คนเสื้อแดงสันติวิธีจริงหรือ?

วันที่ 23 มี.ค. 2553 เวลา 21:39 น.
การชุมนุมนับจากนาทีนี้ไปเป็นโอกาสที่ นปช.จะพิสูจน์ตัวเองว่าสันติวิธี อหิงสา  ตามที่ประกาศไว้หรือไม่  จะสร้าง ประวัติศาสตร์เลวร้ายซ้ำรอยหรือเปล่า

โดย ทีมข่าวการเมือง

การชุมนุมของแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)   ทั้งก่อนหน้านี้และปัจจุบันที่ ยืดเยื้อหลายวัน มีสิ่งหนึ่งที่แกนนำนปช. ทั้ง   วีระ มุสิกพงษ์  จตุพร  พรหมพันธุ์  ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ   เหวง โตจิราการ    พยายามบอกกับผู้ชุมนุมอยู่เสมอ นั่นคือคำว่า “คนเสื้อแดงจะต่อสู้แบบสันติวิธีและยึดหลักอหิงสา”  เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เป็นความพยายามที่แกนนำคนเสื้อแดงจะลบภาพความ รุนแรงของเหตุการณ์เมษาเลือดเมื่อปีที่แล้ว

บทเรียนครั้งนั้น แม้จะโยนความผิดเป็นการกระทำของเสื้อแดงปลอม  แต่ก็ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ จนต้องยอมรับกับผู้ชุมนุมว่า  “พี่ น้องจำได้มั้ย   การใช้ความ รุนแรงครั้งนั้น ทำให้เราแพ้อย่างราบคาบ และเราจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก”   อย่างไรก็ตามกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.ที่ผ่านมา เริ่มมีคำถามว่า  แท้ จริงแล้ว  นปช.ยึดสันติวิธีตามที่ประกาศไว้หรือไม่

แม้ในช่วงที่ผ่านมาแกนนำจะพยายามล้างภาพให้ดูดีเช่น หมอเหวง โตจิรการ  ตั้งขบวนสันติวิธีไปตรวจค้นอาวุธทหารตำรวจ แต่ก็เป็นภาพที่สวนทางอีกเช่นกัน  การสันติวิธีมีสิทธิ์อะไรไปตรวจค้นอาวุธเจ้าหน้าที่ เพราะไม่มีประเทศไหนโลก  ให้ประชาชนมีอำนาจบาตรใหญ่ตรวจค้านอาวุธเจ้าหน้าที่รัฐ เว้นเสียแต่เป็นประเทศไร้รัฐ ไร้การศึกษา ไร้กติกา ปกครองด้วยกฎหมู่

ก่อนหน้านี้ ก็มีปรากฎการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้เรียนรู้วิธีการสันติวิธีอย่างเข้าใจถ่องแท้หรือไม่   เริ่มจากการระดมเลือดของผู้ชุมนุมไปราดที่ทำเนียบรัฐบาล  พรรคประชาธิปัตย์  รวมถึงบ้าน  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”     วิธีดังกล่าวถือว่าเป็นการชุมนุมอย่างสันติวิธีหรือไม่ เพราะนอกจากการนำเลือดซึ่งถือว่าเป็นขยะติดเชื้อที่สกปรกที่สุด  การขว้างปาใส่สถานที่รัฐอาจพอทำเนาในเชิงต่อต้านสัญลักษณ์ แต่การขว้างปาใส่บ้านพักส่วนตัว อาคารสำนักงานเอกชน บุคคล องค์กรล้วนมีสิทธิปกป้องตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีสิทธิที่ผู้อื่นจะไปละเมิด

แม้ว่าหลายสำนักจะฟันธงว่าพิธีกรรมดังกล่าว เป็นเรื่อง โหราศาสตร์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า  การใช้เลือด ถือว่าเป็น สัญลักษณ์ของการกระตุ้นให้มีความรุนแรง แม้แต่บทวิเคราะห์สื่อไทยและเทศหรือแม้แต่นักสันติวิธี  มีความเห็นตรงกัน วิธีดังกล่าวไม่ใช่แนวทางสันติวิธี เพราะถ้าจะลงลึก ก็เป็นวิธีการของ เผ่าพันธุ์ชนป่าที่ไร้อารยะ ประเภทจับคนมาบูชายัญเซ่นสังเวยด้วยเลือดทำนองนั้น

ท่ามกลางคำถามว่า ทำไมคนเสื้อแดง ไม่เลือกวิธีการชุมนุมแบบอหิงสาที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน อาทิ  การอดข้าวประท้วง   การ โกนผมประท้วง แต่กลับกลายเป็นว่าสร้างหลักสันติวิธีด้วยการให้ผู้ชุมนุมเดือดร้อนไม่พอยังให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเดือดร้อนไปด้วยจากการถูกขว้างปา

การจัดคาราวานทัวร์กรุงฯ  ของกลุ่มนปช.ที่อ้างว่าเป็นการขอบคุณประชาชนคนกรุงเทพฯ ด้วยการจัดขบวน มอเตอร์ไซด์ 2  หมื่น คัน  รถกระบะและรถอื่นอีก 7,000  คัน ตามถนนเส้นหลักของกรุงเทพฯ  ทั้ง เพชรบุรี ลาดพร้าว รามคำแหง  สีลม   เยาวราชฯลฯ  จนการจราจร ทั่วกรุงเทพฯเป็นอัมพาต   ภาพที่เกิดในวันนั้นแม้ดู เหมือนว่าจะไม่มีเสียงต้าน แต่ความรู้สึกลึกๆของคนที่ต้องใช้ถนนสัญจรในวันนั้นคงไม่ต้องพูดถึงว่าจะ รู้สึกอย่างไร เดือดร้อนแค่ไหน

หรือแม้แต่การตระเวนแจกสติ๊กเกอร์ยุบสภา ซึ่งแม้จะเป็นสิทธิเสรีภาพที่ทำได้ แต่กลับภาพที่ปรากฎด้วยการยัดเยียดใส่มือผู้คนที่ไม่ประสงค์จะรับ ครั้นปฏิเสธก็พาลหาเรื่องเอาความ กลายเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกัน อย่างนี้หรือคือการสร้างสันติวิธีตามที่แกนนำได้เน้นย้ำกับผู้ชุมนุม

หันมาพิจารณาคำปราศรัยบนเวทีที่ออกแนว  คุกคาม  ข่มขู่  หยาบคายบ่อยครั้ง   เช่น การที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือกี้ ระเบิด ประกาศบนเวทีหลายครั้งว่าจะเป็นคนเด็ดหัว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” โดยเฉพาะวันที่ นปช.นำ เลือดไปสาดที่บ้านนายกฯ   “อริสมันต์”ได้ประกาศว่า “ยังดีที่นายอภิสิทธิ์ไม่อยู่บ้าน ไม่เช่นนั้นจะเข้าไปเลือดหัวนายอภิสิทธิ์มาล้างเท้า”  นี่คือสันติวิธีหรือไม่

สำทับด้วย “จตุพร” ที่กล่าวตอบโต้   นาย ทศพล เพ็งส้ม   ส.ส.นนทบุรี  ที่ออกมา ตั้งข้อสังเกตว่าเลือดทั้งหมดเป็นเลือดคนหรือไม่  ว่า  “ถ้าว่ากันแบบนี้ เดี๋ยวครั้งหน้าจะไปหาเลือดเอาข้างหน้า  และตอนนี้ เลือดยังเหลืออีกเยอะ จะไปราดตอนไหน ที่ไหนก็ได้”  นี่คือวาทะกรรมสันติวธีหรือไม่

และยังมีการประกาศในทำนองที่ว่าจะ ไล่ล่านายกฯหรือไล่ล่าบุคคลในรัฐบาลในทุกที่ๆ  การปิดล้อมสถานที่ราชการ   ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา  เห็นได้ชัดๆจากการตามไปไล่นายอภิสิทธิ์ ทีไปตรวจแม่น้ำโขง ที่จ.อุดรราชธานี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ขณะที่กลุ่ม เพื่อนทหารตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ   ที่ประกาศว่า   ครั้งหน้าถ้ารัฐบาลยังไม่ยุบ สภา   เครือข่ายรถบรรทุกจะมาร่วมปิดเมืองด้วย โดยครั้งนี้จะเอาเฉพาะรถบรรทุกที่ติดแก๊สมาเท่านั้น    ยังมินับรวมถึงการใช้คำหยาบมากมาย   ไม่ว่าจะเป็นคำว่า  กู มึง  เห้- ห่า  ฯลฯ   รวมถึงเหตุการณ์ ความรุนแรงที่มีการปาระเบิดในหลายที่ ทั้งที่ สำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ ถนนสีลม  การจับ กุมแท็กซี่ที่ปาระเบิดเพลิงเข้าไปภายใน กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) 

อดีตที่ผ่านมา คำว่า สันติวิธี อาจเป็นคำที่สะกดได้ยากในมวลหมู่คนเสื้อแดง จึงทำให้สร้างสมความรุนแรงบ่อยครั้ง  ที่ยังติดตาสังคมอยู่ถึงวันนี้ คือเหตุการณ์เมษาเลือด ที่มีการบุกล้มการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่พัทยา การปิดบ้านเผาเมือง การปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภุมิซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการขนส่งมวลชนของคน กรุงเทพฯ  เผารถเมล์ไปเกือบ 60 คัน  การใช้รถแก๊ส เปิดวาล์วข่มขู่ประชาชนที่ดินแดง  การใช้ระเบิดขวดขว้างปาตามสี่แยกต่างๆ  การบุกข่มขู่ประชาชนทั้งที่ชุมชนเพชรบุรี ซอย 7  ชุมชนยางเลิ้ง ฯลฯ ที่คนเสื้อแดงได้สร้างวีรกรรมไว้ จนทำให้คนกรุงเทพฯหวาดหวั่นทุกครั้งที่คนเสื้อแดงประกาศว่าจะมีการเคลื่อนพล

รวม ทั้งวีรกรรม “ปิดสภา-ปาหิน-ทุบรถ” เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีการโหวตเลือก นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ   ซี่งครั้งนั้นมีส.ส.หลายคนได้รับบาด เจ็บ และมีรถยนต์เสียหายจำนวนมาก  การปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2551 ที่ถนนราชดำเนินจนเป็นเหตุให้มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช     การปิด ล้อมทำร้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ จ.อุดรธานี  การฆ่าพ่อ แกนนำพันธมิตรฯที่จ.เชียงใหม่   การใช้หินขว้างปารถของกองทัพธรรมที่สนามหลวง   การบุกบ้านสี่เสาเทเวศน์   ของพล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์  ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ  เป็นต้น

ทั้งหมดเหล่านี้จึงเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วคนเสื้อแดงสันติวิธี จริงหรือเปล่า หรือสันติวิธีแต่ปาก สันติวิธีแบบปากว่าตาขยิบ   และจะสันติวิธีได้นานแค่ไหน

การชุมนุมนับจากนาทีนี้ไปเป็นโอกาสที่ นปช.จะพิสูจน์ตัวเองว่าสันติวิธี อหิงสา  ตามที่ประกาศไว้หรือไม่  จะสร้าง ประวัติศาสตร์เลวร้ายซ้ำรอยหรือเปล่า  เพราะถ้าสันติ วิธีจริงต้องไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก  โดยเฉพาะการท่องจำให้ขึ้นใจ  สันติวิธีคือความสงบไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น