"ขาจร"กำลังมารอวัน"ฝีแตก"

วันที่ 27 พ.ย. 2555 เวลา 11:21 น.
"ขาจร"กำลังมารอวัน"ฝีแตก"
โดย.....ขำ เคืองใจ 

เพราะหวั่นเกรงจะโดนเอ็ม79 ถล่มเวทีนำไปสู่การสูญเสีย  หรือการหาเหตุไม่สามารถนำมวลชนจากแนวกั้นเชิงสะพานมัฆวานฝ่าเข้ามาร่วมชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าได้    .หรือการยอมรับจำนวนผู้ชุมนุมไม่เป็นไปตามเป้า     จึงทำให้ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย แกนนำกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม ต้องตัดสินใจประกาศยุติชุมนุม

สารพัดเหตุผล ไม่ว่าจะหยิบยกข้อใดขึ้นมาแจง  ก็ดูจะถูกหมดทุกข้อ  เป็นเหตุให้ เสธ.อ้าย ยกธงยอมแพ้รัฐบาลยิ่งลักษณ์

แต่หากมองผ่านโครงสร้างองค์กรเพื่อหาเหตุว่ามีส่วนทำให้การชุมนุมครั้งนี้ต้องม้วนเดียวจอดหรือไม่   ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าโครงสร้างองค์กรนั้นมีส่วนอย่างยิ่ง    เพราะสภาพภายใน เป็นไปในลักษณะหลวมๆ  ไม่ว่าจะเป็นระดับแกนนำ ที่นอกเหนือไปจาก เสธ.อ้าย ถามว่ามีใครโดดเด่น มีใครเป็นตัวตายตัวแทน   มีใครคอยที่จะสั่งการหรือเป่านกหวีดแทนเสธ.อ้ายได้บ้างในยามสถานการณ์คับขัน  ขณะที่ภาพของการสร้างเครือข่ายที่แม้สันติบาลวาดภาพไว้น่ากลัวมีถึง 55 เครือข่าย แต่สภาพความเป็นจริง 55 เครือข่าย อาจมี 55 คนก็ได้  

ขณะที่สภาพแกนนำทหารแก่ ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่าง ยังไม่ถึงขั้นแม่เหล็กดึงดูดมวลชน จริงอยู่ พล.อ.บุญเลิศอาจเป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนวงการทหารนอกราชการ  เป็นถึงประธานมูลนิธิศิษย์เก่าเตรียมทหาร แต่ตอนนี้ลาออกซะแล้ว  เป็นถึงผู้ที่ถูกรัฐบาลในอดีตยกให้เป็นกบฎมาแล้ว และที่อาจสร้างความรู้จักก็จากการเป็นนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย แล้วไม่สามารถพานักชกไทยคว้าเหรียญทองโอลิมปิกส์สำเร็จ จนลาออกจากตำแหน่ง  

ในทางการเมือง พล.อ.บุญเลิศ  เพิ่งมารู้จักในหมู่มวลชนในช่วงเวลาไม่กี่เดือน หรืออาจจะมีความรู้จักอยู่บ้างกับการนัดรวมตัวพบปะที่สวนลุมพินีในกลุ่มคนไม่เอาทักษิณ  หรืออาจจะเริ่มสร้างแบรนด์ขึ้นมาได้บ้างก็ตอนถูกยกให้เป็นหัวหน้าแช่แข็งจนฝ่ายตรงข้ามทำสติกเกอร์ ขึ้นป้ายต่อต้าน

แต่การทำให้ผู้คนคุ้นเคยในลักษณะนี้ หาได้เกิดจากการคิดค้นผ่านปากเสธ.อ้าย แต่อย่างใด .แต่ปฐมเหตุมาจากสื่อมวลชนผลิตคำขึ้นมาเปรียบเปรยสถานการณ์บ้านเมืองก่อนบานปลายให้ฝ่ายการเมืองนำไปยัดเยียด เสธ.อ้าย คือแกนนำแช่แข็งประเทศนั่นเอง

อีกอย่างตามตำราพิชัยสงครามกล่าวถึงการรู้เขารู้เราย่อมมีโอกาสประสบชัยชนะ แต่กับการที่ฝ่ายรับ (รัฐบาล) รับรู้ความเคลื่อนไหวฝ่ายรุก (ม็อบ เสธ.อ้าย) แต่ฝ่ายรุกกลับไม่รู้ความเคลื่อนไหวฝ่ายรับ  มันจึงออกมาในทางที่รัฐบาลระดมสรรพกำลังตำรวจจากทั่วประเทศมารักษาป้อมปราการทำเนียบรัฐบาลราวกับม็อบตำรวจนั่นไงเล่า 

 เมื่อถึงวันนัดประลองกำลัง ต่างฝ่ายต่างเปิดไพร่พลออกมายิ่งทำให้เห็นความชัดเจนถึงความพร้อมในแง่ของกำลังมีมากกว่าปริมาณมวลชนพิทักษ์สยาม  เข้าตามสุภาษิตน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

การจัดรูปทางการรบ ที่จู่ๆก็มีผู้ตั้งตนเป็นแกนนำออกไปเคลื่อนไหวแต่ละแห่ง ขาดซึ่งการประสานอย่างเอกภาพก็ยิ่งเป็นจุดอ่อน  ไม่ว่าจะเป็นเชิงสะพานมัฆวาน แยกมิกสักวัน ขาดซึ่งการประสานจนมีแกสน้ำตาลอยละลิ่ว มวลชนแตกกระเจิง ถึงจะฝ่าด่านกันอีกรอบในช่วงบ่ายแต่ก็ล้มเหลวทั้งสองด้าน  ยิ่งรูปแบบการเคลื่อนดาวกระจายจึงไร้ทิศทาง ไร้พลัง

เมื่อปริมาณไม่ตามเป้า   ไม่รู้เขารู้เรา   ขาดการผนึกเหล่าแกนนำมืออาชีพ   ผลลัพธ์จึงต้องจบลงอย่างรวดเร็ว

************************

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่ามวลชนภายใต้การนำของ เสธ.อ้าย พ่ายแพ้หมดรูป  แต่ควรมองในเชิงลึกกว่านั้น มองแบบที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ควรประมาทเด็ดขาด  เพราะไม่ใช่ม็อบยุติวันนี้แล้วกระหยิ่มยิ้มย่องต่อความเป็นรัฐตำรวจพร้อมใจมาเป็นกระดองคุ้มครองปูให้แข็งแกร่ง    เพราะแม้ผู้มาชุมนุมจะมีส่วนผสมของกลุ่มคนที่ฝ่ายการเมืองมักจะให้ค่าพวกเขาเป็นแค่ม็อบขาประจำ ที่มาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย   กลุ่มสันติอโศกซึ่งต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

รัฐบาลควรพิจารณาให้ลึกถึงอารมณ์ความต้องการผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะที่สนามม้านางเลิ้ง  หรือชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปฯ  เริ่มเห็นขาจรหรือลูกค้ารายใหม่กำลังเข้ามาเติมเต็ม นอกเหนือจากม็อบขาประจำ

ในขณะที่โลกไซเบอร์ พื้นที่ของการสนทนาพาทีทางการเมือง สอดสายตาตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ก็เป็นอีกส่วนที่อยากรู้อยากเห็นขอมาเดินบนถนน  จากที่เคยเพรียกหาจะมีคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่ขาประจำปรากฎบ้างหรือไม่  ก็ดูจะไม่ต่างกับจุดกำเนิดองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาอย่างองค์กรพิทักษ์สยามสามารถรวบรวมคนภายในสองครั้งในระยะเวลาไม่ห่างกันได้ปริมาณมากถึงขนาดนี้ ถึงแม้การกำหนดเงื่อนไขหรือหมัดน็อคยังพร่ามัวแต่ก็ยังมีมวลชนออกมา แม้ไม่ถึงแสนไม่ถึงล้าน   แต่ก็ไม่ใช่จะมีแค่หลักพัน หลักร้อยอีกต่อไป

และหากคิดต่อไป ระยะเวลานับจากนี้ หากการถ่ายทอดข้อมูลติดตามการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นกัดไม่ปล่อย อีกทั้งแรงสั่งสมความเครียดแค้นจากเหตุรัฐตำรวจทุบประชาชนที่ต่างกับมาตรฐานการชุมนุมคนเสื้อแดง สะสมกันไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างกับที่มีการสร้างโรงเรียนนปช.อย่างไรอย่างนั้น    เหมือนอย่างที่ปชป.เดินสายเล่าความจริงตามพื้นที่ต่างๆ หรือเหมือนอย่าง พันธมิตรฯจัดเวทีสัญจรพบปะแฟนคลับต่อเนื่อง 

เหมือนเป็นการเพาะเชื้อรอวันฝีแตก

จะว่าไปแล้ว จากเหตุการณ์มวลชนวิ่งชนกระบองรัฐตำรวจ  เท่ากับเป็นการบันทึกสถิติความรุนแรงให้รัฐบาลผู้นำหญิงเป็นครั้งแรก แรงสั่งสมแห่งความชิงชังระหว่างรัฐประชาชนขยายวงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณนับจากนี้หมดเวลานายกฯปูทำสวยผ่านไปวันๆ  การฮันนีมูนรัฐบาลสุขกันเถอะเราอาจไม่มีอีกแล้ว

หากวันใดยังคงหยิบเรื่องการปลดเปลื้องความผิดให้กับคนหนีคดีทุจริตขึ้นมาก็เท่ากับเป็นการนับถอยหลังวันเข้าสู่เงื่อนไขสุกงอม   เพราะอย่าลืมเด็ดขาดลูกค้ารายใหม่ที่ทยอยออกมา ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ "รวมพลต้านคนหนีคดีกลับประเทศ” นั่นเอง  

เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้  ทำให้มองไปถึงปีหน้าต่อความพยายามของรัฐบาลหาทางช่วยคนไกลกลับประเทศจะด้วยการใช้ทุกวิถีทางบีบเค้นฝ่ายตรงข้าม  ไม่ว่าจะเป็นแกนนำทางการเมืองที่คนละขั้วรัฐบาลมีคดีก่อการร้ายติดตัว หรือจะเป็นนักการเมืองตรงข้ามเพื่อไทยที่ถูกยัดเยียดให้เป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชนต้องได้รับโทษ ให้มาเดินตามเส้นทางที่รัฐบาลกำหนดร่วมกันเห็นพ้องออกกฎหมายปรองดอง  

ก็ดูจะเป็นงานยากมากถึงยากที่สุด!!! 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต