ปมคืนภาษีปลอม สะเทือนบิ๊กสรรพากร

  • วันที่ 01 ก.ค. 2556 เวลา 10:23 น.
  • | เปิดอ่าน 8,003
Share on Google+
LINE it!

ปมคืนภาษีปลอม สะเทือนบิ๊กสรรพากร

ยิ่งสาวลึกยิ่งบานปลายสำหรับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมของกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ทำให้ประเทศสูญเสียเม็ดเงินหลายพันล้านบาท

ประเด็นร้อนนี้เริ่มขึ้นเมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เซ็นหนังสือให้อำนาจ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ เข้าแจ้งความกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินการกับบริษัท 30 ราย ที่กระทรวงการคลังสอบสวน

ในทางลึกแล้วพบว่ามีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งที่ไม่มีการทำธุรกรรมส่งออกจริง ทำให้รัฐบาลเสียหายไปถึง 3,647-4,200 ล้านบาท

ปมการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามา โดยผู้ที่ร้องเรียนได้ทำหนังสือร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน ทั้งส่งตรงถึง รมว.คลัง อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และรังสรรค์

จากการตรวจสอบเบื้องลึก พบว่า ผู้ที่ร้องเรียนเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารของกรมสรรพากรเองที่พบเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมมือขบวนการขอคืนภาษีปลอม

ที่สำคัญการร้องเรียนยังพาดพิงไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากรระดับ 9 ในพื้นที่บางรัก สมุทรปราการ นนทบุรี ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการขอคืนภาษีปลอมดังกล่าวด้วย ทำให้กระทรวงการคลังดำเนินการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาอีกชุด

รังสรรค์ชี้แจงว่าจากเอกสารที่มีพบว่ากลุ่มผู้ส่งออกทั้ง 30 ราย มีสถานประกอบการที่เป็นบ้านร้าง ไม่มีความน่าเชื่อถือ มีกลุ่มกรรมการซ้ำๆ กัน คนเดิมๆ และมีการตั้งบริษัทขึ้นมา 5-6 เดือนแล้วก็ปิดตัวไปและเปิดใหม่ มีลักษณะเป็นขบวนการ แต่ที่น่าแปลกคือเจ้าหน้าที่กลับไม่ตั้งข้อสงสัย มีการคืนภาษีให้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่สินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าที่ราคาไม่สูง แต่กลับตั้งราคาสินค้าสูงๆ เพื่อจะขอคืนภาษีเยอะๆ ทำให้น่าสงสัยว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตเงินภาษีดังกล่าว

ขณะที่ สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการยื่นฟ้องผู้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมกว่า 60 บริษัท แต่ไม่สามารถระบุรายละเอียดเป็นการฟ้องร้องหน่วยงานไหน และ 60 ราย ที่ฟ้อง มี 30 ราย ที่กระทรวงการคลังดำเนินการอยู่หรือไม่

นอกจากนี้ กรณีสรรพากรพื้นที่ 22 เขตบางรัก อาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางกรมสรรพากรกลับไม่ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบและเรียกเอกสารทั้งหมดของสรรพากรพื้นที่ 22 มาไว้ส่วนกลาง และก็ยังไม่มีการย้ายเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาออกจากพื้นที่อีกด้วย

การดำเนินการของกรมสรรพากร ทำให้เป็นประเด็นร้อนขว้างงูไม่พ้นคอ

เพราะข้อมูลก็ประจักษ์ชัดเจนว่าบริษัทที่ขอคืนเป็นขบวนการเดียวกัน เพราะมีการใช้ชื่อกลุ่มคนไม่กี่คนตั้งบริษัทกระดาษขึ้นมา ไม่มีการดำเนินธุรกรรมจริง ทำใบภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมเพื่อมาขอคืนภาษีกับกรมสรรพากร

หากไล่เลียงไปจะพบความผิดปกติ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า 1 ใน 30 บริษัทที่ถูกสั่งฟ้องขอคืนภาษีปลอมประกอบด้วย บริษัท โอเอโอพี ขอคืนภาษี 171.7 ล้านบาท บริษัท พีเอสสำราญ ขอคืนภาษี 174.5 ล้านบาท บริษัท เกิดทรัพย์มั่งมี ขอคืนภาษี 176.9 ล้านบาท บริษัท เคเคพีโอไอ ขอคืนภาษี 182.4 ล้านบาท

โดยมี ศุภกิจ ริยะการ สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 เขตบางรัก เป็นผู้อนุมัติ

ยังมี บริษัท บีบีกรุ๊ป วัน ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 44 ล้านบาท

บริษัท บีบีบิ๊ก ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ปี 2555 จำนวน 144 ล้านบาท ปี 2556 ขอคืนภาษีจำนวน 43 ล้านบาท

บริษัท ฟรีไทม์ ค้าโลหะ ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ปี 2555 จำนวน 96 ล้านบาท ปี 2556 (ม.ค.-มี.ค.) จำนวน 21 ล้านบาท

บริษัท บีบีรีไซเคิล ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปี 2555 จำนวน 162 ล้านบาท ปี 2556 ขอคืนจำนวน 21 ล้านบาท

บริษัท เอ็นอีเอ โลหะการค้า ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ปี 2555 จำนวน 94 ล้านบาท ปี 2556 ขอคืนจำนวน 21 ล้านบาท

แทบทุกบริษัทนั้นเกี่ยวพันกับตัวละครไม่กี่คน เช่น ประสิทธิ์ อัญญโชติ เกรียงศักดิ์ เถื่อนศร วีรยุทธ แซ่หลก สายธาร แซ่หลก สุวรรณา จิตติปัญญากุล เป็นผู้ถือหุ้นในกลุ่ม 30 บริษัทที่มาขอคืนภาษีร่วม 3,647 ล้านบาท

คำถามว่า ใบภาษีปลอมที่มาขอคืนจำนวนมากทำไมถึงรอดสายตาและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมาได้อย่างไรถึง 2 ปี โดยที่เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรไม่สงสัยหรือเอะใจแม้แต่น้อย

ยิ่งมีการขอคืนภาษีเจาะจงไปที่เขตบางรัก สมุทรปราการ เป็น 2 จุดใหญ่ ยิ่งเป็นที่น่าสงสัยว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน แต่กลับผ่านสายตาของกรมสรรพากรไปได้อย่างน่าคลางแคลงใจ

สาธิต ออกมาระบุว่า การขอคืนภาษีปลอมเพิ่งกลับมาระบาดอีกครั้ง 1-2 ปีที่ผ่านมา เหตุผลเพราะว่าสรรพากรให้ความสำคัญกับการบริการเป็นหลักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ละเลยการตรวจสอบภาษีที่เข้มงวด จึงกลายเป็นช่องให้มีการทุจริตของผู้ประกอบการเกิดขึ้น

แต่ทว่าก็เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ประกอบการรู้ได้อย่างไรว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรจะเพลามือเรื่องการตรวจสอบการขอคืนภาษี หากไม่ใช่คนในกรมสรรพากรนำสารดังกล่าวไปบอกผู้ร่วมขบวนการ ไม่ใช่เซียนภาษีจริงไม่มีใครกล้าขอคืนภาษีปลอมเป็นหลายพันล้านบาทแน่

Share on Google+
LINE it!