ทายาทลุงกำนัน "แทน เทือกสุบรรณ"

วันที่ 26 ม.ค. 2557 เวลา 16:30 น.
ทายาทลุงกำนัน "แทน เทือกสุบรรณ"
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม/ธนพล บางยี่ขัน

“เห็นความตั้งใจในตัวพ่อแล้ว ผมก็ภูมิใจในตัวพ่อที่สุด พ่อได้ทำมาถึงจุดนี้ก็ถือว่าเป็นที่สุดของตระกูล”

ความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจของ แทน เทือกสุบรรณ ทายาทคนโต “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่กำลังสร้างวีรกรรม ภารกิจเพื่อชาติที่ยังไม่รู้จะมีบทสรุปอย่างไร แต่นับวันยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้คนหลายวงการอย่างไม่ขาดสาย

“ตระกูลผม ญาติพี่น้องผม อยู่ในม็อบนี้ทุกคน ผมว่ามีหลายร้อยนะ ลูกพี่ลูกน้อง ญาติห่างตำบลที่คุณพ่ออยู่ก็มากันทั้งตำบล ทุกคนภูมิใจหมด และทุกคนเห็นด้วยหมด บางคนมาเป็นการ์ดบ้าง มาเป็นพ่อครัวบ้าง ใครทำอะไรได้มากันหมด หลายคนก็อยากมา แต่ผมบอกว่า อย่าเพิ่ง ทำงานของคุณไปก่อน แล้วผลัดกันมา ทุกคน”

“แทน” คุยกับเราที่หลังเวทีปทุมวันต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาในบรรยากาศเย็นสบาย ขณะเจ้าตัวเพิ่งเสร็จจากการเดินเท้าพบประชาชนร่วมคณะลุงกำนัน ก่อนจะแยกทางมาให้สัมภาษณ์พิเศษ ส่วนกำนันสุเทพยังไม่หมดแรง เดินอาดๆ ไปนำทัพ ขบวนแพทย์ที่ยกพลมาให้กำลังใจสนับสนุนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

เด็กหนุ่มวัย 33 ท่าทางทะมัดทะแมง แววตามุ่งมั่น ไม่มีอาการเหนื่อยให้เห็น มาร่วมต่อสู้กับพ่อตั้งแต่การชุมนุม ครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อน เทียวไปเทียวมา กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี สางงาน บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม ที่เขาดูแลอยู่ จนช่วงหลังยอมทิ้งงานให้คนดูแลแทนเพื่อขึ้นมากรุงเทพฯ อยู่เป็นกำลังใจข้างกายผู้เป็นพ่อ

ภารกิจแต่ละวันของแทน นอกจากคอยเป็นกำลังใจ ทั้งร่วมเดิน เป็นการ์ดครอบครัว ยังนอนเคียงข้างพ่อ แบ่งเวรครอบครัวสลับกันไปอยู่เป็นเพื่อน

สุขภาพของ “ลุงกำนัน” เป็นอย่างไร ในฐานะผู้นำขบวนการภาคประชาชนสูงวัยที่สุด อายุ 64 ปี เดินเท้ารณรงค์ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ในช่วงเวลา 3 เดือน

“จริงๆ คุณพ่อไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร ไม่ค่อยบ่นเรื่องเมื่อยเลยนะ ก็คงเหมือนกับว่า เราทำสิ่งที่เราชอบ ความเหนื่อย ความล้า มันเลยไม่มี ซึ่งก็น่าเซอร์ไพรส์ผมเหมือนกัน เพราะขนาดผมไปเดิน ผมยังเมื่อยมาก ทั้งที่ปกติผมวิ่งเป็นประจำครั้งละ 10 กิโล ผมยังรู้สึกเหนื่อย ใช้เวลายืนร่วม 10 ชั่วโมง แค่ยืนอย่างเดียวก็เมื่อยแล้ว”

แทน บอก สภาพร่างกายพ่อยังฟิตอยู่ ปกติจะมีคุณแม่   ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ภรรยา เป็นคนดูแลทุกอย่าง ทั้งหยูกยา วิตามิน อาหารเสริมเยอะแยะจนบอกไม่ถูก ปัญหาของพ่อคงมีเรื่องไอเท่านั้น เพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่โดยรวมยังดี มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ ทุกอย่างยังจัดการได้ พยายามนอนให้เร็วขึ้น

“เรื่องสุขภาพของพ่อไม่ใช่ปัญหา ที่เป็นปัญหาคือแรงกดดันจากคนนู้น คนนี้ อยากได้อย่างนั้น อย่างนี้ มันจะเป็นความเครียดมากกว่า เพราะมวลชนมีหลากหลายความคิดเห็น” แทน เล่าพลางว่า “นี่ทำให้ผมต้องมาช่วยพูดกับพ่อในบางเรื่องที่  ไม่มีใครกล้าบอก เพราะบางเรื่องเราพอพูดได้บ้าง บางคนเขาอยากจะพูดกับพ่อ ก็มาพูดผ่านผมบ้าง เพราะผมจะกล้าพูดกับพ่อ ผมเองที่ผ่านมาทำงานกับพ่อ และทะเลาะกันมาเยอะแล้ว กล้าขัดใจเขา ส่วนคนอื่นก็ยังไม่กล้าขัดใจเท่าไร”

ทายาทลุงกำนัน ยืนยันว่า กลยุทธ์ต่างๆ ในการขับเคลื่อนส่วนใหญ่พ่อคิดเองทั้งนั้น แม้ต้องรับฟังความเห็นทีมงานมากมาย รวมถึงคนอื่นที่ต่อสายเข้ามา แต่พ่อฟังหมด ก่อนจะมาประมวล ตัดสินใจเอง

“เวลาพูดบนเวที สคริปต์น้อยมาก ก็มีบางเรื่องที่ใหญ่ๆ เท่านั้น อันนี้คือจุดเก่งของพ่อ มีไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำอย่างนี้ได้ คิดออกจากหัว อย่างเมื่อวานเดินอยู่ลาดพร้าว พอมาถึงเวทีก็พูดเลย และเป็นเนื้อหาใหม่ แสดงว่าระหว่างที่เดินพ่อก็คิดไปด้วย” แทน เล่าด้วยความภูมิใจ

เคยนึกมาก่อนไหม คุณพ่อจะทิ้งบทบาทนักการเมืองในสภา มานำประชาชนขึ้นมาถึงจุดนี้

“ผมก็คาดไม่ถึง แต่ก็ภูมิใจ ถือว่าเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดชีวิต และก็ไม่นึกว่า เขาจะได้รับสิ่งตอบแทนที่ว่าเหมาะสมที่เขาทำมา ผมว่าพ่อดีใจ มันคุ้มค่านะกับชีวิตที่เราเดินบนถนน แล้วมีคนมาต้อนรับเราสองข้างทาง ผมว่ามันเป็นที่สุดของนักการเมืองแล้ว”

ถามไปว่า ตกกระไดพลอยโจนหรือขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้? แทนตอบทันที “ทุกอย่างเป็นความตั้งใจ และพ่อวางแผนไว้ 2 ปีแล้ว คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ลาออกจากเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่มาคิดวันนี้ โดยเริ่มจากการทำบลูสกาย ทำเวทีผ่าความจริง และเรารู้อยู่แล้วว่า วันนึง มันต้องมาถึงจุดนี้ แม้กระทั่งเดิน พ่อก็ซ้อมมาตลอด เดินที่บ้านที่สุราษฎร์ธานี

“ไม่ใช่เราตกกระไดพลอยโจนนะ แต่ว่ามันอาจเร็วกว่าที่คิด เราไม่คิดว่ารัฐบาลมันจะเร็วขนาดนี้ แต่เรารู้แหละ มันเอาแน่ มันทำแน่ (ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) เรารู้ เราก็เลยเตรียมตัวล่วงหน้า”

การชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมาไม่มีท่าทีว่าจะแผ่ว ยิ่งนานวันยิ่งมี คนดังหลายวงการ เปิดตัวเข้าร่วมปฏิบัติการชัตดาวน์บางกอก ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง สำหรับ แทน ฟันธง มวลมหาประชาชนชนะแน่นอน ส่วนจะชนะแบบไหน เมื่อไร ยังตอบไม่ได้ เขามองว่า การที่ประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งคนกลางๆ ไทยเฉย ตื่นตัวออกมาชุมนุมมากมายที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่ก่อนวันที่ 24 พ.ย. 2556 ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว จากนี้ไปใครจะมาโกงประเทศไทย ออกกฎหมายเลวๆ คงไม่เกิดขึ้น ถ้าเกิดก็คงยาก แต่สิ่งที่แทนคาดไม่ถึง คือไม่คิดว่าผู้มีอำนาจเล่นเกมยื้อได้นานขนาดนี้ ทั้งที่มีคนออกมาชุมนุมมหาศาลจนทำให้ต้องปักหลักนานกว่าที่คิด

“คุณพ่อเองก็คาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าจะเกิดปรากฏการณ์นกหวีดมาถึงวันนี้ได้ ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองสูง เราคิดว่าน่าจะจบก่อนหน้านี้ ไม่คิดว่ามันจะยาวขนาดนี้ แต่เราก็บอกไปแล้วว่าเราจะสู้ให้ยาวที่สุดเท่าที่จำเป็น จะยาวแค่ไหนเราก็สู้ได้ เราพร้อมที่จะสู้ไปให้ถึงที่สุด”

จุดแข็งพ่อ ความชัดเจน จุดอ่อน...?

ความสัมพันธ์ระหว่าง แทน กับ พ่อ สะท้อนผ่านข้อความกินใจที่เจ้าตัวพูดถึงพ่อในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ปีที่แล้ว    “ผู้ชายคนหนึ่ง...ทำงานรับใช้บ้านเมืองอย่างไม่มีวันหยุดมากว่า 30 ปี แล้ววันหนึ่ง...ขายทรัพย์สินที่มี เบิกเงินจนหมดบัญชี ทิ้งอาชีพ ที่เขารักมาก ทิ้งพรรคที่เขารักมากกว่า ยอมเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ ยอมเสี่ยงโดนประหารชีวิตลุกขึ้นมานำมวลมหาประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ปลุกจิตวิญญาณที่รักชาติรักแผ่นดินของคนไทยให้ตื่นขึ้น ผมภูมิใจที่ได้เรียกผู้ชายคนนี้ว่า ‘พ่อ’ ครับ”

อะไรเป็นจุดแข็งของพ่อ? “ผมว่าความจริงใจที่ชัดเจน คนกรุงเทพฯ และคนไทยตอนนี้เขาต้องการความชัดเจน ทำอะไรที่จริงๆ จังๆ และเป็นคนที่กล้า”

และจุดอ่อนล่ะ? แทน คิดนาน “จุดอ่อนก็...ความจริงไม่อยากจะบอกนะ”

เขายิ้มเล็กน้อยก่อนว่าต่อ “จุดอ่อนคือ พ่อเป็นคนที่เซนซิทีฟ เขาไม่ต้องการให้พี่น้องประชาชนเสียชีวิต เขาไม่ใช่คนเลือดเย็นที่จะให้ประชาชนมาตายเพื่อไปสู่เป้าหมาย เขาพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอด”

หลายครั้งที่กำนันสุเทพพูดบนเวทีถึงความไม่ปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นได้ทุกวินาที โดยเฉพาะการตกเป็นเป้าฝ่ายตรงข้าม จนอาจถูกสไนเปอร์ลอบยิง ความรู้สึกของผู้เป็นทายาทหวิวแค่ไหน

“ก็เป็นห่วงนะครับ...ที่ผมมาอยู่ตรงนี้เหตุผลหนึ่ง อยากจะมาดูแลคุณพ่อที่นี่ด้วย บางอย่างพ่อค่อนข้างจะดื้อ เขาเป็นคนไม่กลัวตายเลย เขาบอกว่า...ก็ดี โดนก็จะได้ชนะเลย เขาก็จะพูดอย่างนี้ตลอด บางทีเราก็ต้องมาคอยเป็นกำลังใจและต้องคอยบอกว่า เฮ้ย อันนี้ไม่ได้นะ พ่อต้องหลบนะ ระวังนะ เพราะคนอื่นพูด พ่อเขาอาจจะไม่เชื่อ เราก็ต้องพยายามบอก”

แล้วเวลา แทน บอก พ่อเชื่อไหม?

“ก็เชื่อบ้าง (หัวเราะ) แต่ส่วนใหญ่ก็ยังดื้ออยู่ แต่มันจำเป็นนะ ถ้าเราไม่เดิน เรากลัว เรามัวแต่หลบ มันก็ไปไม่ได้”

“อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ ระเบิดที่บรรทัดทอง มันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมมาก การโยนระเบิดใส่ผู้คนที่เดินขบวนอย่างสงบ ไม่ได้เดินไปมุ่งร้ายใคร นี่ต้องการฆ่าคนโดยไม่เลือกหน้า ขอให้เป็นใครก็ได้ จะสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของพ่อวันนั้น   ค่อนข้างโกรธเรื่องนี้เพราะมันเกินไป ยังมาใส่ร้ายเราอีกว่า คนโยนระเบิดมาจากพวกเดียวกันเอง ใครมันจะกล้าทำ”

แทนเชื่อคำพูดที่ว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อเป็นอะไรไปขึ้นมา จะมีคนอย่างสุเทพเป็นล้านๆ มาสานภารกิจขับไล่ตระกูลชินวัตรต่อ เขาว่าการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนต่างจากมวลชนเสื้อแดง ซึ่งมีกำลังหลักจากเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ส่วนหนึ่งไปจ้างให้มาชุมนุม เมื่อไม่มีเงินประชาชนก็เลิก แต่ที่นี่ประชาชนเป็นหุ้นส่วนเหมือนกันหมด ถ้าไม่มีสุเทพ ไม่มีแกนนำ มวลชนก็สามารถไปต่อได้ เพราะตอนนี้ทุกคนมีอุดมการณ์เดียวกันหมดแล้วรู้วิธีเดินไปสู่เป้าหมาย

“เงินที่เราใช้จัดการการชุมนุมมันก็เยอะ ทั้งค่าใช้จ่ายเวที ค่าอาหาร ค่าเครื่องเสียง แต่ถ้าเป็นกลุ่มของเขา (พ.ต.ท.ทักษิณ) ถือว่าน้อยมาก เพราะเขามีเงินมากกว่าเรา”

“คนที่ไม่เคยมาก็อยากให้มาดู จะได้เห็นการต่อสู้ของประชาชนที่เขาตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ครั้งนี้ก็จะทำให้จบ ถ้าเราออกมาเยอะๆ ผมว่าจบ ก็อยากจะฝากว่า คนที่เคลือบแคลงใจว่าพ่อผมมีวาระซ่อนเร้นอะไรไหม บอกได้เลยในฐานะลูกที่   ใกล้ชิดว่าไม่มีแน่นอน พ่อตั้งใจทำงานนี้ให้จบ แล้วเขาก็เลิก แล้วผมก็ดีใจนะที่เขาตั้งใจอย่างนั้น ไม่รับตำแหน่งรัฐบาลที่จะถึง”

"ทุบหม้อข้าว" เสียดายแต่ต้องเสียสละ

จริงหรือไม่ที่ลุงกำนันประกาศบนเวที การต่อสู้ครั้งนี้ทุ่มหมดหน้าตัก ถึงขั้นทุบหม้อข้าว นำทรัพย์สินส่วนตัวมาใช้เป็นทุนสำหรับการชุมนุมจนกว่าจะชนะ แทน ยอมรับ ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง ไม่มีโกหก

“มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ก็...เกือบหมดแล้วครับ ของคุณพ่อไม่เหลืออยู่แล้ว”

“ทรัพย์สินของพ่อที่เป็นส่วนตัว เขาก็ไว้ใช้ส่วนนี้ ก็ยังเหลือแต่ของผม...ก็ไปพอสมควรแล้ว (หัวเราะ) แต่ว่าก็ไม่เป็นไร”

แล้วเสียดายไหม?

แทนพูดทีเล่นทีจริง “ก็เสียดายนะ ถ้าพ่อไม่ใช้ มันก็ต้องเป็นของเรา แต่เพื่อประเทศชาติมันก็จำเป็น บางคนเขาไม่มีอะไร แต่ยังเอาสิ่งเล็กๆ มาให้หมด เช่น กระปุกออมสิน เราก็มองแง่ดี ทำไมเราจะเสียสละของเราไม่ได้ พ่อเราเป็นแกนนำ”

แทนเล่าว่า ความจริงพ่อได้เตรียมการเรื่องทรัพย์สินไว้หมดแล้ว อันไหนของพ่อ กับของลูก แยกกันมานาน และพ่อก็ไม่ได้สั่งเสียอะไร อะไรที่เป็นของน้อง เราก็ดูแลอยู่

“ตั้งแต่ผมทำงาน ผมเองก็กลัวมาก เพราะผมก็มีพ่อคนเดียว และพวกเราก็ไม่มีมรดกทรัพย์สินอะไร ผมเข้ามาทำงานก็พยายามตั้งใจทำงานเต็มที่ เก็บหอมรอมริบ ทำบริษัทให้มีความมั่นคงตลอดเวลา เพราะผมคิดว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไปตอนนี้เนี่ย เรา ครอบครัว ก็ยืนหยัดได้”

“ถ้าจบงานนี้ ผมอยากให้พ่อได้พักผ่อน เพราะพ่อทำงานมาเยอะมากแล้ว” ทายาท สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าว

"ตัวตายตัวแทน" ความต่างบนความเหมือน

จะยอมเป็นตัวตายตัวแทนหรือไม่ หากวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับลุงกำนัน?

แทน เล่าว่า ความจริงคุณพ่อเตรียมตัวตั้งแต่วันที่เล่นการเมืองแล้ว การที่พ่อตั้งชื่อให้ว่า “แทน” ก็เพื่อให้เป็นตัวแทน เพราะเขารู้ว่าการเมืองอันตราย ตอนนั้นพ่อให้ไปอยู่กับคุณแม่ แต่ปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งเสียชีวิตเสียก่อน

แต่แทนหักดิบพ่อ ไม่ขอเป็นนักการเมือง เจ้าตัวว่า เมื่อก่อนไม่ได้ช่วยงานการเมืองให้กับพ่อ เพราะต้องไปดูแลกิจการของครอบครัว และดูน้องสาวอีกสองคน ทำให้พ่อสามารถไปทุ่มกับการเมืองได้เต็มที่ แต่ส่วนตัวก็สนใจการเมือง ติดตามมาตลอด เพียงแต่ไม่ได้ทำเท่านั้นเอง และพ่อวางตัวคนอื่นไว้ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว

“ถ้าถามว่าจะมีพี่น้องมาช่วยงานการเมืองไหม น่าจะยาก (หัวเราะ) เพราะในพี่น้องเราไม่ได้ชอบเรื่องการเมืองเท่าไร และก็มีคนทำเยอะแยะแล้ว และประเทศก็ไม่ใช่ของเราคนเดียวเหมือนตระกูลชินวัตร จังหวัดก็ไม่ใช่ของเรา เขาก็เลือกคนที่มีความสามารถมาทำงาน”

“ผมเองก็ไม่ชอบ...อยากใช้ชีวิตสบายๆ เรียบง่าย มีรายได้ที่อยู่ได้ และก็ไม่ต้องลำบากมาก ไปไหนมาไหนก็อยากนั่งบีทีเอส แต่ตอนนี้ก็ได้นั่งบีทีเอสอย่างสบายใจมาชุมนุม”

แทน บอกว่า ตัวเขาเองไม่ค่อยเหมือนพ่อเท่าไร ทั้งนิสัยส่วนตัว แถมยังชอบดื้อกับพ่อ แต่สิ่งเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ความรักชาติของเราทั้งคู่ และรักพระเจ้าอยู่หัว

ทว่าการได้มาใกล้ชิดกับพ่อ เห็นการต่อสู้เหน็ดเหนื่อย จะเปลี่ยนใจพร้อมจะเล่นการเมืองหรือไม่ เจ้าตัวคิดนาน

"หลังเสร็จจากนี้ก็คงใช่มั้ง ถ้าเราไม่แพ้นะ ถ้าแพ้ก็คงต้องลำบาก นอกจากจำเป็นจริงๆ"

ลูกกบฏเพื่อชาติ

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย “แทน เทือกสุบรรณ” พี่ชายคนโตของน้องสาว 2 คน คือ น้ำตาล เทือกสุบรรณ น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ได้กลับมาเป็นเสาหลักดูแลกิจการ “ศรีสุบรรณฟาร์ม” ก่อนจะเว้นวรรคงานธุรกิจไว้ชั่วคราว เพื่อมาร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับกำนันสุเทพ ตั้งแต่เริ่มชุมนุมต้านกฎหมายนิรโทษกรรมที่เวทีสามเสน

“ธุรกิจหลักของผม คือ ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม ปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว กำไรดีมาทุกปี แต่ปีนี้มาไม่ค่อยดีเท่าไร มีโรคตัวใหม่เข้ามา แต่ว่าเรากำลังแก้อยู่ และก็มีธุรกิจสวนปาล์ม อย่างอื่นผมก็จะไปเรื่องงานช่วยสังคมที่สุราษฎร์ธานี หอการค้า สมาคมกีฬา”

แทน เล่าว่า ในอดีตเวลาทำธุรกิจร่วมกับพ่อ ค่อนข้างจะขัดแย้งกับพ่อบ่อย เราเห็นไม่ค่อยตรงกัน

“ในเซนส์การทำธุรกิจเขา เขาก็อาจจะไม่ค่อยเก่ง พ่อจะเน้นให้เยอะไว้ก่อน เช่น ถ้าขายก๋วยเตี๋ยวให้เยอะไว้ก่อนแล้วค่อยกำไร แต่พอมาทำอันนี้ที่พ่อเขาทำ เขาเดินเกม เดินหมากอย่างที่เห็น ถือว่ายอดเยี่ยม ผมไม่ได้ชมกันเองนะ แต่พ่อเขาวิเคราะห์หลายอย่างได้เป็นขั้นเป็นตอน”

แทน ยืนยันว่าพ่อไม่ได้ขีดเส้นให้ต้องเดินในเส้นทางธุรกิจ ตัดขาดการเมือง แต่ทุกอย่างปล่อยให้ทุกคนมีอิสระในชีวิตของตัวเอง อย่างน้องคนกลางจบวิศวะมา ตอนนี้ก็มาช่วยงานอยู่ น้องคนเล็กจบสถาปนิกแล้ว

แต่กระนั้นชีวิตของ แทน ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเมือง จนหลายครั้งหลายหนต้องถูกหยิบโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง แถมยังกลายเป็นคู่ปรับของ โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ที่ระเบิดศึกตัวอักษรผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กกันหลายยก ชัดเจนคือหลังจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อม สส.ประชาธิปัตย์ 9 คน ลาออกจาก สส. มาเคลื่อนไหวกับมวลมหาประชาชน ซึ่ง โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ได้เปิดศึกในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2556 ว่า การลาออกครั้งนั้นเป็นเหมือนการโอนมรดก สส.มาสู่ตัวเขา และเปิดทางให้ใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” เพื่อเลื่อนการพิจารณาคดีเขาแพง

ร้อนจน “แทน” ต้องมาตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊กในวันรุ่งขึ้น พร้อมออกทีวีดีเบตกันสดๆ ว่าด้วยเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม แถมสำทับกลับว่าข้อความที่ พานทองแท้ เขียนผ่านเฟซบุ๊กยาวเหยียด ไม่ได้เขียนเอง “ไม่เชื่อหรอกครับ ...ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์อะไรเลย ใครอ่านในเฟซบุ๊กเขา คุณก็รู้ บางทีเขาก็เขียนหลุด เช่น เขาเขียนว่า คุณทักษิณ พ่อเขาไม่เรียกกันอย่างนั้นหรอก มันเลยดูตลก เรียกน้องตัวเอง คุณเอม

“ผมพยายามจะหลีกเลี่ยง ไม่อยากอยู่ แต่ช่วงนี้มันเป็นช่วงที่ต้องสู้กันเต็มที่แล้ว ก็ต้องยอมเปลืองตัวบ้าง จั่วหัวมามีการจ้าง|คนมาโพสต์ และเขาก็ว่าผมโดยตรงว่า สุเทพไม่ลง สส. เดี๋ยวก็จะให้ลูกลงแทน เพื่อให้ลูกมันมีเอกสิทธิ์เวลาเป็น สส. เวลาถูกดำเนินคดี ผมก็บอกว่าอย่างนี่มันโง่หรือเปล่า หรือมันจบกฎหมายจากที่ไหนมา คือว่าคนที่โดนคดี แม้จะเป็น สส. ก็ไม่ช่วยให้|หลุดคดี มันถึงบอกว่าคุณช่วยจ้างคนที่ฉลาดกว่านี้มาเขียนหน่อย และผมก็บอกว่า ถ้าคุณเก่ง วิจารณ์การเมืองเก่ง แน่จริงมาวิจารณ์|กับผมตัวต่อตัว ออกทีวีช่องไหนก็ได้ ผมก็เลยท้าไป คุณกล้าหรือไม่ ตั้งแต่นั้นมาเขาเลยเลิกพูดเรื่องการเมืองเลย (หัวเราะ)”

ถามย้ำว่า ถ้าวันนี้เขาพร้อม แทน สวนกลับทันทีว่า “พี่ก็รู้|อยู่ว่าเขาไม่กล้า”

จากการที่ได้ลงพื้นที่ ร่วมเดินเท้ากับพลังม็อบนกหวีดขับไล่รัฐบาลตลอด 3 เดือน แทน มองว่าคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวทางการเมืองเยอะมาก เห็นเพื่อนๆ หลายคน แม้แต่เพื่อนเขาเอง ซึ่งไม่ได้เชียร์ประชาธิปัตย์ บางคนไม่ได้เป็นกลางด้วย เอียงไปทางฝ่ายรัฐบาลด้วย ก็แอบมาชุมนุมกับเรา เจอยังตกใจเลยว่าคนเหล่านี้ก็มาด้วย

“ภรรยาผมเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยสนใจ ผมก็ไม่พยายามไปบังคับให้เขารู้นะเรื่องการเมือง แต่เดี๋ยวนี้เขาเป็นคนถามผมเองว่า เรื่องการเมืองนี่ยังไงๆ ผมก็เลยรู้ว่านี่คนตื่นแล้ว”

สิ่งที่ประทับใจที่สุด แทน บอกทุกอย่าง แต่ที่มากก็คือเวลาไปเดินแล้วเห็นผู้คนที่มายืนสองข้างทาง ผมเห็นนัยน์ตาเขามีความหวัง และมีความสุขที่เห็นเราออกมา บางคนก็เอาน้ำมาแจก เอาป้ายมาบอกว่าเข้าห้องน้ำได้ฟรี

เวลาเขาเรียกลุงกำนัน รู้สึกยังไง?

“ผมชอบมากนะ เพราะผมรู้สึกมันเป็นกันเองดี และก็เป็นตัวตนของพ่อจริงๆ พอเรียกอันนี้ปั๊บคนก็รู้กันเลย ตอนนี้ผมก็ดูแลครอบครัว

แทน กล่าวถึงผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ว่า ผู้มีอำนาจควรจะรู้ตัวได้แล้ว เวลาของเขาหมดแล้ว ประชาชนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาไม่สามารถรักษาระบอบการปกครองแบบนี้ไว้ได้แล้ว ถ้าเขารีบขอโทษประชาชนให้จบสวยๆ แต่ถ้าเขาดิ้นรนใช้ความรุนแรงกับเรา ครอบครัวเขาเองก็จะเดือดร้อนมากขึ้น

“มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเลวร้าย และรับไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นตำรวจเนี่ย คุณมีหน้าที่รักษากฎหมาย คุณอยากให้บ้านเมืองมีขื่อมีแป คดีระเบิดที่ถล่มใส่เรา ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องทำคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช่มีหน้าที่มาใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้บ้านเมืองมันเดินไปได้ ถ้าอย่างนั้นบ้านเมืองก็เดินไปไม่ได้ อันนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อนในกระบวนการยุติธรรม”

ถามถึงกรณีเกิดการแพ้ ความแค้นจะตกอยู่กับตระกูลเทือกสุบรรณ แทน ประเมินว่า “ผมว่าไม่แพ้เท่าไรหรอก ผมว่าคนเสื้อแดงก็ไม่แค้นเราหรอก เพราะสิ่งที่เราทำ ถ้าเราทำสำเร็จคนเสื้อแดงก็ได้ประโยชน์ ก็จะมีแต่ครอบครัวของชินวัตรอย่างเดียว และก็พวกขี้ข้า ลูกน้องเขา”

ส่วนที่จะถูกมองว่าเป็นลูกกบฏนั้น เขามองว่า “ถ้ามันเป็นกบฏก็ต้องยอม ถ้าทำเพื่อประเทศชาติ”