ถึงแพ้แต่ต้องสู้

  • วันที่ 04 ส.ค. 2556 เวลา 13:27 น.

ถึงแพ้แต่ต้องสู้

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถนนการเมืองทุกสายกำลังพุ่งเป้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ภายหลังพรรคร่วมรัฐบาลมีความชัดเจนเตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แม้จะไม่ใช่ฉบับสุดซอย แต่ถือเป็นชนวนความร้อนแรงที่กำลังรอวันปะทุ

ขณะเดียวกัน “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” นำโดย พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ ในฐานะคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนฯ และอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงเหตุผลในการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ไว้อย่างน่าสนใจ

“ผมเป็นประชาชน ผมเป็นลูกไล่รัฐบาลอยู่แล้ว แต่ว่าผมเหนือกว่ารัฐบาลตรงที่ผมเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาล เพราะผมทำอยู่ในกรอบประชาธิปไตยทั้งหมด” คำยืนยันแรกจากปาก พล.ร.อ.ชัย ต่อการเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้|ยอมรับว่าความคาดหมายของกลุ่มไม่สามารถตั้งตายตัวได้

“ลักษณะการทำงานของกลุ่มเป็นรองรัฐบาล และรู้ว่ารัฐบาลไม่ได้มองประชาชนว่าได้ใช้เสรีตามระบอบประชาธิปไตยที่จะแสดงความเห็นได้ และพอมีความเห็นต่างก็ใช้วิธีการแบบศัตรู คือ กดดันเหมือนคราว เสธ.อ้าย (พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์) ชุมนุม เหตุนี้จำเป็นต้องระมัดระวังในการกำหนดเป้าหมาย”

คำว่า “การกำหนดเป้าหมาย” พล.ร.อ.ชัย ขยายความว่า การทำงานครั้งนี้จำเป็นต้องกำหนดตามสถานการณ์ แม้เป้าหมายสูงสุด คือ ล้มระบอบทักษิณ แต่อาจไม่ใช่วันนี้ เพราะรัฐบาลมีพลังมาก แต่เชื่อว่าในอนาคตต้องล้ม

“เราต้องมีความพร้อม คือ กองทัพประชาชน ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้ามาร่วมมาก จะสอดคล้องกับผลงานและแนวความคิด จึงสามารถชุมนุมได้เป็นปึกแผ่น มีพละกำลังในการเดินได้มากขึ้น หากมาน้อยก็ต้องปรับแผน ลดขีดความสามารถลง วิธีการอาจเปลี่ยนไป แต่เป้าหมาย คือ ไม่ให้ระบอบทักษิณอยู่ในประเทศไทย เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ”

พล.ร.อ.ชัย เล่าอีกว่า ก่อนการเคลื่อนไหวทั้งหมด ได้มีการหารือกับภาคประชาชนมานาน พร้อมดูกระแสสังคมว่าคิดอย่างไรกับรัฐบาล ปรากฏว่ากลุ่มส่วนใหญ่มีความคิดตรงกัน คือ ทนไม่ไหว และมีความกดดันเจ็บแค้นจากการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลทุกเรื่อง ทั้งหลักธรรมาภิบาล การนำประเทศไทยไปสู่การเสียหายต่อสังคมโลก

“เรามีคนทำงานร่วมอยู่เยอะ ทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ถ้าเอาให้ชัดเจน คือ กลุ่มทุกกลุ่มเหมือนกันหมด ใครก็แล้วแต่ที่มีเป้าหมายเดียวกันก็จะสนับสนุน เพียงแต่การสนับสนุนไม่ได้หมายความว่ามาร่วมมือลักษณะทำงานร่วมกัน พอถึงเวลาก็จะมา จะมาร่วมกันเลยคงทำงานในชั้นต้นลำบาก เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้ง”

ทั้งนี้ ได้ปฏิเสธเสียงแข็งว่าการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ได้มีกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังตามที่มีการกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามว่ารับเงินมา 3,000 ล้านบาท

“จุดเด่นของกลุ่ม คือ ประชาชนกับอุดมการณ์ ผมไม่ได้ใช้เงินสักแดงเดียว ผมมีเพียงแค่ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ การกล่าวหาแบบนี้เป็นวิธีการเดิมๆ ภาพรวมนักการเมืองเวลานี้ นอกจากไม่เป็นคุณแล้วยังเป็นภัยแก่ชาติ ความแตกแยกของคนในชาติก็สูงขึ้น ถึงขั้นแบ่งฝ่ายฆ่ากันเอง”

จะล้มรัฐบาลได้หรือไม่? พล.ร.อ.ชัย ยืนยันเสียงแข็งว่า “ในหลักการบอกว่าเป็นรอง ล้มได้หรือไม่แล้วแต่ประชาชน แต่อย่างน้อยที่สุดสังคมทั่วโลกจะรับรู้ว่าประชาชนที่ออกมาต่อต้านมันมากน้อยขนาดไหน และจะไม่พาประชาชนไปตาย หรือไปสู้กับตำรวจที่จ้องจะฆ่าประชาชน”

เช่นกันกับการประกาศไม่เข้าร่วมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะไม่ต้องการฝ่าฝืนคำสั่งศาล ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้กองทัพประชาชนฯ เสียเปรียบ แต่มั่นใจว่าจะไม่กระทบการเคลื่อนไหวในวันที่ 4 ส.ค.

“พันธมิตรฯ เป็นองค์กรที่เกิดมาก่อน มีความแข็งแรงในตัว จะไม่ดึงเข้ามา แต่มีเป้าหมายเดียวกัน ส่วนจะเคลื่อนไม่เคลื่อน คนของเขาก็มา แกนนำไม่มาไม่เป็นไร แต่ถ้าเขาออกมาเคลื่อนไหวทั้งหมดก็ดี ไม่มีข้อขัดข้องใดๆ เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน ส่วนกลุ่มคนหน้ากากขาวก็มีติดต่อมาขอเข้าร่วมเยอะ”

แม้การต่อสู้ยกนี้ พล.ร.อ.ชัย จะสารภาพว่าเป็นเรื่องยากที่จะล้มรัฐบาล แต่ยืนยันว่าในอนาคตการต่อสู้จะต้องยกระดับนำไปสู่การกดดันให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง เพียงแต่ตอนนี้ขอกดดันให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง รมว.กลาโหมก่อน

“ตอนนี้ดูแค่นี้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเวลานั้น แต่ไม่ใช่ไม่เรียกร้องให้ท่านลาออกจากนายกฯ คือท่านเป็น รมว.กลาโหม ไม่เวิร์กอะไรเลย นายกฯ อยู่สูงกว่า ไม่อยากไปแตะ ถ้าแตะนายกฯ ทุกเรื่องเละหมด เรื่อง|ใหญ่ ใจเย็นๆ เอาแค่ตำแหน่ง รมว.กลาโหมก่อน...

...การมาเป็นรัฐบาล 2 ปี ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น เอาเงินพวกผมทั้งนั้น เคยมาแถลงไว้บ้างหรือไม่ว่าทำอะไรให้ชาติได้ประโยชน์ ที่บินไปมา บ้านเมืองจ่ายเงินไปตั้งเยอะแยะกับรัฐบาลชาติได้อะไรบ้าง ผมไม่รู้นะ ใครรู้ช่วยบอกที ผมเสียดายตังค์ผม เพราะว่าผมเสียภาษี”

สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล พล.ร.อ.ชัย บอกว่า มีมากกว่า 6 ข้อที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เช่น การให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องปากท้องของประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่เพราะรัฐไม่เคยฟังเสียงประชาชน เห็นเป็นศัตรู ไม่ได้ฟังเสียงประชาชนที่แสดงสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

“รัฐบาลสองมาตรฐานมาตลอด เห็นได้จากหน้ารัฐสภา เสื้อแดงเข้าได้ แต่คนอื่นเข้าไม่ได้ ถ้าเราเข้าไปก็โดนกั้น ฉะนั้น ลักษณะต่างๆ มันชัดเจน โดยเฉพาะคลิปที่เชียงใหม่ ประชาชนโกรธแค้นมาก หน้ากากขาวถูกเสื้อแดงทำร้าย ตำรวจอยู่แต่ยืนเฉย ดังนั้น ชัดเจนว่ารัฐบาลสนับสนุนการทำร้ายประชาชน”

"รบไร้รูปแบบ"ปรับเกมรับมือตำรวจ

การชุมนุมครั้งนี้มีคำถามที่มีการถามกันในสังคมอย่างมาก คือ “4 ส.ค. จะชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่” เพราะมีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ถ้าการชุมนุมลากยาว แน่นอนว่าสถานการณ์ย่อมตึงเครียดมากขึ้น

โดยคำถามนี้ได้รับคำตอบจาก พล.ร.อ.ชัย ว่า “การชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจำนวนประชาชน ถ้าประชาชนไม่คอยถีบหนุนหลังก็อยู่ไม่ได้ วิธีการทำงานจะบริหารแบบวันต่อวัน หากวางไว้ล่วงหน้าก็จะโดนแบบครั้งที่แล้ว ฉะนั้น ครั้งนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ถึงวันแล้วประชุมวางแผนบริหารกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป คำถามที่ถามล่วงหน้าจะไม่มีคำตอบ ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการของคณะเสนาธิการร่วม 5 คน แต่จะมีมาเพิ่มหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ อยู่ที่ว่าขาดอะไร...

...กลยุทธ์ที่ใช้เคลื่อนไหวครั้งนี้มาจากระบบเสนาธิการ คือ กองทัพประชาชน ประชาชนต้องเป็นใหญ่ ถ้ามาเยอะ ก็เดินเกมได้เร็ว หากประชาชนไม่สนใจหรืออยู่เฉยๆ ก็เลิก แต่เวลานี้รู้มาว่ากำลังมีการกดดันตามต่างจังหวัดแบบเดิม โดยเรามีวิธีแก้ ซึ่งขอไม่บอกตอนนี้ เพราะเดี๋ยวจับทางได้ เหมือนบทเรียนครั้งที่แล้ว”

พล.ร.อ.ชัย ยืนยันว่า “ตัวผมจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย มองว่าเป็นฝ่ายรับ เพราะทุกฝ่ายกดดัน แต่จะรุกด้วยมันสมอง แต่ถ้ารัฐบาลเคลื่อนไหวกดดันกีดกันแรง การต่อต้านอาจจะแรงตาม ซึ่งไม่รู้นะ แต่ทั้งหมดบ้านเมืองจะแรงจะร้ายอยู่ที่รัฐบาล ตำรวจ และเสื้อแดง ไม่ใช่มาบอกให้กองทัพประชาชนอยู่ในกรอบกฎหมาย ต้องให้กลุ่มเหล่านี้อยู่ในระบอบกฎหมาย เพราะพวกเขาผิดกฎหมายมาตลอด”

“ถ้ารัฐบาลเล่นแรงกับเราก็จบ มันอยู่ที่รัฐบาลจะทำอะไรกับประชาชนที่แสดงสิทธิโดยสันติและกฎกติกาของรัฐธรรมนูญ ประชาชนดูอยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้ว ที่มีการยิงแก๊สน้ำตา และมีคนบาดเจ็บ ยังเกิดความเจ็บแค้นกับประชาชนอยู่มาก เวลานี้ตำรวจเป็นกลุ่มที่ประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่เหมาะสมมาทำงานครั้งนี้ เพราะมีความไม่เป็นกลาง ดังนั้น ไม่ควรจะมาทำหน้าที่รักษาความสงบ”

นายทหารรุ่นใหญ่รายนี้อธิบายถึงรูปแบบการชุมนุมอีกว่า อาจจะไม่มีการตั้งเต็นท์หรือเวทีถาวร เอาแบบง่ายๆ คือ มาพร้อมกับตำรวจ ประกาศวันไหน ตำรวจมาวันนั้น ประชาชนมาวันนั้น ส่วนเรื่องเสบียงอาหารคงไม่จำเป็นต้องเตรียมก่อน เพราะทุกคนที่มาอยู่ได้สบาย 1 วัน เนื่องจากเป็นพวกไม่ชอบรัฐบาล และทนไม่ไหวกับรัฐบาล แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์

“ความปลอดภัยชีวิตของประชาชนที่เข้าร่วมสำคัญที่สุด เราได้หาแนวทางป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมหากเกิดการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม เราได้ดำเนินการไว้ทุกอย่าง แต่เรื่องเครื่องมือนั้น ประชาชนส่วนใหญ่เตรียมกันเอง ทางกลุ่มไม่มีเงินจัดหา มีแต่ประชาชนโทรมาบอกว่าจะเอาสิ่งของมาช่วย”

ทหารแก่ไม่กลัวตาย!!

“ผมรักประชาชน ผมไม่กลัวตาย เพราะอายุ 70 กว่าแล้ว ถ้าจะตายเพื่อชาติ เขาก็จะเอาศพผมไประดมสรรพกำลังมาล้มให้ได้ คนที่ไม่รักชาติบ้านเมืองตายไปก่อนผมเยอะแยะ ผมอยู่มาตั้ง 71 ปี ไม่กลัว มีคนเคยถามผมว่ากลัวตายไหม ผมบอกว่าในหลักการจริงๆ มนุษย์ต้องกลัวตาย แต่ผมกลัวชาติจะเสียหายมากกว่าเลยออกมาสู้ มันก็ลบความกลัวหายไป”

คำประกาศสู้ตายของนายทหารนอกราชการที่มีชื่อว่า “ชัย สุวรรณภาพ” ไม่เพียงเท่านี้ ยังกล่าวแบบติดตลกถึงการเตรียมสุขภาพเพื่อรับลงสู่สนามการเมืองนอกสภาเอาไว้ด้วยว่า “ไม่ต้องพึ่งถั่งเช่า”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพ ไม่มีกังวล เพราะดีอยู่แล้ว มีใจเพื่อชาติ ทำไปก็แข็งแรง และยืนยันว่าไม่ได้กินถั่งเช่า (หัวเราะ) กินอาหารตามแพทย์สั่ง เช่น ผัก ก็จะรับประทานเป็นหลัก ผมออกกำลังกายบ้าง เพราะเวลามันน้อย แต่ถ้าไม่มีกิจกรรมอื่น ก็ออกกำลังกายมากหน่อย คือ วิ่งตอนเย็นทุกวัน

...การเตรียมตัวก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในหัว มันเป็นอัตโนมัติ เรื่องของทักษิณ มันเข้ามาในชีวิตตลอดเวลา เพราะไม่ใช่ตาสีตาสา เป็นคนมีความรู้ ติดตามดูใช้เหตุผลมาประกอบแล้ววิเคราะห์ก็เห็นอยู่แล้ว”

พล.ร.อ.ชัย ยืนยันว่า น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แต่ยอมรับว่ารู้จักและคุ้นเคยกับท่าน เช่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี แม้จะเป็นนักเตรียมทหารรุ่น 1 เหมือนกัน แต่ไม่ได้เจอมานานเกือบ 10 ปี

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แม้กระทั่งจะโทรมาฝากความห่วงใยก็ไม่มี ไม่มีความสัมพันธ์อะไรเลย” คำยืนยันจากนายทหารร่วมรุ่น พล.อ.สุรยุทธ์

อย่างไรก็ตาม ในฐานะอดีตนายทหารเรือที่เคยเป็นถึงรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ฝากข้อความถึงกองทัพว่า อยากให้ทหารเลิกทำตัวเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะไม่อยากเห็นกองทัพอ่อนแอ

“ทหารรู้ว่านักการเมืองใช้ทหารเป็นเครื่องมือทำมาหากิน และเวลานี้กองทัพอ่อนแอมากอยู่แล้ว แต่มีความพยายามทำลายเอาทหารไปเกี่ยวการเมือง...

อยากฝากไปถึงทหารว่า ท่านเป็นทหารถูกฝึกมาเพื่อให้รักชาติ สถาบัน และสาบานตัวเรียบร้อยว่าจะรักชาติ แต่ตอนนี้พวกท่านได้ละทิ้ง ขอได้โปรดถอนตัวออกมา เพราะสักวันจะเสียใจ”

เช่นกันกับประชาชน พล.ร.อ.ชัย ก็ได้ฝากว่า อยากเรียกร้องประชาชนคิดให้ดี อยากเห็นบ้านเมืองเป็นยังไง ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองเป็นแบบนี้ ก็ตอบมาว่าเห็นประเทศชาติมีอะไรดีขึ้น ถ้าปล่อยไปบ้านเมืองล่มสลาย เงินทองไม่มีใช้ มีแต่นักการเมืองรวยทุกคน

“เป้าหมาย คือ ไม่ให้ระบอบทักษิณอยู่ในประเทศไทย เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ชาติอย่างเดียวเท่านั้น ทั่วโลกเริ่มรู้แล้ว”

พร้อมกันนี้ยังตอกย้ำถึงการคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วย เพราะเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่ม โดยที่ประเทศได้รับความเสียหาย

“การเอาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภา ยังไงผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะคนเกี่ยวข้องมันมีหลายคน จะไปนิรโทษคนเผาเมือง ฆ่าทหาร และก่อวินาศกรรมได้อย่างไร ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกเลย

...รัฐบาลอาจมองพวกผมเป็นคนโง่ แต่พวกผมมีปัญญา คิดแบบนี้เป็นการเอาแต่ได้ ไม่ได้คิดถึงคนที่ตายไป อันนี้ถือว่าเอาเปรียบประชาชน เห็นแก่ตัวอย่างร้ายแรง และเลศนัยแฝง ทางที่ดีต้องให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมก่อนแล้วค่อยมาคุย”

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ