื่องของเขา เราก็ทำต่อไป เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถเสนอผ่านระบบราชการปกติได้ เพราะว่าระบบราชการยังไม่ถูกปฏิรูป คนเทาๆยังอีกเยอะ คนที่แทงกั๊ก รอดูท่าที ทำก็ไม่ทำเต็มที่

ชีวิตหมอไม่เคยไม่เต็มที่ เป้าหมายเราชัดเจนว่าเจอแก้วแตก ก็ต้องเก็บกวาด ห่อไปทิ้งลงถังขยะให้หมด แต่ไม่ใช่ว่าเก็บ 5 ชิ้น แล้วเหลือไว้ 5 ชิ้น หรือโยนลงไป แล้วเดี๋ยวค่อยไปห่ออีกที ไม่มีแน่นอน

นี่จะอายุจะ 60 เดือนธันวานี้แล้วนะ แต่ไม่เคยที่จะทำให้สปีดช้าลงเลย ไม่เคยที่จะทำแค่เรื่องบนโต๊ะ ไม่เคยที่จะทำแต่เรื่องเก่าๆ ทุกลมหายใจของหมออยากจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นให้ได้

ล่าสุดเห็นโพสต์เฟซบุ๊กว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตตั้งแต่รับราชการมา หมายความว่าเป็นช่วงพีคของหมอพรทิพย์อีกแล้ว?

อย่าไปคิดแบบนั้นเลย (ลากเสียงยาว) ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตอนที่ทำคดีเจนจิราช่วงนั้นขึ้นพีคเลย พอพีคปุ๊บเรารู้เลยว่าข้างหน้าหนักแน่ๆ แล้วมันก็หนักจริงๆ มาพีคอีกทีตอนที่ได้เป็นคุณหญิง เราก็คิดอีกว่าโอ้ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าหนักแน่ แล้วมันก็หนัก หนักมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ

ในชีวิตโดนมาหมดแล้ว จะให้ไปอยู่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ชีวิตไม่เคยวางแผนข้างหน้า รู้แต่ว่าลืมตาตื่นมาก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ประชาชนจะได้อะไรจากการปฏิรูปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์?

ประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม ความยุติธรรมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตย สังคมต้องมีความยุติธรรม คนทำผิดต้องได้รับโทษ คนทำดีต้องไม่ถูกกล่าวโทษ ถ้าระบบนิติวิทยาศาสตร์ดีจับตัวคนผิดไปลงโทษ สังคมก็ปลอดภัย ตอนนี้ไม่รู้ใครจะอุ้มไปฆ่าตรงไหนก็ไม่มีใครรู้ หรืออยู่ๆใครจะมายิง แล้วจะจับได้ไหม ไม่รู้ หรือแม้แต่รถยนต์ไม่ได้คุณภาพแล่นบนท้องถนนจะชนคนตายหรือเปล่าก็ไม่รู้

ไอ้ตัวนี้มันจะทำให้ผู้คนเกรงกลัวไม่ทำในสิ่งที่ผิด เพราะรู้ว่ามันมีกลไกในกระบวนการยุติธรรมที่ดี ต้องถูกจับ ถูกฟ้อง ถูกตัดสินลงโทษ ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดี คนก็ไม่กลัว ฆ่าคนตายก็ไม่ติดคุก มีเงิน มีเส้นเสียอย่าง แต่พอมันมีกระบวนการยุติธรรมที่ดี ทุกคนจะมีขอบรั้วที่จะไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกัน ไม่เอาเปรียบแผ่นดิน ไม่เอาเปรียบทรัพยากร เพราะรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเล่นงานคุณแน่