ถ่ายเลือด คุมทัพภูมิใจไทย

วันที่ 15 ก.ย. 2555 เวลา 13:14 น.
ถ่ายเลือด คุมทัพภูมิใจไทย
ผมชัดเจน ไม่แบะท่าร่วมรัฐบาล หรือต่อให้เรามี50เสียงก็ไม่ได้ร่วม พรรคเพื่อไทยเขาจะไปตอบประชาชนที่สนับสนุนตอนหาเสียงอย่างไร

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์          พรรคภูมิใจไทยได้ฤกษ์ถ่ายเลือด หลังจาก"ปู่จิ้น" ชวรัตน์ ชาญวีรกูลยื่น ใบลาออกขอลงจากเก้าอี้หัวหน้าพรรค เปิดทางให้ อนุทิน ชาญวีรกูลทายาท สืบทอดตำแหน่งแทน โดยกำหนดนัดประชุมใหญ่สมาชิกพรรค คัดเลือกตำแหน่งต่างๆ ในเดือนต.ค.นี้       

ภูมิใจไทยแม้อายุยังน้อยเพียง 4 ขวบ และเป็นพรรคขนาดกลาง แต่ก็ประสบความสำเร็จ เมื่อครั้งเป็นตัวช่วยให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีจนพรรค 20 กว่าที่นั่ง ได้เก้าอี้รัฐมนตรีเกรดเอตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ วันนี้ถึงจะกลับมาเป็นฝ่ายค้านแต่ 34 เสียงก็ยังเป็น "ตัวแปร" การเมืองที่ต้องจับตามองในวันที่สัญญาณคืนดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร เริ่มเป็นบวก          นัดคุยกับ "เสี่ยหนู" อนุทิน นายทุนใหญ่ภูมิใจไทยที่อาคารชิโน-ไทย ทาวเวอร์ หลายสัปดาห์ก่อนเจ้าตัวเปิดใจว่า ลึกๆ แล้วทุกคนในพรรคอยากให้เนวิน ชิดชอบ กลับมานำพรรคภูมิใจไทยต่อ แต่เมื่อเนวินไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะไปลุยด้านบอล เก้าอี้ตัวนี้ก็คงตกมาที่ตัวเขา เพราะดูแลสส.กลุ่มใหญ่ในพรรคอยู่ถึง 27 คน ส่วนกลุ่มสมศักดิ์เทพสุทิน มี 7 คน          "พรรคเรามันก็มีอยู่แค่นี้ มี คุณเนวิน มีผม คุณสมศักดิ์ คุณสรอรรถ (กลิ่นประทุม) แต่ระบบการเมืองมันต้องดูที่ว่า แต่ละกลุ่มมีเสียงกันอยู่เท่าไร ก็ไม่รู้ว่ากลุ่มท่านสมศักดิ์จะเสนอท่านสมศักดิ์หรือใครเข้ามาหรือไม่ ก็ต้องดูตรงนั้น เราไม่อยากให้มีความขัดแย้งกัน แต่ถ้ามันจำเป็นต้องมี ก็ต้องแข่งกัน ถ้ามองในแง่ดี คือ ระบอบประชาธิปไตยมีตัวให้เลือก เสียงข้างมากเลือกฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็ชนะ"         ภูมิใจไทยยุคหัวหน้าอนุทิน น่าจะมีสายสัมพันธ์ดีเยี่ยมกับ 'นายเก่า" พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเคยร่วมรัฐบาลไทยรักไทย จึงถูกจับตาว่า ภูมิใจไทยที่ไร้เงาเนวินยุคนี้ มีอนาคตสดใสกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กระทั่งข่าวว่าพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณเทียบเชิญให้ภูมิใจไทยเป็นอะไหล่ในอนาคต อนุทิน ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ วันนี้ภูมิใจไทยกับเพื่อไทยยืนกันคนละฝั่ง ทุกอย่างต้องรอเลือกตั้งใหม่เท่านั้น          "ถ้าคิดว่าภูมิใจไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลชุดนี้สำหรับผมคิดว่าเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ เพราะมันเป็นขั้วที่อยู่ตรงข้าม ห้ำหั่น ต่อสู้กันมา คนที่จะเอาเราไป ก็ลำบากใจ ถามว่า ถ้าเราจะเข้าไป จะไปอยู่ส่วนไหน แล้วเขา (พรรคเพื่อไทย)ต้องการเราหรือไม่ เขาเกินครึ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลอยู่"          "เราต้องรู้ข้อจำกัด อย่าไปขอ หรือดีลอะไรในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องยอมรับ เพราะทุกอย่างมันต้องโน่น กดรีเซตเลือกตั้งใหม่ พอมันผ่านไปสักสมัยหนึ่ง มีการเลือกตั้งใหม่ มีการเปลี่ยนคน เปลี่ยนอะไรใหม่ ทุกอย่างก็กลับมาเป็นการเมืองปกติจับกลุ่มรวมขั้วเป็นฝ่ายค้าน เป็นรัฐบาล จำนวนเสียงและเงื่อนไขต่างๆที่มาจากการเจรจากัน          อนุทิน บอกว่า ภูมิใจไทยไม่เดือดร้อนอะไรเมื่อเล่นการเมืองก็เป็นได้สองอย่างไม่เป็นรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน          "แหม...เราเพิ่งเป็นฝ่ายค้านปีเดียวมาบ่นแล้ว ทีตอนเป็นรัฐบาล2ปี8เดือน ไม่เห็นบ่น ตอนนั้นเรามี สส. 20กว่าคน ได้เป็น รมว.มหาดไทย รมว.คมนาคม วันนี้งอกมาเป็น30กว่าคน เสร็จแล้วบอกเป็นฝ่ายค้าน งั้นกูไม่เอาแล้ว เลิกทำพรรคดีกว่ามันไม่เร็วไปหน่อยหรือ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ให้ผมลองก่อนถ้าถึงวันเลือกตั้งเกิดผมเหลือ สส.แต่บุรีรัมย์ ไม่ต้องมีใครมาบอกผมว่าควรทำยังไง ผมลาออกเอง"          อีกเรื่องที่"เสี่ยหนู" ยืนยันว่า ภูมิใจไทยไม่เข้าร่วมรัฐบาลแน่ คือ สไตล์ของแกนนำพรรคแต่ละคนไม่ใช่พวกขอเข้าร่วมรัฐบาล          "แกนนำพรรคเดิมอย่างคุณเนวิน หรือคุณพ่อผมจะให้ไปบอกว่าช่วยเอาผมเข้าไป มันไม่มีอะไรที่เขาต้องการเรานะ ต้องรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร เรารู้สถานะของเรา การเมืองของเราเดินมาเป็นแบบนี้ พรรคการเมืองก็เหมือนองค์กรหนึ่ง มันก็ต้องมีช่วงเฟื่องฟูช่วงคงที่ และผมไม่เคยคิดว่าพรรคผมตกอับอะไร"          แต่เงื่อนไขที่"เสี่ยหนู" พูดยกเว้นกลุ่มสมศักดิ์7 เสียงในพรรค ที่อาจเป็นงูเห่าไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยอนุทิน ไม่ปฏิเสธข่าวกลุ่มสมศักดิ์ไปร่วมรัฐบาล และพร้อมสนับสนุนเต็มที่          "คนเรามันมีชนะมีแพ้ การเมืองฝ่ายรัฐบาล คือ ฝ่ายชนะ ฝ่ายค้าน คือ ฝ่ายแพ้ถ้าคุณสมศักดิ์ไปเข้าร่วมรัฐบาลได้ ผมเชื่อว่าเขามีมากกว่า 7คน เพราะสุดท้ายจะดูดไปได้อีก ซึ่งเป็นหลักธรรมชาติทางการเมืองอีกด้านหนึ่งถ้าผมดันเข้าร่วมรัฐบาลได้ ผมอาจจะมี35คน หรือ40คนด้วยก็ได้ฝ่ายค้านอื่นก็อาจมาร่วมด้วยก็ได้ มันเป็นเรื่องธรรมดา          "ถ้าพรรคพวกไปแล้วได้ดี เราก็สนับสนุน นี่คือ อนุทิน นะ ท่านสมศักดิ์ไม่ใช่ศัตรู เป็นคน          อยู่บ้านเดียวกัน ถ้าไปเท่ากับผมมีพรรคพวกเพิ่มขึ้นในรัฐบาล และผมกับท่านสมศักดิ์และสมาชิกอีก7ท่าน ไม่มีปัญหาอะไร เจอท่านพรทิวา นาคาศัย ก็กอดกันจนคนต้องมาแงะ ฉะนั้นไม่มีปัญหา อะไรที่มันชัดเจนก็ดี ไม่ต้องมานั่งถาม พี่จะไปไหม แล้วผมก็มีสิทธิเลือก วันนี้ก็ไม่          ต้องมาสลับฟันปลากันแล้วนะ นับหนึ่ง หยิบหนึ่งหยิบสอง หยิบสาม หยิบสี่...ไม่มี จะได้เป็นทีของเราเต็มที่100%ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ไม่มีปัญหา"          จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย อนุทินตอบหนักแน่น เป็นฝ่ายค้าน แต่ไม่ใช่ต้องค้านทุกเรื่อง          "ฝั่งกลุ่มพวกผม คือ 27 คน ในจำนวนนี้7 คน เป็นฝั่งบุรีรัมย์ พร้อมสนับสนุนรัฐบาลถ้าเขาทำดี ถ้ารัฐบาลทำเป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรค้านแต่ถ้าทำไม่ดี มีทุจริตก็ต้องตรวจสอบโดยเฉพาะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นพรรคภูมิใจไทย ต้องร่วมอภิปราย ถ้ารัฐมนตรีคนใดชี้แจงได้ชัดเจน เราก็งดออกเสียง          "ผมชัดนะ เราสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ทุกอย่างต้องดูเป็นเคสๆ ไม่ใช่ทุกเรื่องและไม่ต้องไปนั่งฝัน หรือวิเคราะห์ มาแบะท่า อ้าขาอีก อันไหนถูกก็พร้อมสนับสนุน ไม่ใช่ศัตรูใคร"          การเมืองในอนาคตตามทัศนะของว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยผู้นี้ มองว่า ยังต่อสู้กันด้วย 2พรรคใหญ่ ส่วนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ น่าจะอยู่ครบวาระ แม้หากเกิดความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกหมด รัฐบาลก็อยู่ได้ ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องไปเก็งว่า รัฐบาลจะมีอันเป็นไปก่อนวาระอันควร มันเป็นไปไม่ได้          "ไม่มีหรอกครับ ทุกอย่างพอเขา (พรรคเพื่อไทย)ได้เกินกึ่งหนึ่ง และยังบวกพรรคร่วมเข้าไปอีกมันก็ยิ่งแข็ง ต่อให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจถอนตัวจากพรรคเพื่อไทยกันหมดรัฐบาลเพื่อไทยก็อยู่ได้เผลอๆ ยิ่งดีใหญ่ จะได้มีตำแหน่งมาก เกลี่ยกันได้          "หรือต่อให้เรามี50เสียงก็ไม่ได้ร่วม พรรคเพื่อไทยเขาจะไปตอบประชาชนที่สนับสนุนตอนหาเสียงอย่างไร ทั้งของเราและของเขาด้วย แต่เขาอาจจะต้องมากกว่าเราอีก สรุปถ้าเอาภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลตอนนี้ ขณะที่เพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่งจะกลายเป็นเต่ามีเขามันไม่ใช่          ...พรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งมากเราต้องไม่ไปคาดหวังอะไรอย่างนั้น ถ้าเขาทำไม่ดีประชาชนที่จะมาเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็จะไม่เลือกกลับมามากเท่านี้ ดังนั้น ผมคิดว่าอยู่ครบจนนายกฯ ยุบสภา ฉะนั้น ที่บอกว่า เขาต้องการเรา หรือว่าเราจะไปยื่นข้อเสนออะไรเพื่อให้เขารับเรามันทำไม่ได้"          สองปมร้อน ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดันให้สำเร็จ ด้านหนึ่งเพื่อล้างทุกคดีหลังการรัฐประหาร จนปลุกชนวนความขัดแย้งขึ้นอนุทิน บอกถึงท่าทีพรรคภูมิใจไทยว่า สนับสนุนการปรองดองทุกวิธี เพราะไม่อยากเห็นความขัดแย้งที่ซัดกันมา 6 ปีแล้ว จนประเทศไทยเสียหายหนักไม่เคยแตกแยกขนาดนี้มาก่อน          ปรองดองในความหมายอนุทิน ขยายความว่า เหมือนคอมพิวเตอร์แฮง ก็ต้องกดรีเซตให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาพเดิมๆ ใครผิด หรือขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์การชุมนุมที่ผิดกฎหมายคดีหมิ่นประมาท ก็ควรยกกันไปทุกฝ่าย          อีกเรื่องคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อนุทินวิเคราะห์ว่า ความจริงรัฐบาลมีเสียงพอที่จะผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างง่ายดายไม่ต้องมาขอเสียงภูมิใจไทยอีก แต่จะผ่านกระแสต่อต้านหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งฉะนั้นในสภาพปัจจุบันพรรคเพื่อไทยไม่ได้ต้องการอะไรจากภูมิใจไทย          อนาคตพรรคภูมิใจไทยในยุคของอนุทินจะเห็นความแตกต่างอะไร จะถึงขั้นมี "คนนอก"ชูเป็นนายกรัฐมนตรีไหม วิศวกรการเมืองผู้นี้ตอบชัดๆ          "เอาของจริงดีกว่า กินน้ำพริก ยังไงก็อร่อยกว่ากินสเต๊ก เราต้องทำมันให้ดีก่อน แล้วค่อยไปต่อยอดให้คนนอกเข้ามาเสริม ไม่ใช่คนนอกเข้ามาสร้าง คนนอกไม่มีปัญญาเข้ามาสร้างหรอก เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าบ้านเราเอง"          ฟื้นสัมพันธ์ทักษิณ          ตกเป็นข่าวมาตลอดในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลช่วงขวบปีที่ผ่านมาว่า อนุทินฟื้นสัมพันธ์บินไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ บ่อยครั้งที่เกาหลี สิงคโปร์ อังกฤษ          "มันเป็นความรู้สึกในอดีต เพราะเราเคยเป็นลูกน้อง ท่านทักษิณก็เป็นผู้บังคับบัญชากันมา เราแค่มีปัญหานิดเดียวคือตอนที่มันต้องเลือกแยกขั้วช่วงที่ผ่านมา"          เสี่ยหนู เล่าว่า เวลาไปเจอ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยกมือไหว้ปกติ บางครั้งก็กราบตักท่านทักษิณ          "ท่านให้ผมเป็นรัฐมนตรี (รมช.สาธารณสุข รัฐบาลไทยรักไทย) ผมก็กราบตักขอบคุณท่าน ท่านเสนอชื่อผมให้ได้รับสายสะพายผมก็กราบขอบคุณท่าน ฉะนั้นผมไหว้ท่านทักษิณสบายมาก ให้ไหว้วันละ10ทีก็ไหว้ แต่ว่าไม่เคยพูดว่าท่านครับผมขอร่วมรัฐบาล ...ไม่มี ไปพูดทำไมในสิ่งที่ท่านให้ไม่ได้"          ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยไปร่วมตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทักษิณถึงกับฉุนขาดประกาศว่าถ้า สส.ภูมิใจไทย ย้ายกลับมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะตัดมือทิ้ง!! คำพูดนี้ "เสี่ยหนู"บอกว่า นั่นคือบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณการเมืองก็ต้องว่ากันไป ใครเป็นรัฐบาลฝ่ายค้าน ต่างก็ต้องทำหน้าที่ ปัญหาส่วนตัวกับเรื่องการเมืองก็ต้องแยกกันแต่ขอร้องอย่าไปขัดแย้งนอกห้องประชุมสภา ซัดกันก็ซัดกันตรงนั้น ไม่ใช่เดินออกมาแล้วมาจ้างคนมาตีหัว ไม่ได้          "พอถอดหัวโขนเลิกประชุมสภาแล้วและอยู่ในสมัยวาระการประชุม ออกมาก็ต้องกินข้าวกันได้ ไม่ใช่ใจแคบพอกินข้าวกันให้โทษกล่าวร้าย การกินข้าวกันมันมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้น"          ล่าสุดได้ทักทายอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ?"เจอกันตั้งนานแล้ว อย่างที่สิงคโปร์ ได้ไหว้ท่าน และคุยร่วมรับประทานอาหารก็แค่นี้ ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองท่านก็ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษ ท่านก็ไปธุระของท่าน ผมก็ไปธุระของผม อยู่โรงแรมเดียว ผมไม่มีฟอร์มหรอก ใครที่เป็นผู้ใหญ่กว่าผม ผมวิ่งเข้าไปไหว้ก่อนทุกที"         อนุทิน บอกว่า การได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นการฟื้นบรรยากาศที่ดี

"จากคนที่ชาตินี้ไม่ได้คุยกันแล้ว ยังได้ไหว้ ได้ทักทายกันบ้าง นี่คือผมอีกล่ะแค่นี้ก็โอเคแล้ว ดีกว่าไม่เผาผีกันเลย"

คิดไม่เก่งแต่ชอบต่อยอด

"ใครลองเอาอะไรมาวาง เช่น เอาโทรศัพท์มาวาง พรุ่งนี้ผมอาจสร้างเป็นรถยนต์ขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้าให้ผมสร้างโทรศัพท์ ผมขี้เกียจสร้าง ไม่คิด ผมเป็นคนต่อยอด พ่อผมสร้างซิโน-ไทย ให้ ผมก็มาต่อยอดให้มันใหญ่ขึ้น ผมทำได้ แต่ถ้าให้ผมสร้างซิโน-ไทย ผมทำไม่ได้วันนี้คุณเนวินวางของให้ผม แล้วผมไปต่อยอด  ก็หวังว่าคงไม่ทำลายสถิติที่ทำไว้มาตลอด"          แล้วการต่อยอดทางการเมืองต้องใช้เทคนิคเยอะแค่ไหน? อนุทิน ชาญวีรกูลว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกไม่มีอะไรมาก          "ถ้าผมชอบ ผมทุ่มเท และผมชอบอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทาย ผมใช้คนเป็น ผมมีหลายๆอย่างที่เก็บอยู่ในหัว ถ้าผมมีอำนาจ ผมจะทำตรงนี้ และผมจะทำให้ดี แต่วันนี้จะมานั่งพูดต้องอย่างนี้ พูดไปก็อายเขา ในเมื่อมันยังทำไม่ได้มันยังไม่มีเวทีให้เล่น เอาอย่างนี้ ถ้าคุณตั้งบอลให้ผมผมเตะเข้าทุกลูกแน่"         เขาบอก คนอย่างนายอนุทินไม่เคยตั้งเป้าอะไร ชีวิตในภาคเอกชนถูกฝึกฝนให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ที่เคยทำอยู่ในบริษัทซิโน-ไทย ของคุณพ่อทุกวัน          "ตอนเด็กๆ ที่ผมเข้ามาบริหารซิโน-ไทย รวยฉิบเป๋งเลย ใหญ่โตมโหฬาร วันหนึ่งมันเจ๊งตู้มเพราะเราประมาท แต่เราก็กลับมาแข็งแรงได้"          "การมาทำงานการเมือง หลักการบริหารไม่ต่างกัน คุณจะบริหารบริษัท บริหารการเมืองบริหารครอบครัว บริหารสนามกอล์ฟ บริหารตัวเอง มันมีหลักของมันอยู่ แต่ขอให้ถึงเวลามีบทบาทนั้นก่อนค่อยว่ากัน"          แล้วเมื่อทำหน้าที่หัวหน้าพรรคจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง? เสี่ยหนู บอกว่า ผมเป็นคนชัดเจน คิดอะไรผมก็พูด ทั้งที่ในทางการเมืองมีคนบอกว่าเราไม่ควรพูดในสิ่งที่เราคิดทุกอย่าง ผมว่าอย่างนั้นมันแย่          "ผมไม่ชอบความอึมครึม ไม่ต้องมานั่งวางแผน ซ้อนแผน วางเกม ...คุณเล่นเป็นบทผู้ร้ายผมเล่นเป็นพระเอก เสียเวลา เรามีดีอยู่แล้วจุดยืนชัดเจนคือ ดีเอาด้วย ไม่ดีค้าน"          "เมื่อผมเป็นคนชัดเจนผมก็ต้องการความชัดเจนจากคนที่ดีลกับผม มนุษย์เรามายืนถึงจุดนี้ไม่มีใครหลอกใครได้หรอก มีแต่จะยอมหรือไม่ยอม มีแต่จะแกล้งโง่หรือเปล่า เราหลอกเขาได้ เขาก็หลอกเราได้เช่นกัน"          ความชัดเจนตรงไปตรงมานี่เอง ทำให้อนุทินคบเนวิน ได้นานเป็นสิบปี เขาบอกว่า วันนี้กลายเป็นคนบุรีรัมย์ไปแล้ว เพราะความที่สนิทชิดเชื้อกับเนวินมาก          "ผมชอบเขาที่เป็นคนชัดเจน มีอะไรก็เดินเข้าไปว่าได้ตลอด พี่...ผมไม่ชอบอย่างนี้ ผมชอบอย่างนี้ ไม่ใช่หายไป5วัน10วัน ไม่มีประโยชน์เดินไปบอกเลย"         

"ท่านเนวิน ถ้าไม่มีบอล ท่านอาจจะไม่เลิกการเมืองก็ได้ แต่เมื่อทำจนประสบความสำเร็จวันนี้คนชื่อเนวินบอลมันเลยสำคัญกว่าการเมืองจนพวกเราเริ่มอึดอัด ยังบอกว่า ยู (เนวิน) ยังเป็นมนุษย์การเมืองอยู่นะสำหรับเรา" เสี่ยหนูเล่าอารมณ์ดี พลางว่า เดี๋ยวนี้ประชุมพรรค เนวินก็ไม่มา สมัยก่อนถ้าเป็นโหมดการเมือง โทรหากันวันละ5ครั้ง ตอนนี้เข้าโหมดบอล2-3วัน โทรคุยกันที ยิ่งเวลาบอลแพ้ ยิ่งไม่มีใครกล้าโทรไปหา          ทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่ก่อสร้างรำพึงถึงชีวิตด้วยว่า ถ้าไม่ได้มาเล่นการเมืองวันนี้ มีทางเลือกหลายอย่าง เช่น หัดขับเครื่องบินว่ายน้ำ ตีกอล์ฟทุกอย่างสนุกจะตาย          "อายุผมใกล้50ทุกทีแล้ว ถามตัวเองว่า"มึง" จะเอาอะไรอีก บางช่วงผมไปเที่ยวมาเก๊าฮ่องกง ตอนผมเบื่อๆก็คว้าไม้กอล์ฟไปตีกอล์ฟไปเยี่ยมลูกที่อังกฤษ ผมไปเล่นสกี ไปขี่ม้า ผมไปขับเครื่องบินขับเรือแข่ง มันตื่นเต้นเร้าใจเสี่ยงตายตลอด ไม่มีใครมายุ่งกับผมได้ เวลาผมนั่งอยู่บนฟ้า ผมก็แฮปปี้ และนั่งบอกตัวเองว่า แล้วเราจะเอาอะไรอีก ชีวิตผมมีครบทุกอย่างแล้วครอบครัวก็มีความสุข พ่อแม่ก็ยังมีชีวิตและยังแข็งแรงอยู่ บางทีก็ถามตัวเองแล้วจะมาเป็นทำไม หัวหน้าพรรค          ความสุขอีกอย่างของ อนุทิน คือ การบริหารสนามกอล์ฟเรนโชชาญวีร์ คันทรี คลับ ของเจ้าตัวที่เขาใหญ่ สนามแห่งนี้ผ่านการแข่งขันระดับอาชีพและระดับโลกมาแล้ว เขาเล่าความรู้สึกว่า บางทีผมไปอยู่สนามกอล์ฟ ก็เหมือนผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำองค์กรเล็กๆ ตรงนั้นมีความสุขพอควร

คนบ้าบิน

 

ทุกวันนี้ “เสี่ยหนู” ฝึกบินเครื่องบินเล็กประจำ ‌เทียวไปเทียวมาตั้งแต่เหนือ ใต้ ออก และตก เพราะ‌ปลื้มการบินเป็นชีวิต

เขาบอกชอบบินไปอู่ตะเภา หัวหิน เขาใหญ่ ‌มันทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง คล้ายๆ ความสุข‌เหมือนที่คนเวลาไปดำน้ำ ได้เห็นโลกอีกโลกหนึ่ง

“ช่วงนี้บินละสัปดาห์ 3-4 วัน ไม่ได้วางแผน‌อะไร ผมว่างก็บินเที่ยว ผมอยากกินอาหารทะเล ‌ผมก็ไปหัวหิน ไปอู่ตะเภา บินเสร็จมีรถพรรคพวก‌มารับเช่ารถตู้ 2,000 บาททั้งวันเลยไปไหนก็ได้ ‌ไปอู่ตะเภาก็เหมือนกัน เครื่องลงก็เช่ารถไป จ.‌ระยอง พัทยา กินข้าว บางทีอาจหาญก็ไปสุราษฎร์ธานี บางทีก็บินไปดูที่ ที่ตรงไหนสวยๆ ‌(หัวเราะ) ก็ไปกินกุ้งแม่น้ำ กุ้งเผา วันนี้ยังไม่มี‌บทบาทอะไร เลยเอ็นจอยได้”

 “เสี่ยหนู” เล่าว่า เรียนบินมาแล้ว 3 ปี กับ‌สถาบันการบินเอกชน ใช้เครื่องบินฝึก 2 ลำ รุ่น‌เซสน่า นั่งได้ 4 คน บินคู่กับครูฝึก บางทีบินไป‌ยาวๆ เช่น จ.เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ผ่านภูเขา‌เยอะๆ ทุกวันนี้ยังหัดขับ เก็บชั่วโมงอยู่ได้ 900 ‌กว่า ต้องรอให้ได้ 1,000 ชั่วโมงถึงจะไปสอบยก‌ระดับ

คิดอะไรตอนอยู่บนท้องฟ้า?

“ถามว่าสนุกยังไงเหรอ มันก็เลี้ยวขวาเลี้ยว‌ซ้ายตามใจคุณ มันก็สนุก ที่สำคัญมันก็ไปไหนได้‌เร็ว แต่ความรู้สึกเวลาขับ มันต้องคิดไปหนึ่ง‌สเต็ปก่อนเครื่องบิน เช่น ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่พึง‌ประสงค์ จะต้องทำอย่างไร มันได้ใช้สมอง คล้าย‌กับการขับรถที่ต้องประเมินสถานการณ์ แต่รถ‌ยังไงก็อยู่บนพื้น ของผมขามันไม่ติดพื้น มันก็สนุก

อนุทิน บอกว่า การได้ขับเครื่องบินก็เป็น‌ประโยชน์ เพราะเมื่อต้องเข้าสู่แวดวงการเมือง ก็ต้องไปงานแต่ง งานบวช งานศพ สะดวกและ‌เร็วกว่านั่งรถ และเท่าที่ทราบ นักการเมืองคนอื่น‌ที่บินก็มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่บินเก่ง แต่‌ยังไม่เคยบินกับท่าน ตอนนี้ท่านก็คงบินน้อย ‌เพราะคนที่จะบินต้องมีเวลาจริงๆ

 

บทความแนะนำ