พุทธะอิสระ"ถ้าฉันชั่วก็เพราะรักชาติมาก"

วันที่ 03 มี.ค. 2557 เวลา 07:13 น.
พุทธะอิสระ"ถ้าฉันชั่วก็เพราะรักชาติมาก"
โดย...ทีมข่าวการเมือง

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ตัดสินใจยุติยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” แล้ว แต่ ณ วันนี้ เวที “แจ้งวัฒนะ” ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม ภายใต้การดูแลของการ์ดมืออาชีพ เฝ้าระวังทุกฝีก้าวของทุกคนที่ผ่านเข้าออก ท่ามกลางวงล้อมเขต “สีแดง” อันมีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าของพื้นที่

“โพสต์ทูเดย์” มีนัดกับ “พระพุทธะอิสระ” เจ้าอาวาสวัด   อ้อน้อย จ.นครปฐม รับบทเป็นแกนนำเวทีแจ้งวัฒนะตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา และถือว่าสร้างสีสันจากยุทธวิธีการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนว ต่างจากคนอื่น

ในวันที่สังคมเรียกหา “การเจรจา” ระหว่างสองฝ่าย หลังอุณหภูมิความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาผู้นี้ก็เดินออกจากเวที เพื่อเข้าสู่เวทีการเจรจาร่วมกับตัวแทนรัฐบาล

แต่ในมุมมองของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ภาพของพระพุทธะอิสระถูกวิจารณ์มากมาย จากการปรากฏตัวของกองกำลังนักรบ    ป๊อปคอร์นพร้อมอาวุธหนักที่ยิงต่อสู้กับฝ่ายเสื้อแดงที่หลักสี่ ภาพของพระภิกษุผู้นี้นับเงินหลักแสนบาท หลังขอค่าเสียเวลาคืนจากผู้จัดการโรงแรมเอสซีปาร์ค ขณะที่วันต่อมาพระพุทธะอิสระก็เคลื่อนขบวนไปปิดสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ทุกข้อเคลือบแคลง พระพุทธะอิสระชี้แจงกับเรารวมถึงบทบาทของพระที่ข้ามแดนเป็นแกนนำขับไล่รัฐบาล

เช้านี้ “พระพุทธะอิสระ” ยังคงมีภารกิจรัดตัวตามปกติ หลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบพื้นที่ชุมนุมแล้ว พระพุทธะอิสระยังต้องให้สัมภาษณ์สื่อและกำหนดทิศทางความเคลื่อนไหวในวันต่อไป สถานที่ทำงานประจำของพระพุทธะอิสระคือภายในร้านขาย “บ้านเรือนไทย” ซึ่งหากใครใช้ถนนแจ้งวัฒนะเป็นประจำก็จะสังเกตเห็นร้านนี้อยู่ติดรั้วกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 ตรงข้ามกรมการกงสุล

จนถึงขณะนี้ พระพุทธะอิสระยังยืนยันคำเดิมว่า เวที    แจ้งวัฒนะยังคงอยู่ต่อไป แม้ สุเทพ จะตัดสินใจยุบเวทีปทุมวัน ราชประสงค์ อโศกฯ ไปรวมกับเวทีสีลมแล้วก็ตาม รวมถึงจะปักหลักสู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ สู้จนตาย!

พระพุทธะอิสระ บอกว่า สุเทพ ไม่เคยขอให้ยุบเวที เพียงแค่เปรยมาตลอดว่า หากไม่ไหวและรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจากการชุมนุม ก็สามารถไปรวมเวทีกับ กปปส.จุดอื่นได้

“ฉันมองว่าฉันไม่ได้อันตรายอะไร ฉันว่าเวทีนี้ยังอยู่ได้ พี่น้องเขาก็ไม่ยอมไป วันนี้ถ้าไปรวม ป่านนี้ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอนแรกให้ไปรวมอยู่ที่ห้าแยกลาดพร้าว วันนี้ยุบไปแล้ว ฉันต้องยุบตามเขาไปด้วยอีกมั้ย กระเซอะกระเซิงเป็นเขมรแตกทัพ เราว่าเราอยู่ของเราตรงนี้ เราก็พอจะรักษาตัวได้”พระพุทธะอิสระชี้แจงถึงเหตุผลที่ยังปักหลักต่อไป

พระพุทธะอิสระ ยืนยันว่า ที่ยังตั้งเวทีอยู่ขณะนี้ ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกับ สุเทพ หรือแกนนำคนอื่นๆ และยังต่อสายหากันทุกวัน และคุยกันวันละหลายสิบนาทีด้วยซ้ำ โดยยืนยันว่า    เป้าหมายยังคงมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกัน เพียงแต่   ยุทธวิธีอาจแตกต่างกัน

“ยุทธวิธีของฉันคือต้องเห็นเป้าชัดเจน เห็นผลชัดเจน เป็นเนื้อเป็นหนัง จับต้องได้ ไม่ใช่ไปแล้วไปยืนด่า ไปพูดกับอากาศ อย่างที่เอสซีปาร์ค เราโจมตีธุรกิจตระกูลชินชัดเจน ส่วนที่วอยซ์ทีวีที่ไปก็ต้องการทำให้สื่อได้รับรู้ว่าหน้าที่ที่ควรจะทำ ต้องรอบด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง วันนั้นเห็นๆ เลย ฉันอยู่ด้านหน้า ก็หาว่าฉันไปตบทรัพย์ สื่อนำเสนอด้านเดียว ด้านที่เป็นประโยชน์กับพวกพ้องตัวเองเท่านั้น ไอ้ที่ไปลงว่าชาวนาเป็นตัวปลอม   ชาวนาไปรับจ้างหากิน ก็ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน”

“นี่คือสาเหตุที่คนมาร่วมชุมนุมเวทีนี้ เพราะเขาสัมผัสได้ว่าที่นี่มันก้าวหน้า เป็นรูปธรรมจับต้องได้ทุกวัน ที่นี่ไม่พายเรือวนในอ่าง ซึ่งก็จะพูดส่งสัญญาณไปทุกเวทีเสมอว่าอย่ามานั่งด่ากันอยู่เลย เพราะด่ามา 3 เดือนแล้วก็ยังไม่ชนะ ทำไมไม่พูดว่าวันนี้จะทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร แล้วหาทางออกอย่างไร ก้าวต่อไปอย่างไร”พระพุทธะอิสระ ชี้แจง

ไม่เคยต่อสายผู้นำเหล่าทัพ

หากจำกันได้ ภาพการปะทะกันของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายและคนเสื้อแดงกลุ่ม “โกตี๋” ที่แยกหลักสี่ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.นั้นเป็นประจักษ์พยานแรกว่าฝ่าย กปปส.มีอาวุธสงครามพร้อมตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามหากเข้ามาใช้ความรุนแรง จนเป็นภาพปรากฏออกไปทั่วโลกเมื่อมือปืนใช้ถุงยี่ห้อ “Popcorn Kolk” ยิงใส่ฝั่งตรงข้ามจนแตกกระเจิงจนกล่าวขานต่อมาว่า “นักรบป๊อปคอร์น” มาช่วยพระพุทธะอิสระ

พระพุทธะอิสระเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า กองกำลังป๊อปคอร์นไม่ใช่ของหลวงปู่และไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการใช้อาวุธหนักกระหน่ำยิงขนาดนั้น

“คืนก่อนหน้านั้นผู้บังคับการจังหวัดนนทบุรีมาคุยกับฉัน ท่าน ผบ.ราบ 11 (พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี) รวมถึงผู้อำนวยการเขตหลักสี่ มาบอกว่า หลวงปู่ครับ วันนี้มันจะมีกองกำลังของโกตี๋มาถล่ม ขอให้พี่น้องไปหลบอยู่ใต้ถุนอาคารสำนักงานเขต ฉันก็บอกว่า ฉันไม่ไปหรอก เพราะฉันเป็นห่วงการ์ด ต้องเผชิญอันตราย และถ้าเขาบุกเข้ามาได้ ในอาคารนี้มันก็ไม่เหลืออะไรเหมือนกัน ฉันก็นั่งบัญชาการอยู่ข้างหน้าละกัน ให้พี่น้องเข้าไปหลบข้างใน”

“ฉันกะจะเอาตัวเองล่อเป้าเหมือนกัน ให้โกตี๋มันยิงสักโป้งหนึ่งจะได้จบ ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ เช้าวันนั้นฉันก็โทรบอกคุณสุเทพว่าอย่าส่งใครมาช่วยนะ สุดท้ายคุณอิสสระ สมชัย กับพี่น้องเขารู้ว่าเราลำบาก ก็เลยส่งคนมาช่วย เราก็เลยอยู่ในวงล้อม”

อย่างไรก็ตาม พระพุทธะอิสระ ยืนยันว่า หากอยู่ในเหตุการณ์ก็คงห้ามไม่ให้มีการใช้อาวุธหนัก เพราะไม่อยากให้ใครต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม เพราะใจของหลวงปู่ คือต้องการเมตตากับทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน

ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ซึ่งพระพุทธะอิสระยอมรับกับเราว่าต่อสายให้ลูกศิษย์ซึ่งเป็นทหารจากราบ 11 และ ปตอ.ออกมาช่วยดูแลประชาชน ทั้งที่มีคอนเนกชั่นกับทหารระดับผู้นำเหล่าทัพทั้งสามเหล่าทัพเต็มไปหมด ซึ่ง พ.อ.ทรงวิทย์ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้วยการส่งทหารมาเฝ้าระวังเหตุร้ายให้ และร่วมกันพาผู้ชุมนุมออกจากวงล้อมสมรภูมิที่ดุเดือดในวันนั้น

ส่วนสาเหตุที่เวทีแจ้งวัฒนะไม่เคยเกิดเหตุร้ายจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสเลยนั้น พระพุทธะอิสระ ยืนยันว่า ไม่ได้มาจากการมีทหารหรือมีกองกำลังพิเศษคุ้มกัน มีเพียงการ์ดที่คุมเข้มกับเวทีอื่น สำคัญคือ มี “การข่าว” จากบุคคลลึกลับที่พระพุทธะอิสระรับฟังผ่านวิทยุสื่อสารทุกนาที ซึ่งพระพุทธะอิสระยืนยันว่าการข่าวของเขาแม่นสุดๆ

หลังเกิดเหตุปะทะที่หลักสี่ใหม่ๆ มีภาพหนึ่งที่แชร์กันในโลกออนไลน์ทั่วไป คือภาพของพระพุทธะอิสระนั่งอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ซึ่งเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ถึง 4 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านการตีความว่า นักรบเหล่านี้อาจมาจากการประสานของ ผบ.ทบ.เพื่อขอให้เข้ามาช่วยก็เป็นได้

“ฉันไม่เคยต่อสายทหาร แล้วก็ไม่รับสายด้วยหากเขาต่อสายมา ฉันพูดกับคุณสุเทพว่าการปฏิรูปบ้านเมืองครั้งนี้ ไม่อยากให้ทหารมามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง อยากให้ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยน้ำมือประชาชน แล้วฉันก็จับมือกับคุณสุเทพยืนยันว่าจะไม่ให้ทหารออกมา” พระพุทธะอิสระตอบคำถามเรื่องบิ๊กสีเขียวหนุนหลัง

รูปที่ทั้ง 4 ผบ.ทบ.นั่งเรียงกันนั้น พระพุทธะอิสระ บอกว่า อันที่จริงยังถือว่าน้อย เพราะความจริงแล้วยังมีผู้นำของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ แม้กระทั่งตำรวจก็เดินทางมากราบหลวงปู่ที่วัด  อ้อน้อยอยู่เสมอ โดยผู้นำเหล่าทัพส่วนใหญ่ เข้าหาหลวงปู่ตั้งแต่ยังไม่ได้ติดยศพลเอก ซึ่งหลวงปู่บอกว่า ตอนพวกเขามาก็ไม่ได้ทำ  คุณไสยหรือทำพิธีอะไรให้ เพียงแต่เป็นการกราบไหว้ในพิธียก พระตามปกติ อย่างไรก็ตาม มีคำพูดติดตลกในหมู่บิ๊กๆ สีเขียวว่าใครอยากเป็นผู้บัญชาการทหารบกต้องเข้าหาหลวงปู่

“แหม พูดอย่างนั้นทำอย่างกับว่าฉันเป็นคนแต่งตั้ง (ยิ้ม) วันนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาเข้ามาหาฉันกันทำไม เพราะฉันเองไม่เคยทำคุณไสย ต่อชะตา เสริมดวง อะไรทั้งสิ้น ถ้าอยากรู้คุณต้องไปถามเขา แต่ถ้าให้เดาคงอาจเป็นเพราะฉันมีจุดยืนที่แน่วแน่ พูดคำไหนก็ทำอย่างนั้น ไม่เสแสร้ง ไม่ใส่หน้ากากเข้าหาใคร และจริงใจเสมอมั้ง” พระพุทธะอิสระเล่าให้ฟัง

ไม่เพียงแต่ผู้นำเหล่าทัพเท่านั้น แต่ตระกูลชินวัตรเองก็เคยเข้าหาพระพุทธะอิสระมาก่อน โดยเฉพาะ “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของพระพุทธะอิสระด้วยซ้ำ

“คุณชัยสิทธิ์เขาก็เข้าไปหาฉันตั้งแต่สมัยยังเป็นพันโทอยู่ที่เขากรวด จ.ราชบุรี หลังจากนั้นเขาก็โดน พล.อ.ชวลิต (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี) เตะโด่งไปอยู่ใต้เป็นสิบปี พอน้องชายเป็นใหญ่เลยเอาพี่มาดำรงตำแหน่ง คุณชัยสิทธิ์นั้นไม่ว่าใครจะว่าเขาดีเขาชั่ว เขาเจอฉันที่ไหนเขาก็กราบฉัน ตอนนั้นเจอกันที่สนามบินเชียงใหม่ เขาก็ยังมากราบเหมือนปกติ” พระพุทธะอิสระเล่าให้ฟัง

ใครกันแน่ทำลายศาสนา

แม้การชุมนุมทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไทยจะมีอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีพระสงฆ์ห่มผ้าเหลืองมาเป็นแกนนำคุมเวที จนกระทั่ง นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์     ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องแถลงข่าวว่า พระพุทธะอิสระทำผิดวินัยสงฆ์

“เหตุที่พระต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะศาสนจักรต้องเป็นที่พึ่งของอาณาจักร แต่คณะราษฎรมายึดอำนาจการปกครองเป็นประชาธิปไตยในปี 2475 คณะราษฎรก็ปฏิเสธการคงอยู่ของศาสนจักร เพราะศาสนจักรฉลาด ปกครองยาก ถึงขนาดบางครั้งยุคของคณะราษฎรยังยัดข้อหาให้พระพิมลธรรม เพราะศาสนจักรเข้ามาวุ่นวายในอาณาจักร บอกว่าเรื่องอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เลยโดนข้อหากบฏ เพราะฉะนั้นอาณาจักรเขาพยายามทำให้ศาสนจักรเป็นภาพงามๆ เป็นศาลพระภูมิให้นั่งไหว้อย่างเดียวไม่ต้องมาวุ่นวายอะไร”พระพุทธะอิสระอธิบายให้ฟัง

พระพุทธะอิสระ บอกอีกว่า วิธีคิดที่ว่าพระต้องห่างจากการเมืองนั้น ทำให้ศาสนจักรกลายเป็นเหมือน “กาฝาก” เพราะจะไม่สนใจสังคม เพราะไม่สนใจสุขทุกข์ของอาณาจักรไปทันที แล้วยิ่งทำให้สังคมไทยซึ่งเคยมี “บ้าน วัด โรงเรียน” เป็นเสาหลักสำคัญ ถูกเปลี่ยนให้เป็นสังคมของทุนนิยม บริโภคนิยม มากขึ้น

ส่วนที่สำนักพุทธฯ ออกมาขู่นั้น พระพุทธะอิสระตอบว่า ไม่แปลกใจ เพราะขณะนี้สำนักพุทธฯ ถือเป็นเครื่องมือของทรราช ซึ่งสามารถขู่ได้ทุกคน แต่ถามว่าขู่แล้วทำได้จริง มีกฎหมายรับรอง หรือเอาผิดได้หรือไม่ ซึ่งก็เห็นชัดว่าสำนักพุทธฯ ทำอะไรไม่ได้

“ประเทศอื่นที่นับถือศาสนาพุทธเขาก็มีพระออกมา   เคลื่อนไหวทางการเมืองกันหมด ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา พม่า เขมร ลาว ญี่ปุ่น เวียดนามก็มี มีประเทศไทยประเทศเดียวที่มีศาสนาพุทธแล้วเห็นว่าพระเป็นตัวอันตรายของอาณาจักร ทั้งที่อดีตสมัยสุโขทัยก็มีพระเป็นที่ปรึกษาในฝ่ายอาณาจักรเสมอมา แต่เราพยายามจำกัดสิทธิของพระให้อยู่ในที่แคบๆ แล้วก็บอกว่าอย่ามาวุ่นวาย มีหน้าที่สวดมนต์ ภาวนา ฉันเพล สวดผีไป ตามจตุปัจจัย มันเป็นที่พึ่งได้ไม่ครบองค์ประกอบ” พระพุทธะอิสระ ระบุ

“ฉันว่าฉันทำอย่างนี้ยังไม่ชั่วเท่ามีตังค์แล้วเลี้ยงเมียนะ ฉันบอกว่าถ้าฉันปฏิรูปสำเร็จ คนไทยทุกคนชนะ ฉันจะปฏิรูปศาสนา แล้วฉันจะยึดทรัพย์พระทั้งหมดที่รวยเกินไป เอาทุกวัดเลย เพราะพระเวลานี้บางองค์ร่ำรวยมหาศาล มีเงินหลายร้อยล้าน การไม่พูด ปล่อยให้ปลวกมันกินไส้นี่ล่ะการทำลายศาสนา มันทำลายจนกลวงไปหมด เหลือแต่โครง สุดท้ายก็ล้ม ฉันมีหน้าที่กำจัดปลวก”

ถามว่า การมีพระเป็นแกนนำจะทำให้ภาพลักษณ์ของพระเสียหรือไม่ พระพุทธะอิสระ ตอบว่า วันนี้ไม่สนใจ รวมถึงเชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ หากจะกลายเป็น ความชั่ว ก็คงจะชั่วเพราะรักชาติมากไป ให้กับคนอื่นมากเกินไป เสียสละเยอะเกินไป จนกลายเป็นความชั่วในสายตาคนอื่น

“วันก่อนมีนักข่าวมาถามว่าหลวงปู่ไปยืนนับเงินที่เอสซีปาร์คทำไม ภาพมันเสียหาย ฉันก็ถามกลับว่านับเงินมันผิดตรงไหน เรานับก็เพราะว่าเขาให้เรา ไม่ได้ให้ลูกศิษย์ ถ้าบอกว่ากลัวเสียภาพพจน์ ว่าเรารักษาตัวเองมากกว่าชีวิต แล้วประโยชน์พี่น้องล่ะ ถ้าห่วงภาพตัวเอง แล้วเราจะทำงานเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างไร”

“ฉันไม่ห่วงว่าจะเน่า ฉันไม่สนใจหรอกว่าภาพฉันจะดีไม่ดีอย่างไร ฉันสนใจว่าพี่น้องประชาชนได้รับความปลอดภัย ถ้าฉันยังรักษาภาพ ฉันก็ไม่ควรจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าแกนนำทั้งหลายยังห่วงภาพพจน์ของตัวเอง ก็แสดงว่าทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ของคนทั้งหลาย ถ้าเป็นช้างศึกสงคราม ไม่มีช้างศึกตัวไหนที่ไม่โดนธนู ไม่โดนหอก ถ้าช้างตัวนั้นขี้ขลาดแล้ววิ่งหนี ก็ไม่ชนะศึก เราต้องก้าวไปข้างหน้า ยิ่งรู้ว่าโลกก้าวไปเร็วแค่ไหน เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้ถึงเส้นชัยเร็วขึ้น”

ต้องจบด้วยการเจรจา

หลังเกิดการเจรจาลับกันระหว่างพระพุทธะอิสระ และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พี่เขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงก็ดูจะคลี่คลายลงตามลำดับ เพราะทั้งสองทำให้เห็นว่าเริ่มเห็นหนทางสว่างของการเจรจาแล้ว

“ก่อนเจรจา ฉันโทรไปคุยกับคุณสุเทพมาก่อนแล้วว่าจะคุยกับคุณสมชัย (ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ขอให้ไปเจรจากับคุณสมชายนะ ซึ่งคุณสุเทพเองก็ไม่ได้ว่าอะไร บอกว่าหลวงปู่ตัดสินใจเลย เพราะชื่อหลวงปู่คือ ‘พุทธะอิสระ’ ตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ที่ฉันตัดสินใจคุยก็เพื่อต้องการสร้างบรรยากาศการเจรจาลดความรุนแรง เพื่อทำให้ฝ่ายที่จะก่อการจะได้รู้สึกว่ามีการพูดคุย ถ้าหากมีการทำอะไรที่รุนแรงไป สุดท้ายคุณก็จะกลายเป็นจำเลยและแพะรับบาปด้วย” พระพุทธะอิสระ เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่มีการเสนอให้เจรจา กลับเกิดเหตุสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และมีการนำตำรวจมาล้อมเวทีแจ้งวัฒนะ จึงทำให้ต้องเลื่อนการเจรจาต่อไปก่อน เนื่องจากคู่เจรจาสร้างสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบรรยากาศการเจรจา ทำให้ไม่ไว้วางใจ จึงต้องเลื่อนมาเรื่อยๆ ทั้งนี้หลังจากศาลแพ่งตัดสินเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงได้มีสัญญาณเจรจากลับมาอีกครั้งหนึ่ง

“พอฉันรู้ว่าเขาเอาคุณสมชายมาคุยด้วย ฉันก็ตอบตกลง แต่เขากลับมานัดในวันที่ฉันไปวอยซ์ ทีวี ซึ่งตอนนั้นมันสายไปมากแล้ว เพราะมีปัญหาเล็กน้อยที่วอยซ์ ทีวี แต่คุณสมชายก็พยายามโทรมา 3-4 ครั้ง ฉันก็ขอเลื่อนเจรจาออกไป เพราะคงมาไม่ทัน แต่พอฉันกลับมาถึงตอนสี่โมงครึ่ง คุณสมชายยังนั่งรออยู่ ฉันก็เลยขึ้นไปนั่งคุยด้วย” พระพุทธะอิสระ เล่าให้ฟัง

พระพุทธะอิสระย้อนคำพูดบนโต๊ะเจรจาให้ฟังว่า บนโต๊ะเจรจามี 4 คน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง พูดคุยกันธรรมดา รักษาท่าที พร้อมกับเสนอเรื่องปัญหาของชาวนา ว่าทำอย่างไรให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้มีเงื่อนไขพิเศษอะไร พอจบแล้ว สมชัยก็เสนอว่า สัปดาห์หน้าหากสถานการณ์ความรุนแรงดีขึ้น ไม่มีการปะทะระหว่าง 2 ฝ่าย และไม่มีการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้เสียบรรยากาศ ก็อาจมีการเจรจาอีกรอบ โดยรอบหน้าอาจมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดคุยกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือสุเทพ คุยกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า สุเทพ จะไม่คุยด้วย เพราะนายกฯ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้

“ทางฝ่ายคุณสมชายเองยังบอกเลยว่า ไม่สามารถสั่ง ร.ต.อ.เฉลิม ได้ทุกเรื่อง นั่นก็เป็นที่เข้าใจว่าคนที่สามารถสั่งเฉลิมได้อยู่ที่ดูไบ ขณะที่คนเสื้อแดงเอง คุณสมชายก็ไม่สามารถควบคุมได้|เช่นกัน ฉันยังเสนอบนโต๊ะเจรจาว่า คุณธิดากล้าไหมที่คุยว่าต่อสู้เพื่อประชาชนจริงๆ แล้วตอนนี้ชาวนาเดือดร้อน ทำไมคุณไม่มาเรียกร้องเงินให้ชาวนา ลองมาช่วยหาสวัสดิการ หรือหลักประกันให้ชาวนา เพื่อวันข้างหน้าไม่ต้องออกมาเรียกร้องกลางถนนอีก เพื่อให้มีอำนาจต่อรอง ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของโรงสีหรือรัฐบาล อันนี้คือประโยชน์สุขกับชาวนา แล้วเลิกต่อสู้กันเรื่องไพร่กับอำมาตย์ เพื่อให้บ้านเมืองนี้เป็นคำตอบ ไม่ใช่มีแต่ความขัดแย้งทุกวันนี้”พระพุทธะอิสระ ระบุ

แม้จะรู้ว่า สมชาย ไม่ได้มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ แต่พระพุทธะอิสระยังเชื่อว่าการเจรจานั้นมาถูกทางแล้ว เพราะอย่างน้อยสถานการณ์ที่ทุกคนคาดว่าอาจจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ นั้น กลับผ่อนลงได้ในช่วงที่เจรจาผ่านพ้นไป

เมื่อถามถึงข้อเสนอในการเจรจาครั้งต่อไปนั้น พระพุทธะอิสระ บอกว่า จะเสนอให้นักการเมืองทุกฝ่ายลดอัตตา ลดอีโก้ลง เพื่อให้เห็นความสุขทุกข์ของประชาชน และเอาประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกันหากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา นักการเมืองทั้งสองฝ่ายก็ควรถอย แล้วปล่อยให้กระบวนการปฏิรูปดำเนินการโดยประชาชน ไม่ต้องมีนักการเมืองเกี่ยวข้อง เพราะสุดท้ายก็จะเป็นประโยชน์ของนักการเมืองฝ่ายเดียว แล้วบ้านเมืองก็ไม่ได้รับคำตอบที่ควรจะเป็น แล้วสุดท้ายก็กลับมาเดินขบวนอีกรอบ

ถามว่า หากฝ่ายรัฐบาลบอกให้ยุติการชุมนุมจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่ พระพุทธะอิสระ บอกว่า การพูดแบบนี้เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากรัฐบาลทำให้ประชาชนออกมา จึงต้องดับปัญหาที่ต้นเหตุ วันนี้รัฐบาลต้องคิดให้ได้ว่าใครสร้างปัญหา จนเรียกให้ประชาชนออกมากินนอนบนท้องถนน

“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ฉันคงไม่ออกมาจากวัด อยู่วัดสบายกว่า เพราะฉันก็มีงานของฉันทำ ที่ฉันออกมาเพื่อเป็นตัวชะลอความรุนแรง หยุดยั้งความสูญเสียในระดับหนึ่ง หากเวที กปปส.แจ้งวัฒนะไม่มีอาตมาดูแลอยู่จะเกิดอะไรขึ้น มันคงเน่าไปนานแล้ว (หัวเราะ) ถ้าฉันไม่อยู่ก็ตายกันอีกหลายศพ เราอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดงสารพัด”

“แต่ตอนนี้ฉันเห็นว่า ทักษิณ เขาไม่อยากเจรจาแล้ว เขากำลังขับเคลื่อนกำลังพลเสื้อแดงมาบดขยี้ กปปส. เพราะเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่จะทำให้อยู่ในอำนาจได้ นั่นเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะศาล กฎหมาย ตำรวจ ทหารก็พึ่งไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องใช้บริการคนเสื้อแดง อาตมาไม่อยากเห็นสงครามกลางเมือง พี่น้องไทยมาฆ่ากันเอง”พระพุทธะอิสระ กล่าว

พระพุทธะอิสระ บอกอีกว่า เมื่อทักษิณลงมือระดมคนเสื้อแดงมากขนาดนี้ คงจะไม่ต้องการให้จบด้วยการเจรจา เพราะฉะนั้นการเจรจาที่ทำอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงฉากหนึ่งที่เขาเล่น เพื่อให้ดูว่าพยายามแล้วเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วต้องการให้เกิดความแตกหัก ซึ่งสุดท้ายก็จะเสียประโยชน์ทั้งประเทศชาติและประชาชน ซึ่งรวมถึงคนเสื้อแดง กปปส. และประเทศชาติที่เสียหายด้วย คนที่ไม่เสียคนเดียวมีเพียง ทักษิณ เท่านั้น

ยึดหลวงพ่อชา เป็นพระต้นแบบ

ก่อนที่หลวงปู่พุทธะอิสระจะออกมาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน สู้กับระบอบทักษิณหลายคนคงจดจำกันได้ว่า ภาพของหลวงปู่พุทธะอิสระ คือภาพที่ออกมาตอบโต้กับพระชื่อดังอย่าง “หลวงปู่เณรคำ” หรือ “หลวงพ่อเกษมอาจิณณสีโล” แห่ง จ.เพชรบูรณ์มาแล้ว และ ก็เป็นหลวงปู่พุทธะอิสระคนนี้ที่เคยประกาศขายวัดอ้อน้อยมาแล้ว ในราคา2,000 ล้านบาท

แม้ภายนอกจะดูโผงผาง ปากกล้า แต่อันที่จริงหลวงปู่พุทธะอิสระ ล้วนมีพระเกจิสายปฏิบัติ เป็นต้นแบบในการเรียนรู้ทั้งสิ้น!

“ฉันนับถือหลวงพ่อชา สุภัทโธ เพราะสมัยเป็นพระใหม่ๆ เคยไปเที่ยววัดหนองป่าพง ที่จ.อุบลราชธานี แล้วก็ได้เห็นปฏิปทาของท่าน หลังจากนั้น ก็ได้รับการนิมนต์ให้ไปช่วยระงับอธิกรณ์ 15 ข้อ นอกจากนั้น ฉันก็นับถือหลวงปู่โต๊ะ เพราะสมัยนั้นฉันเคยสัมผัสใกล้ชิด เพราะฉันอยู่ที่ถ้ำรังเสือ ส่วนหลวงปู่โต๊ะท่านอยู่ที่ถ้ำสิงโตทอง จ.ราชบุรี ก็เห็นว่าท่านน่าเคารพเลื่อมใส”

พระอีกรูปหนึ่ง ที่หลวงปู่พุทธะอิสระ นับถือมากก็คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เพราะ โดยในช่วงที่สมเด็จพระสังฆราช ยังมีชีวิตอยู่ มักจะชอบไปหาหลวงปู่พุทธะอิสระ ที่วัดอยู่เสมอ

“ตอนที่ท่านยังทรงพระพลานามัยแข็งแรง ท่านจะทรงเสด็จไป แล้วฉันก็เคยรับใช้สนองงานท่าน ที่ท่านขอให้ตั้งศูนย์วิปัสสนาจารย์ครั้งแรกของประเทศไทย ที่ จ.นครปฐม คณะสงฆ์ภาคที่ 4 แล้วท่านก็ขอให้ฉันเขียนหลักสูตรไปถวายท่าน แล้วก็ประกาศใช้เป็นกฎของมหาเถรสมาคม ท่านเรียกฉันว่าหลวงปู่หนุ่ม”หลวงปู่พุทธะอิสระ เล่าให้ฟัง

2-3 เดือนที่ผ่านมา วัดอ้อน้อยเองประสบปัญหาอย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากโดนทั้งระเบิด และปืนยิงใส่วัด ขณะเดียวกัน หลวงปู่พุทธะอิสระ ซึ่งเป็นเสาหลักในการหารายได้เข้าวัด ก็ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็นแกนนำการชุมนุมอยู่กลางดงคนเสื้อแดง

“ยอมรับว่าลำบาก เพราะค่าใช้จ่ายในวัด เดือนหนึ่งๆ ก็ 4-5 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการชุมนุมที่เวทีนี้วันหนึ่งก็ 5-6 แสนบาท เราก็พยายามประหยัดมากที่สุด ตอนนี้เราก็หวังเหมือนกันว่า คงจะได้รับชัยชนะโดยเร็ว และฉันก็บอกกับแม่ว่า คงไม่เกินกลางเดือนนี้ จะได้กลับวัดแล้ว”หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าว