เศรษฐา ศิระฉายา ผู้ไม่เคยปฏิเสธโอกาส

วันที่ 12 เม.ย. 2557 เวลา 13:37 น.
เศรษฐา ศิระฉายา ผู้ไม่เคยปฏิเสธโอกาส
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร,หยก อภิชชญา / ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เศรษฐา ศิระฉายา ชื่อนี้หลายคนเกิดมาก็ได้ยินแล้ว เรื่องราวชีวิตของเขาน่าจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการลุกขึ้นมาทำบางสิ่ง เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง

“ผมกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน ยากจนมาก ชีวิตก็ค่อนข้างลำบาก เรียนหนังสือก็ไม่ได้เรียนหมด เพราะว่าครอบครัวส่งไม่ไหว ผมเลยต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่มัธยมหก (ประมาณมัธยมสามปัจจุบัน) เพื่อมาอยู่กับน้าชาย (สุรสิทธิ์ สัตยวงษ์) ซึ่งเป็นนักร้องนักแสดงที่ดังที่สุดในยุคนั้น ไปช่วยขนเครื่องดนตรี ใช้ชีวิตคลุกคลีกับวง เครื่องดนตรีชิ้นแรกก็เป็นกีตาร์ โดยใช้วิธีครูพักลักจำ จนในที่สุดก็สามารถรวบรวมพรรคพวกได้เพื่อมาตั้งวงดนตรีกัน”

ชีวิตวัยหนุ่มของเศรษฐา ร้องเพลงสากลไปเรื่อยๆ ตามที่ต่างๆ จนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และได้เจอเพื่อนๆ ที่เป็นคอดนตรีแนวเดียวกัน จึงได้รวมตัวกันเป็นวงที่มีชื่อว่า ดิ อิมพอสสิเบิ้ล (The Impossible)

“วงของเราเล่นดนตรีอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งสมัยก่อนแถวนี้เป็นบาร์ทั้งนั้น เล่นกันอยู่หลายปี จนสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เขาจัดงานประกวดดนตรี String Combo ขึ้นมา เขาก็มาชวนวงดนตรีตามบาร์บนถนนนี้ไปร่วมประกวด เรากับเพื่อนๆ ก็มองว่ามันเป็นโอกาส คิดว่าถ้าเราพอมีชื่อเสียงบ้างอะไรๆ มันก็คงดีขึ้น ก็เลยตัดสินใจเข้าไปประกวด ผลก็คือชนะตั้งแต่ปีแรกติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (หัวเราะ)”

หลังจากชนะการประกวด วงดนตรีของเขาก็ย้ายมาเล่นดนตรีในบาร์ของโรงแรมที่ประตูน้ำ ปรากฏว่า มีคนมาต่อคิวรอเพื่อจะได้เข้าไปฟังยาวทุกคืน “คนแน่นมากครับ พอถึงปีที่สองก็มีฝรั่งที่เป็นเอเยนต์หาวงดนตรีไปแสดงที่ฮาวาย เขาฟังเราแล้วก็ชอบ เลยติดต่อขอเซ็นสัญญา เราเห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยตอบตกลง เราไปเล่นที่ฮาวายหนึ่งปี ไปอยู่ที่โน่นประสบความสำเร็จมาก คนฮาวาย ฝรั่ง คนไทยที่อยู่ที่นั่นชอบกันมาก แน่นบาร์ไปหมด จนเราได้รับรางวัลเหมือนตุ๊กตาทองคือเป็นรางวัลที่ทำเงิน Break Record (ทำลายสถิติ) ตั้งแต่เขาเปิดบาร์มา จริงๆ เขาไม่อยากให้เรากลับ แต่พอครบปี เราก็ขอกลับมาบ้าน”

ก่อนเดินทางไปฮาวาย วงดนตรี ดิ อิมพอสสิเบิ้ล ได้ทำอัลบั้มเพลงชุด “เป็นไปไม่ได้” ทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเพลงในอัลบั้มได้รับความนิยมอย่างสูง “พอเรากลับมาเล่นดนตรีแถวโรงแรมอินทรา เล่นอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ก็มีชาวยุโรปมาติดต่อให้ไปเล่นดนตรีเดินสายแถบยุโรป เช่น สวีเดน ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ตอนนั้นก็ไปๆ กลับๆ เพราะเราเป็นโรคคิดถึงบ้าน ไปเล่นสักพักก็กลับมาเที่ยว มาเล่นคอนเสิร์ตบ้าง แล้วเขาก็เรียกกลับไปใหม่ จนกระทั่งสุดท้ายมันค่อนข้างเต็มที่แล้ว ล้าแล้ว ส่วนหนึ่งก็อยากกลับบ้าน อีกส่วนก็อยากปักหลักอยู่ที่โน้น ตอนนั้นก็เลยคุยกันว่าเราน่าจะยุบวง แต่กว่าจะยุบได้จริงๆ ก็ไปเล่นดนตรีที่ไต้หวันอีก 6 เดือน”

เศรษฐา เผยว่า หลังจากยุบวง เขาก็เบนสายมาทางการแสดง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้แสดงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง พอยุบลงและกลับมากรุงเทพฯ ก็มีคนยื่นข้อเสนอให้แสดงภาพยนตร์เยอแยะมากมาย “เรียกได้ว่าแทบไม่ได้ร้องเพลงเลย แสดงหนังเป็นร้อยๆ เรื่อง พอทีวีบูมขึ้น ละครก็เยอะ อาจมีดาราบางคนที่ไม่ยอมแสดงละครทีวี แต่ผมคิดว่าอะไรที่เป็นงาน ผมรับหมด เพราะถือว่านี่คือโอกาส”

ล่าสุด เศรษฐาได้รับการติดต่อให้แสดงเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) ในภาพยนตร์เรื่อง “ขรัวโต” ซึ่งเขายินดีและเต็มใจที่จะรับบทบาทนี้ โดยสิ่งที่เขาทำก่อนเข้ารับการแสดง นั่นคือการบวชเรียน

“การบวชครั้งนี้เป็นโครงการบวชของสมเด็จพระธีรญาณมุนี ที่วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปี ปีละสองครั้ง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เราก็ทำตรงนี้ด้วย และบวชถวายให้สมเด็จโตด้วย เพื่อขออนุญาตท่านที่เราจะรับบทบาทนี้ โดยตั้งจิตอธิษฐานว่าขอให้อย่าเกิดอะไรขึ้นกับเราเลย ขอให้เราประสบความสำเร็จ คาดว่าผู้ชมจะได้ชมปลายปีนี้แน่นอนครับ”

แม้ว่าการบวชในครั้งนี้ จะเป็นการบวชที่ได้ไปศึกษาธรรมะที่ประเทศอินเดียเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่สิ่งที่เศรษฐาได้รับคืนกลับมาสู่ตัวเอง กลับมีมากมายเหลือเกิน

“ผมรู้สึกว่าในชีวิตนี้ไม่เคยทำดีและบริสุทธิ์ขนาดนี้มาก่อน เวลานอนก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครองจีวรเสร็จออกมาเดินเพื่อบิณฑบาต หนาวด้วย รองเท้าถุงเท้าใส่ไม่ได้ แล้วถนนที่อินเดียหินทรายเยอะมาก เดินเหยียบนี่สะดุ้งเฮือก ทั้งเจ็บทั้งหนาว บิณฑบาตเสร็จก็มาฉันเช้า สมเด็จก็ถามว่าไหวไหม ท่านบอกว่าเราทำแค่นี้ แต่พระพุทธเจ้าท่านทำมากกว่าอดทนกว่าเราเยอะ ท่านทิ้งสมบัติ ทิ้งฐานะพระมหากษัตริย์ มาบวชเพื่อช่วยเหลือชาวโลก ท่านตรัสรู้แล้วก็ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาทไปไม่รู้กี่เมือง เดินทีสามเดือนสี่เดือน ไม่มีรถนั่ง เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สึกท้อ เจ็บ เมื่อย ปวด ให้ระลึกถึงแล้วจะหาย ซึ่งก็จริงนะ เราเดินรอบหนึ่งก็เกือบหนึ่งกิโลฯ แล้วท่านให้เดินสามรอบอย่างน้อย หกรอบ เก้ารอบ แต่ก็สามารถทำได้”

สำหรับอีกบทบาทสำคัญในชีวิต คือการเป็นพิธีกร จากรายการมาตามนัด จนมาถึงรายการทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 1-10 เศรษฐา เผยว่า นี่ก็เป็นอีกโอกาสที่เข้ามา และเขาก็ได้คว้าไว้

“หลังจากเลิกร้องเพลงแล้วผันตัวเองมาแสดงหนังกับละคร จากนั้นก็กลายมาเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นบริษัท รัชฟิล์ม ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการของช่อง 5 รวมถึงรายการมาตามนัดด้วย เรียกผมไปคุยเพราะอยากให้กำกับละครให้ โดยตอนนั้นรายการมาตามนัดก็ทำไปได้ปีกว่าแล้ว มีพิธีกรคือคุณอภิชาติ (หาลำเจียก) กับคุณอัจฉราพรรณ (ไพบูลย์สุวรรณ) พอรายการครบสองปีเขาก็อยากเปลี่ยนพิธีกรเลยมาชวนผมไปทำ

ตอนแรกก็ไม่มั่นใจ แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ใครเอาอะไรมาให้ทำ แม้ว่าจะไม่คุ้นเคย ก็จะบอกว่า ได้ครับไว้ก่อน แล้วเราค่อยมาคิดว่าเราจะทำตัวยังไง คือตอนนั้นก็เห็นอยู่ว่าพิธีกรเป็นยังไงแต่เราไม่เคยทำ เราก็ยื่นข้อเสนอกับทางบริษัทว่าผมขอเป็นตัวของผมเอง ขอสามเดือนในการลองทำในแบบของตัวเอง ถ้าไปไม่ไหวก็เลิก ซึ่งบริษัทก็ไม่ว่าอะไร และคุณญาณี (จงวิสุทธิ์) ที่เป็นพิธีกรคู่กันก็บอกว่า แล้วแต่พี่ ก็เลยทำมาตามนัดในแบบบ้าบอคอแตกกันไป ซึ่งสมัยก่อนไม่มีนะพิธีกรที่มาพูดเล่นหัวกันแบบนั้น เพราะพิธีกรต้องเรียบร้อยผูกเนกไท ผมนี่บ้ามากนะ ตรุษจีนก็แต่งจีน สงกรานต์ก็นุ่งผ้าขาวม้า 3 เดือนเท่านั้นมันดังมาก ก็ประสบความสำเร็จ ทำอยู่ประมาณ 10 ปี”

จนกระทั่งมาทำรายการทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ซึ่งเป็นรายการที่ค่อนข้างจะบล็อกพิธีกรไว้ สคริปต์ต้องเป๊ะ เล่นไม่ได้ เพราะมีเวลาจำกัด “เราก็ถามเขาว่ามันจะเหมาะเหรอ หรือใครเป็นก็ได้หรือเปล่า แต่เขาก็บอกว่าให้ลองดู ซึ่งผมเป็นประเภทที่ใครมาหา ก็ไม่อยากปฏิเสธ เพราะเขามาหาเราแสดงว่าเขาให้เกียรติเรา คนที่มาจ้างเราคือคนที่ให้เกียรติเรา เอางานมาให้เราทำ เอาเงินมาให้เราใช้ ผมก็เลยโอเค ลองดูก็ได้ ปีหนึ่งก่อนแล้วค่อยว่ากัน ซึ่งมันก็บูมแบบน่ากลัว ตั้งแต่ปีหนึ่ง ปีสอง ปีสาม ปีสี่ ไล่มาจนปีที่ 10 เป็นสิบปีที่ผมทำหน้าที่บีบหัวใจผู้ชมอยู่ไม่ใช่น้อย”

อย่างไรก็ตาม เศรษฐา เผยว่า รายการที่เขาทำ มันก็คงต้องไปตามกาลเวลา เมื่อรายการไม่อยู่แล้ว ก็คงไม่มีเขา หรือถึงรายการจะอยู่ ก็อาจจะไม่มีเขา เนื่องจากเขารู้สึกอิ่มตัวแล้ว ทุกวันนี้เขาก็มีความสุขกับการทำธุรกิจช่วยลูกสาว เล่นคอนเสิร์ต ทั้งกับวงดนตรีของเขาเอง ทั้งร่วมแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับศิลปินท่านอื่นๆ ปีหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้ง (ล่าสุด คอนเสิร์ตกล่อมกรุง)

มาคุยเรื่องชีวิตกับเศรษฐา ถ้าไม่พูดถึงคู่ชีวิต (อรัญญา นามวงศ์) คงเป็นไปไม่ได้ เขาเผยว่า อยู่เป็นคู่กันมานาน มันต้องมีทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดา แต่เคล็ดลับประคองรักของคนทั้งคู่คือ พอต่างคนเริ่มขึ้นเสียงปุ๊บ เป็นอันว่าทุกคนต้องหยุด ต่างคนต่างอยู่กันไปคนละห้อง สักพักหนึ่งก็ดี หิวข้าวก็มาเรียกให้ไปกินข้าวกัน แล้วก็หาย

“สิ่งสำคัญคือความเข้าใจ ไม่เข้าใจก็หยุดไว้ก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าสำคัญไหมที่เราต้องมาคิดเรื่องนี้ทีหลัง หรือจะปล่อยมันเลยไป ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นก็ปล่อยไป แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องรื้อฟื้นก็ค่อยมาคุยกันว่ามีความเห็นยังไง พอเราอารมณ์เย็นแล้วก็จะรู้ว่าใครผิด ก็จะขอโทษกัน ก็จบ”

วันที่ภรรยาล้มป่วยด้วยโรคเลือดออกในสมองแตก เขาย่อมมีความทุกข์ใจเป็นธรรมดา “ในความทุกข์ใจของเรา ต้องเป็นความสุขของเขา เราต้องทำให้ผู้ป่วยมีความสุข ถึงแม้เราจะเครียดว่าเขาจะหายไหม จะเป็นอะไรไหม จะอยู่กับเราต่อไปหรือเปล่า บางทีเราก็คิดไปไกล ขณะเดียวกันเราก็ต้องปลอบใจ ต้องดูแล ให้เขาเห็นว่ายังมีคนคอยอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ทอดทิ้งกัน ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน”

ในฐานะผู้ให้ความสุขความบันเทิงแก่ผู้คน ให้ความรักความเอาใจแก่ภรรยาและลูกสาว เขายังเป็นผู้ให้ในเรื่องของการช่วยเหลือชาวนา ที่เขายืนยันว่า ในเวลาที่ชาวนาลำบาก ขณะที่รัฐบาลก็ยังวุ่นวายอยู่ ยังช่วยอะไรได้ไม่เต็มที่ ประชาชนทุกคนควรต้องมีส่วนช่วยสนับสนุน แล้วจริงๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แค่เอาเงินไปฝากไว้ให้เอาไปใช้ก่อน แต่ในที่สุดก็ได้กลับคืนมา นอกจากนี้ เขายังดูแลมูลนิธิสวัสดิการนักแสดงอาวุโสอีกด้วย

“ไม่ว่าชีวิตของผมจะผ่านอะไรมามากมาย ผมได้รับสิ่งที่เป็นมงคลของชีวิตสูงสุดมาหลายครั้ง ที่สูงที่สุดเลยคือ ถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตุ๊กตาทองพระราชทาน (จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) สุดท้ายก็คือการได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นเดียว