ก่อการร้ายโทษประหารชีวิต!

วันที่ 23 พ.ค. 2553 เวลา 12:00 น.
"นายวีระ มุสิกพงษ์ ที่โดนข้อหาก่อการร้าย ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะแจ้งข้อหาก่อการร้าย ซึ่งใครก็ตามที่ถูกข้อหาก่อการร้าย จะต้องโทษประหารชีวิตทุกคน รวมไปถึงพวกที่วางเพลิงด้วย"

โดย...ทีมข่าวการเมือง

หลังความเลวร้ายที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้กระทำไว้ต่อบ้านเมือง  คงไม่ใช้เวลาหยุดดูซากปรักหักพัง บันทึกภาพเฝ้าคร่ำครวญต่อสิ่งที่เกิดขึ้น   แต่ทุกวินาทีนับจากนี้คือการเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู เยียวยาจิตใจ สร้างความรู้สึกอันดีต่อผู้คนในชาติในการร่วมมือสร้างประเทศ ขณะเดียวกัน กระบวนการทางกฎหมาย ต้องเดินหน้าอย่างเร่งด่วนเช่นกัน ใครกระทำผิดต้องได้รับการลงโทษตามบทกฎหมาย ใครบริสุทธิ์ก็ว่ากันไป 

โดยเฉพาะบรรดา"ผู้ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย"  บทบัญญัติทางกฎหมายกำหนดโทษไว้อย่างเด็ดขาด  แต่อีกนั่นแหละ คงต้องติดตามประสิทธิภาพกระบวนการะยุติธรรมว่าจะออกมาเป็นเช่นไร

พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ  บอกว่า  การที่กลุ่มแกนนำเข้ามอบตัวกับกองบังคับการปราบปราม เนื่องจากกระทำความผิดอยู่ในพื้นที่ต้องสงสัย ตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11(1)  ซึ่งเป็นข้อ หาที่สงสัยว่าก่อเหตุร้าย และอยู่ในที่บริเวณมิอันควร

ทั้งนี้ แกนนำที่เข้ามอบตัว ไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่เป็นผู้ต้องสงสัย โดยมีกฎหมายฝากขัง ควบคุมตัว 7 วัน และสามารถขยายได้อีก 30 วัน 4 ครั้ง

ซึ่งในทางกฎหมายอาญา จะมีการดำเนินการทางคดีด้วยประมวลกฎหมาย วิ อาญา

“อย่างเช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หากถูกจับกุมก็จะต้องดำเนินคดีหมายอาญาต่อ เพื่อนำตัวไปฝากขังอีกทีหนึ่ง ส่วนนายวีระ มุสิกพงษ์ ที่โดนข้อหาก่อการร้าย ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะแจ้งข้อหาก่อการร้าย ซึ่งใครก็ตามที่ถูกข้อหาก่อการร้าย จะต้องโทษประหารชีวิตทุกคน รวมไปถึงพวกที่วางเพลิงด้วย”

อย่างไรก็ตาม กฎหมายป้องกันการก่อการร้าย ระบุว่า ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเป็นความผิดอาญาซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหาร ชีวิต

ฐานความผิดรวมและการกำหนดโทษไว้กว้าง ขวางอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาเกินสมควร

มาตรา 135/1 ที่ได้เพิ่มเติมเข้ามาในประมวลกฎหมายอาญา  บัญญัติว่า “ มาตรา 135/1 ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้

(1)      ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ

(2)      กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสีย หายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

(3)      กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อม  อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกิจอย่างสำคัญ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต  หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

การกระทำในการเดินขบวน   ชุมนุม  ประท้วง โต้แย้ง  หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอัน เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ  ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 135/2 วางหลักว่าการตระเตรียม หรือสมคบจะทำการก่อการร้ายก็ต้องระวางโทษด้วย    มาตรา 135/3 วางหลักว่าการสนับสนุนการก่อการร้ายต้องระวางโทษเสมือนตัวการ   และท้ายสุดมาตรา 135/4 วางหลักว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การก่อการร้ายต้องระวางโทษเช่นกัน