"ธาริต"โต้คำครหารับใช้รัฐบาล...ทรยศปชป.

  • วันที่ 29 ก.ย. 2556 เวลา 17:02 น.

"ธาริต"โต้คำครหารับใช้รัฐบาล...ทรยศปชป.

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/รัฐพงศ์ เทียมทองใบ

เจ้าตัวไม่ยอมรับเป็น “เด็กเพื่อไทย” ปฏิเสธข้อครหา หลับหูหลับตารับใช้รัฐบาลเต็มสูบ แต่ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ก็ถูกเสนอชื่อให้นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 19 ก.ย. 2556 ถึง 18 ก.ย. 2557 หลังจากดำรงตำแหน่งอธิบดีครบวาระ 4 ปี

ธาริตได้นั่งเก้าอี้ใหญ่ตัวนี้ในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ใครๆ ก็คิดว่าเขาคงตกเป็นเป้าถูกเขี่ยพ้นตำแหน่งแน่ๆ ทว่าหลังรัฐบาลเพื่อไทยขึ้นครองอำนาจ หนึ่งในคณะทำงานศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ศูนย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระชับพื้นที่เหตุการณ์เดือน พ.ค. 2553 กลับพลิกบทบาทเป็นที่พออกพอใจของรัฐบาล

จากนั้นเป็นต้นมา ผลงานธาริตเริ่มเข้าตารัฐบาลต่อเนื่อง ดีเอสไอกลายเป็นอาวุธหนักถล่มพรรคประชาธิปัตย์อยู่หลายคดี อาทิ คดีสั่งการสลายการชุมนุมปี 2553 พุ่งเป้าใส่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คดีทุจริตการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง คดีทุจริตสร้างแฟลตตำรวจ คดีต่อสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมไปถึงคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์

คำถามพุ่งเข้าหาอธิบดีดีเอสไอว่า ทำงานรับใช้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อตอบสนองประโยชน์ทางการเมือง...ทำไมธาริตถึงเปลี่ยนสีได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

“ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย. ถึง พ.ค. ปี 2553 ช่วงเผาบ้านเผาเมือง ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เข้าไปสู่การก้าวล้ำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ขอใช้คำว่า “เรดโซน” ไม่ใช่คนชุมนุมเรือนหมื่นจะผิดหมด แต่มีกลุ่มคนเล็กๆ ที่เรียกว่า ฮาร์ดคอร์ นปช. ก้าวเข้าไปในเรดโซน ซ่องสุมตั้งค่ายกล ปิดถนน ซึ่งขณะนั้นประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

แล้วไม่ใช่ดีเอสไอหรือที่เข้าไปบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดและเรื่องก็จบลงได้ พวกนี้ก็ถูกดำเนินคดี บรรดาคนเสื้อแดงก็ด่าดีเอสไอต่างๆ นานา ถ้ารู้ตัวเลขจะตกใจ 65 คดี 295 คน ถูกดำเนินคดี ขณะนี้เป็นจำเลยอยู่ในศาล ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าจะติดคุกหรือไม่ อาทิ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ วีระ มุสิกพงศ์”

อธิบายข้ามไปฝ่ายกระชับพื้นที่หรือสลายการชุมนุม คือ ศอฉ.ถามว่า ศอฉ.เข้าไปในเรดโซนหรือไม่ วันนี้ข้อเท็จจริงปรากฏออกมาแล้ว “จากการไต่สวนของศาล 6 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม พบว่าทหารยิงจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยกระสุนทหารความเร็วสูง แต่ทหารทำตามคำสั่ง ศอฉ. เมื่อศาลสั่งมาแบบนี้ดีเอสไอต้องทำตามหน้าที่ เพราะคดีอยู่ที่ดีเอสไอ ถ้าศาลบอกว่าคนตายเจอฟ้าผ่าเป็นลม ไม่ต้องหาคนทำผิด คดีจบ

แต่ศาลบอกว่ามีคนผิด ซึ่งคนรับผิดชอบสูงสุดของ ศอฉ. คือ ท่านอภิสิทธิ์ และท่านสุเทพ ดีเอสไอก็ต้องดำเนินคดี วันนี้คนเสื้อแดงก็ไม่ได้รักผม อยากจะย้ายผมอยู่ตลอดเวลา เพราะไปดำเนินคดีเขา มันชัดเจนว่า เราดำเนินคดีทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาค แต่ต้องยอมรับความจริงว่า สังคมแบ่งแยกเป็นฝ่ายชัดเจน แม้แต่สื่อมวลชนเองก็มีฝักฝ่าย ส่วนที่ถูกใจก็จะเฉยๆ แต่ฝ่ายที่ไม่ถูกใจก็เอาเรื่องเอาราว

ทางท่านอภิสิทธิ์กับท่านสุเทพก็ฟ้องร้องผมว่ากลั่นแกล้งท่าน สรุปแล้วผมอยากบอกว่า โลกความเป็นจริงทั้งสองฝ่ายแรงด้วยกันทั้งคู่ ก้าวไปสู่เรดโซนด้วยกันทั้งคู่ แล้วดีเอสไอก็ดำเนินคดีไปตามกระบวนการ ซึ่งจะนำไปสู่ศาลยุติธรรม ผิดถูกก็จะรู้ตรงนั้น

แน่นอนคนไม่ชอบก็จะว่าธาริตเปลี่ยนสี รับใช้รัฐบาล”เขาย้อนคำกล่าวหา

พร้อมแจกแจงว่า บทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ดีเอสไอเป็นฝ่ายข้าราชการประจำ มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย แต่นโยบายต้องเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

“เราเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ถ้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เราคือ “เครื่องมือของรัฐบาล” แต่เป็นคนละเรื่องที่หมายถึงการไปรับใช้นักการเมือง เป็นการพูดตามคอนเซปต์ของกฎหมาย กล่าวคือข้าราชการประจำเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ถ้าไม่ยอมรับคอนเซปต์นี้อยู่ไม่ได้ หมายถึงประเทศชาติอยู่ไม่ได้ เพราะว่าเราสร้างระบบมาแบบนี้

จะเกิดอะไรขึ้นหากฝ่ายข้าราชการประจำบอก ว่า ต้องทำตัวเป็นกลาง คือเข้าเกียร์ว่างใส่รัฐบาล ที่พูดกันว่าข้าราชการต้องทำตัวเป็นกลาง กฎหมาย ไม่ได้เขียนไว้แบบนั้น ที่เป็นกลางคงหมายถึงเป็นกลางทางการเมือง”

สำหรับการดำเนินคดีการสร้างโรงพักทดแทน อธิบดีดีเอสไออธิบายว่า เรื่องนี้ดีเอสไอส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และได้กล่าวหาทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพว่าทำไม่ถูกต้อง ป.ป.ช.จึงรับลูกตั้งอนุกรรมการไต่สวนทันที

“คำถามคือ ทำไมไม่ไปดูที่ต้นตอคือคนกระทำ มาเล่นงานกรรมการคือดีเอสไอด้วยเหตุใด ผมว่า ไม่แฟร์นะแบบนี้ อย่างคดี 98 ศพ เป็นเรื่องใหญ่โต ไม่มีใครแกล้งใครได้ แล้วดีเอสไอก็ไม่ได้ทำฝ่ายเดียว มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานอัยการ ทำงานร่วมด้วย เหมือนเรื่องเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกัน เรื่องเงินบริจาค มีการโยงคนในพรรคถึง 48 คน ทางช่องบลูสกาย ก็ด่าดีเอสไอข้ามวันข้ามคืน”

เราถาม...คนมองว่า เล่นงานประชาธิปัตย์เพราะแตกคอกันอะไรกันหรือไม่ “อยากให้คนอื่นมาเป็น ดูบ้างว่ามีทางเลือกทางอื่นหรือไม่ ณ วันที่มีการประชุมดีเอสไอ สตช. อัยการ มีคำสั่งให้ตั้งข้อหาท่านอภิสิทธิ์และท่านสุเทพ คืนนั้นทำเอานอนไม่หลับด้วยซ้ำ ผมมีความคิดว่าท่านเป็นนายที่ดี ท่านเป็นอดีตผู้นำประเทศ ผมไม่ได้ทำงานด้วยความสุข แต่เรามีทางเลือกอื่นหรือ เราต้องยอมรับในข้อมูลก่อนว่าช่วงเมษาฯ พฤษภาฯ 2553 มันผิดด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งมีมูลมากพอที่จะพิสูจน์ในศาล แล้วดีเอสไอก็ต้องทำหน้าที่ ฉะนั้น ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้งสีแดง สีเหลืองก็ไม่ชอบเรา เมื่อไม่ชอบเราก็มีการดิสเครดิต อาทิ เป็นเครื่องมือรัฐบาล ทรยศประชาธิปัตย์ ก็ว่ากันไป เสื้อแดง ก็ไม่ได้ชอบหน้าผม ทุกวันนี้ยังเรียกคางคกอยู่เลย

เสื้อแดงก็ดีที่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สู้คดีก็ว่ากันไป ไม่มาสวนหมัดฟ้องเราแบบสองท่านของประชาธิปัตย์ ผมถูกคนในประชาธิปัตย์ฟ้องรวมจะสิบคดีเข้าไปแล้ว แตะตรงไหนก็ฟ้องกลับ ตัวผมเองรับได้ แต่ก็อดห่วงผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ ผมได้ต่อวาระอีก 1 ปี ก็ต้องเจอพวกนี้ต่อไปอีก ถูกฟ้องเพิ่มอีกไม่รู้กี่คดี ทำเรื่องเณรคำ รถจดประกอบก็เจอฟ้องกลับ เป็นหลักสัจธรรม ทำอะไรถูกใจคนก็เฉยๆ แต่ถ้าทำไม่ถูกใจก็ไม่ชอบเรา”

ธาริตเป็นคนของเพื่อไทยใช่หรือไม่...ถามย้ำ

“ข้าราชการประจำ เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถูกใจประชาชนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมยังยืนยันผมและหน่วยพร้อมทำงานให้ฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ตามคำสั่งและนโยบายที่ถูกต้อง ใครมาเป็นเราก็ตอบสนองทำงานให้ เพราะเราคือเครื่องมือของรัฐบาล แต่ถ้าจะบอกให้พูดว่าธาริตเป็นคนดี ผมไม่กล้าพูด แต่การพูดถึงภารกิจผมยืนยัน” ธาริตย้ำพร้อมกับระบุด้วยว่า แม้วันหนึ่งประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล อุดมการณ์ตรงนี้ของเขาก็ยังอยู่เช่นเดิม

“สถานการณ์แบบนี้ดีเอสไอมาอยู่ตรงเขาควาย ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทำงานตรงไปตรงมา ยึดกฎหมายจะเป็นทางรอดที่ดีที่สุด อาจมีข้าราชการประจำยอมไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้กับฝ่ายการเมือง แต่คนเหล่านี้ถือว่าเสี่ยงอาจติดคุก เป็นแพะ เพราะเป็นเครื่องมือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ใครทำอะไรไม่ดีจะได้รับผลร้ายสักวัน ถ้าพรรคเพื่อไทยทำอะไรไม่คิดถึงประชาชน เลือกตั้งก็อาจไม่ได้กลับเข้ามา

ถามว่าถ้าประชาธิปัตย์กลับมาผมจะเดือดร้อนหรือไม่ ผมเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม ครั้งหนึ่งท่านเฉลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) จะเอาผมออก หากมาเป็นรัฐบาล พอถึงวันและสื่อไปถามท่านก็ตอบว่ามันเป็นแค่วาทกรรมทางการเมือง แต่ในเมื่อนายธาริต ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ต้องให้เขาทำงาน ต่อไป ในพรรคเพื่อไทยอาจคิดว่าให้อยู่ เพราะมันก็ทำงานตรงๆ อยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ต้องไปจัดการคนของ ศอฉ.แน่ๆ”อธิบดีดีเอสไอระบุ

ธาริตเหลืออายุราชการอีก 5 ปี บวกต่ออายุอีก 1 ปี ที่เหลือเป็นเรื่องอนาคต “มีเสียงแว่วว่าคนในพรรคสายเสื้อแดงพยายามจะจัดการผมให้ได้ ได้แต่ทำใจ ผมไม่ได้พูดท้าทาย บางทีก็เหนื่อยเกินไป ถ้าถึงจุดหนึ่งได้พักก็เป็นเรื่องดีของชีวิต”

ยกชั้นเทียบเอฟบีไอ...ใช้เครื่องดักฟังทันสมัยสุด

ในฐานะนักกฎหมาย ธาริตภาคภูมิใจการทำงานในหน่วยนี้ เพราะได้มีส่วนตั้งแต่การยกร่างกฎหมายก่อตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทั่งได้มานั่งอธิบดี “ผมถือว่าสอบผ่านนะ แต่การที่ดีเอสไอประสบความสำเร็จต้องให้ความดีความชอบทั้งองคาพยพ ตลอด 10 ปี มีตัวเลขวัดได้ เราสามารถเรียกเอาประโยชน์ของรัฐ อาทิ ภาษี ทรัพยากรธรรมชาติ กลับมาเป็นของรัฐ ตัวเลขรวมกว่า 2 แสนล้านบาท เทียบกับงบฯ ที่ดีเอสไอได้รับประมาณ 1,000 ล้าน

“คดีเศรษฐกิจเป็นคอร์บิซิเนสของเรา ดีหรือไม่ดีก็เป็นส่วนที่ประชาชนจะประเมิน แต่ต้องตื่นตัวตลอด เนื่องจากอาชญากรพิเศษเป็นอาชญากรร้ายแรง เป็นพวกเครือข่ายอาชญากรรม เป็นพวกโจรในคราบเชิร์ตขาวใส่สูท มีความรู้ อิทธิพลไร้พรมแดน การจัดการกับอาชญากรด้านนี้ไม่สามารถสร้างคนๆ เดียวให้เป็นซุปเปอร์แมนได้

คนในดีเอสไอถูกโอนมาจาก 30 หน่วยต่างๆ จากอัยการ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง สรรพากร เป็นไปไม่ได้ที่ถอดชุดแล้วจะเปลี่ยนเป็นซุปเปอร์แมน แต่เราจะระดมสรรพกำลังเป็นองคาพยพ ทีมละ 7 คนขึ้นไป บางเรื่องอาจจะถึง 20 คน มีการสนธิกำลังจากคนนอก เอาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษา และที่พิเศษคือมีพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน”

ธาริต ระบุว่า เขากล้าพูดว่าดีเอสไอเป็นฮับที่ใหญ่สุดของประเทศเรื่องข้อมูล สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยราชการทั้งหมดกว่า 30 หน่วย มีดาต้าเบสของสำนักงานประกันสังคม กรมการปกครอง ตำรวจ หน่วยความมั่นคง หน่วยข่าวกรอง ทั้งหมด ดังนั้นจึงมีข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด เครื่องมือไม่ว่าเครื่องมือจับเท็จ เครื่องมือดักฟังก็ทันสมัยที่สุด

ธาริต ย้ำว่า ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบ เงินหลวงทุกบาทไม่คิดมีนอกมีใน ดีเอสไอจะถูกหาว่าฮั้วเสียเองไม่ได้เด็ดขาด “คนของเราต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีมอตโต้ คือ เกียรติศักดิ์ เชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์” 

เขาบอกว่า ขณะนี้ดีเอสไอกำลังสร้างศูนย์ฝึกอบรมขึ้นที่หนองจอกให้เป็นที่ยอมรับเหมือนเอฟบีไอ เพื่อรับมือคดีอาชญากรรมร้ายแรงหรือคดีพิเศษจะซับซ้อนมากขึ้น “ผมเชื่อว่าดีเอสไอจะได้ยอมรับมากยิ่งขึ้นไปในอนาคต ถ้าเราสามารถทำให้อาชญากรไม่ให้กระดิกตัว ไม่กล้าปั่นหุ้น ไม่กล้าโกงภาษี ถ้าตัวเลขเป็นศูนย์ได้ยิ่งดี”

วันนี้ผมต้องนั่งรถกันกระสุน

ภาระหน้าที่ตลอด 4 ปี ของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ต้องแบกรับความกดดันทางการเมืองไม่น้อย เป็นแรงกดดันคาบเกี่ยวตั้งแต่ยุคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล กระทั่งผ่านมาถึงยุคพรรคเพื่อไทย “ฝ่ายรักษาความปลอดภัยประเมินกันว่าในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไออยู่ในความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยพอสมควร คดีที่ดีเอสไอทำสารพัดคดี ทำให้มีคนไม่ชอบใจมากมาย ยอมรับว่าตั้งแต่มารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ จากที่เดินใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ไปซื้อของซื้อกับข้าว หนังสือพิมพ์ ตอนนี้เปลี่ยนไปหมด

“ช่วงแรกเกิดอาการอึดอัดพอสมควร จนทีมรักษาความปลอดภัยให้กำลังใจว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่ให้นายธาริต แต่ทำหน้าที่ให้องค์กร ถ้าอธิบดีดีเอสไอถูกตีหัว มันเสียเครดิตของหน่วย ขนาดหน่วยบังคับใช้กฎหมายยังดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปดูแลประชาชนได้อย่างไร ฟังแล้วได้แต่อึ้ง จากนั้นผมก็เชื่อฟังเป็นเด็กดีว่าไปไหนคนเดียวไม่ได้ รถก็ต้องใช้กันกระสุน

“ที่สาธารณะทำตัวสบายๆ ไม่ได้เด็ดขาด ส่วนลูกและภรรยาผม ก็เข้าใจผม ถึงกับพูดกับครอบครัวว่า ยิ่งทำงานนานเท่าใด ยิ่งเพิ่มคนเกลียดดีเอสไอกับนายธาริตมากขึ้นเท่านั้น มาวันนี้เกิดมีคนเอาอะไรมาปาหัวแทบจะหาโจทก์ไม่เจอ เพราะเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นรถจดประกอบ   เณรคำ พวกที่เราไปจับฮั้วประมูล เยอะไปหมด”

 

หากมีโอกาสไปรับประทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัว ธาริตจำต้องเลือกร้านที่ปลอดภัย แทนร้านที่ถูกปาก “มีบ้าง เช่นร้านอาหารของเพื่อนลูก ร้านที่ภรรยาคุ้นเคย ไม่ใช่ว่าอยากไปไหนก็ไปได้ ครั้งหนึ่งผมเคยเจอเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลงจากรถไปซื้อหนังสือพิมพ์ ภรรยาห้ามว่าอย่าลงไปเลย แต่เราก็ลงไปเพื่อเลือกซื้อ จนโดนล้อมกรอบด่าว่าเรารุนแรง แต่ไม่ถึงกับทำร้ายเรา

“ผมก็ได้แต่ทำใจว่าเป็นภารกิจ วันหนึ่งหมดหน้าที่ผมก็ต้องจากไป ครอบครัวเราเตือนกันเสมอให้ระแวดระวัง ลูกชายก็อย่าให้ไปในที่ล่อแหลม สรุปคือ เสียความเป็นส่วนตัว แต่ไม่ถึงกับว่าขวัญหนีดีฝ่อ ยอมรับว่าอธิบดีดีเอสไองานหนักถ้าเทียบกับหน่วยอื่น อาศัยคำสอนของคนที่เคยเป็นหัวหน้าเรา คือ เมื่อใดที่ออกจากที่ทำงานคือปิดสวิตช์ ไม่มีการเอาเรื่องติดหัวกลับไปบ้าน

“ครอบครัวผมอยู่กันสามคน ผม ภรรยาและลูกชาย เสียงประชาธิปไตย ลูก ภรรยา จะทำอะไรผมก็ทำตาม เช่น กลับบ้านดูละครช่อง 3 ผ่อนคลาย ภรรยาผมเคยอยู่ดีเอสไอมาเหมือนกัน แต่พอผมมารับหน้าที่ตรงนี้ อาจเกิดข้อครหาขึ้นได้ ก็เลยได้ไปช่วยสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมนึกๆ ว่าอะไรจะขนาดนี้ ไม่เป็นปกติ

“ภรรยาพูดกับผมว่า สามีมาเป็นอธิบดีตัวเอง ต้องถูกอัปเปหิไปอยู่อีกที่หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ไม่มีทางเลือกมาก บางทีผมก็บ่นให้ครอบครัวฟังว่าเหนื่อยนะ เขาก็แนะว่าไปเป็นอธิบดีกรมอื่นไหม ได้ไม่เหนื่อยมาก เขาประชดเรา ส่วนลูกชายอายุ 16 เรียนอยู่ ม.5 ลูกชายผมเก่งนะ ครอบครัวเราเจอมรสุม เขาค่อนข้างจะไม่ซีเรียสเรื่องพวกนี้ ยอมรับว่าบ้านก็เหมือนแหล่งขุมพลัง พอทำงานวันหนึ่งหมดพลังได้กลับมาอยู่บ้านเหมือนเป็นการชาร์จแบตเตอรี่”

ธาริตถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยขึ้นจากตำแหน่ง มีบ้านหลังใหญ่โตที่ จ.นครราชสีมา “ภรรยาเป็นคนโคราชดั่งเดิม ผมไปเป็นอัยการที่ อ.ปากช่อง โดยพื้นฐานภรรยาทำธุรกิจเรื่องที่ดินอยู่บ้าง บ้านที่สร้างอยากเชิญไปดู เป็นกิจการของครอบครัว คือ โฮมสเตย์ ไม่ใช่ว่ารวยแล้วไปสร้างคฤหาสน์ ผมมีอยู่ 29 ห้อง เปิดให้พักแล้วเก็บเงิน กะว่าเราเกษียณจะได้เงินจากส่วนนี้ ยอมรับว่าเป็นอาชีพเสริม”

“เราทำในเชิงธุรกิจ คนที่เอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ก็ไม่ยอมถ่ายรูปป้ายโฮมสเตย์ที่มีชื่อคือ ฟิออร์เร ปาร์ค ดันไปเสือกถ่ายอีกมุม แล้วมาเลือกประเด็นพูดแบบนี้ ไม่ค่อยเป็นธรรมกับผม ครอบครัวผมจัดสรรที่ดินขายตั้งแต่ผมเป็นอัยการแล้ว ตอนมาอยู่ปากช่อง สองผัวเมียทำธุรกิจที่ดิน แบ่งแปลงจัดสรรขาย อีกทั้งดูเทรนด์แล้ว ตอนนี้น้ำก็ท่วมกรุงเทพฯ คนก็มาปากช่องเพิ่มขึ้น

“ต่อไปจะมีมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง อีกห้าปี ผมและเมียเกษียณจะได้มีอะไรรองรับ ตอนนี้ก็มีรายได้มาบ้างจากอาชีพสุจริต ถ้าผมได้เงินมาจากการทุจริตผมไม่เลือกมาทำแบบนี้ หาที่ซ่อนเงินดีกว่ามาเปิดเผย และโดยอาชีพตรวจสอบคนอื่นจะมาทำเสียเองมันไม่ใช่เรื่อง ผมบอกเลยว่าถ้าผมมีจุดอ่อน ผมจะถูกตรวจสอบตลอดเวลา ป่านนี้ผมถูกพรรคประชาธิปัตย์จัดการไปแล้ว ไม่เอาผมไว้หรอก”อธิบดีดีเอสไอ ระบุ

จะว่าไปเส้นทางชีวิตของธาริตไม่ได้เดินตรงมาอย่างที่เป็นอยู่ เมื่อครั้งจบเตรียมอุดมศึกษา ฝันอยากเป็นวิศวกร แต่ดันไปสอบติดวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อต้านระบบโซตัสเลยออกมาเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

“ปกติผมเรียนที่ไหนจะได้เป็นหัวหน้าห้อง หรือเด็กกิจกรรม ตอนเด็กใฝ่ฝันจะเป็นวิศวกร ตอนเอนทรานซ์เลือกได้ 6 คณะ 5 คณะผมเลือกวิศวะหมดเลย ผมตบท้ายคณะวนศาสตร์ น็อกตรงที่คะแนนไม่ถึงวิศวะเลย มาได้เรียนวนศาสตร์ แต่พอเรียนที่คณะเขามีระบบโซตัสที่เข้มงวด เข้มแข็ง เลยอยู่กับเขาไม่ได้ พอโตขึ้นถึงได้รู้แล้วว่าเขาทำถูก วนศาสตร์จะต้องไปอยู่กับคนในป่า อยู่กับคนอีกประเภทกินเหล้า

“ผมได้ไปอยู่ตอนปี 1 จึงรับไม่ได้เลยออก ตอนนั้น 100 คน ออกมา 15 คน ออกมากลางคันไม่รู้ไปไหน วันหนึ่งนั่งรถเมล์ผ่านคลองประปา คือมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็ลองเข้าไป ปรากฏว่าเปิดแต่คณะบริหาร เหลือแค่คณะนิติศาสตร์คณะเดียว ก็เลยเรียนไปก่อนแล้วรอเอนทรานซ์ เรียนแล้วก็โอเค มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาฯ มาสอน กฎหมายก็เรียนเล่มเดียวกัน มาตอนนี้นัดพบเพื่อนเก่าๆ เลี้ยงรุ่นเตรียมอุดมฯ จะเจอแต่หมอ วิศวะ ก็คิดว่าดีเหมือนกันต่างจากคนอื่น

“ผมมีสิ่งที่ภูมิใจ 3 อย่างในชีวิต อย่างแรกคือได้จบปริญญาโทในสาขาที่อยากเรียนคือกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมอาญา สอง ดีใจที่ได้มีลูก ได้ลูกชาย อย่างสุดท้ายเป็นเรื่องการงาน ดีใจมากเมื่อได้ขึ้นเป็น ซี 10 หลังจากนั่งเลขาฯ ป.ป.ท. สำหรับข้าราชการคือสูงสุด ตอนนั้นกำลังสนุกกับงานมาก ได้ทำคดีทุจริต กบข. ทุจริตนมโรงเรียน ทำอยู่ดีๆ ได้ย้ายมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ตอนย้ายมารู้สึกเฉยๆ แต่ก็ภูมิใจว่าได้ก่อตั้งมาแต่ต้นจนมาเป็น   ซีอีโอของหน่วยงานนี้ อยู่จนครบวาระ การต่อวาระเป็นของแถมเท่านั้น”

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ