กระทรวงสากกระเบือ

วันที่ 06 ส.ค. 2555 เวลา 13:18 น.
กระทรวงสากกระเบือ
“ภารกิจของผู้บริหารชาติมีเพียงเท่านี้  หาได้เข้าใจความสำคัญของกีฬา ได้สร้างคุณค่าต่อประเทศชาติมากเพียงไร   หรือแม้แต่คนที่เป็นเสนาบดียืนข้างๆ เข้าใจหรือปล่าว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามีไว้ทำสากกะเบืออะไร”

โดย  ขำ เคืองใจ

มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 30 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีพิธีปิดในวันที่ 12 สิงหาคม ตรงกับวันแม่แห่งชาติของไทยพอดิบพอดี   ในส่วนของนักกีฬาไทยที่ไปแข่งขันก็มีทั้งสมหวังและพลาดหวัง แต่ส่วนใหญ่จะพลาดหวัง ซึ่งตรงนี้ต้องทำใจในมาตรฐานการกีฬาเพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขันระดับซีเกมส์ แต่เป็นการแข่งขันระดับสากลที่ชาติสมาชิกโอลิมปิกยอมรับ

ผู้ที่มีร่างกายพร้อมสรรพ กอปรกับ การเก็บตัวทุ่มเทฝึกซ้อม ได้ทดสอบประลองแข่งขันสนามต่างๆ อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจริงจังจากภาครัฐ เอกชน สปอนเซอร์ ในเรื่องของทุนทรัพย์ และการบริหารจัดการขององค์กรที่ดูแลนักกีฬาอย่างมืออาชีพมีสิทธิมีเสียงมีเพาเวอร์ให้ชาติสมาชิกเกรงใจ   ย่อมเป็นปัจจัยที่ทำให้นักกีฬาประสบความสำเร็จในระดับสากล 

 

สำหรับนักกีฬาไทยที่ได้เข้าสัมผัสลอนดอนเกมส์  ล้วนเป็นหัวกระทิทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีความสามารถเป็นทุนเดิม ขอย้ำมีความสามารถเป็น”ทุนเดิม”  ซึ่งพวกเขาและเธอได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประเทศไทยได้อย่างสุดความสามารถแล้ว    ตรงนี้ต้องขอปรบมือให้กำลังใจกันต่อไป เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องทุ่มเทกายและใจแถมทุนทรัพย์ตัวเองอีกต่างหาก    ผลงานหนึ่งเหรียญเงินจากน้องแต้วในกีฬายกน้ำหนักก็ทำให้คนไทยชื่นใจระดับหนึ่ง ตอนนี้ก็เหลือการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น แก้ว พงษ์ประยูร ที่ต้องลุ้นกันว่าจะก้าวสู่ความเป็นสุดยอดในกีฬาประเภทนั้นๆได้หรือไม่   

เมื่อมองดูสกอร์บอร์ดอันดับประเทศได้เหรียญรางวัล  นอกจากได้เห็นชาติมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา และจีน ต่างขับเคี่ยวชิงความเป็นเจ้ากีฬามวลมนุษยชาติ และอันดับตามมามักจะเป็นประเทศเจ้าภาพซึ่งมีความได้เปรียบทั้งจากเสียงเชียร์ กรรมการ ทำให้นักกีฬาเกิดแรงฮึดขึ้นมาซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกๆสี่ปีครั้ง

ข้อน่าสังเกตคราวนี้เอาเฉพาะในส่วนของกลุ่มประเทศเอเชียยกเว้นจีน จะมีเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ที่ได้เหรียญรางวัลอย่างสม่ำเสมอ  ปรากฎการณ์เช่นนี้สะท้อนอะไรได้บ้างนอกจากเห็นถึงพัฒนาการด้านกีฬา  คำตอบยังสะท้อนถึงความเป็นชาติที่มีการพัฒนา   เอาว่าอย่างจีนหรือเกาหลีเหนืออาจมีส่วนเสริมในแง่ของการเป็นชาติคอมมิวนิสต์  จีนมีประชากรมากมีตัวเลือกมาก เกาหลีเหนือปิดประเทศอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับเข้มงวดก็มีส่วนในผลิตนักกีฬาแกร่งเข้ามาแข่งขัน อันนี้ก็ต้องว่ากันไป

 

แต่ในแง่ภาพรวมของชาติในเอเชียที่มีชื่อติดบนสกอร์บอร์ดลำดับต้นๆ (ยกเว้นจีน)  แต่ละชาติที่ประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาให้ความสำคัญด้านกีฬาพอๆกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  พัฒนาทางสังคม    บ่งบอกสังคมชาติที่มีความแข็งแรงเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพต้องประกอบด้วยการพัฒนาหลายด้านพร้อมๆกันไป    ไม่ใช่แค่การรณรงค์ออกกำลังกาย ด้วยการออกมาเต้นอัพแอนด์ดาวน์บันทึกลงสถิติโลกกันดีกว่านะเคอะ    หากแต่คนที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาชาติจะดึงกีฬาเข้ามามีส่วนช่วย ทั้งการสร้างร่างกายคนในชาติให้สมบูรณ์แข็งแรงจากนั้นวางสเต็ปไปสู่ความเป็นเลิศทางกีฬาด้วย

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นในการคัดเลือกนักกีฬาเข้าแข่งขัน ได้หัวกระทิจากแต่ละประเภทกีฬา 37  คน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าสี่ปีที่ผ่านมา แม้คีย์แมนโอลิมปิกไทยแอ่นอกออกมาบอกถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนถือว่ามีจำนวนโควต้านักกีฬามากกว่าชาติอื่น   

ช่างน่าขำแอนด์เคืองใจ  เพราะคำกล่าวอ้างเช่นนี้คุ้นชินมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่เฉพาะแค่เทศกาลโอลิมปิกเท่านั้น เพราะทุกเทศกาลกีฬามักหาข้ออ้างเทียบเคียงกับมาตรฐานประเทศลาว เขมร พม่า  โดยเราไม่เคยมองให้ไกลกว่านั้นด้วยความหาญกล้าใช้มาตรฐานการเทียบเคียงกลุ่มประเทศเอเชีย   เมื่อจมปลักอยู่กับผลงานความสำเร็จกีฬาซีเกมส์ที่ไม่ต่างอะไรกับมหกรรมกีฬางานวัดอาเซียนก็จะอยู่ในสภาพเช่นนี้

ข้อน่าคิด บุคลากรที่เข้ามามีบทบาทพัฒนาวงการกีฬา จะมีประเภททุ่มเทเต็มกำลังทำให้สมาคมกีฬานั้นๆ ประสบความสำเร็จ   อย่างเช่น สมาคมยกน้ำหนัก   สมาคมเทกวนโด หรือแม้แต่สมาคมวอลเลย์บอล ที่แม้ไม่ได้ไปโอลิมปิกแต่ก็สร้างผลงานก้าวไกลระดับโลก  

 

เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น  ความสำเร็จตรงนี้ต้องมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบของสมาคมกีฬานั้นๆ  ตัวนักกีฬา มีผู้สนับสนุนฯลฯ    

ตรงกันข้ามมีอีกประเภท คือ มีบุคลากรเข้ามาเป็นเหลือบเกาะกินสมาคมกีฬา  ต้องการชื่อเสียงหน้าตา และกอบโกยหารับประทานผลประโยชน์จากสปอนเซอร์ ความสำเร็จของนักกีฬา  ทั้งที่ทำให้วงการกีฬาดิ่งเหว แต่ก็ยัง ไม่มีสำนึกของความรับผิดชอบ  

น่าแปลก ถ้าคีย์แมนวงการกีฬาจะกล่าวอ้างให้เทียบมาตรฐานกับอาเซียนหล่ะก้อ  ได้มองย้อนดูระดับองค์กรภายในบ้างหรือยัง  เพราะเราเหมือนจะมีความพร้อมกว่าชาติอาเซียน   มีทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการโอลิมปิกส์แห่งประเทศไทย หรือจะให้ใหญ่ขึ้นมาอีก อันเนื่องมาจากไอเดียบรรเจิดสมัยรัฐบาลทักษิณ ด้วยการตั้ง "กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ซึ่งแน่นอนว่า มีวัตถุปรสงค์กำหนดนโยบายด้านท่องเที่ยวสร้างรายได้เข้าประเทศแล้วยังจะเป็นตัวกำหนดนโยบายส่งเสริมกีฬาทั้งสุขภาพร่างกาย สร้างอาชีพและสู่ความเป็นเลิศ   ครั้งนั้นวงการกีฬาไชโยโห่ร้องกีฬาบ้านเราได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบแน่

 

ขอโทษทีนับตั้งแต่มีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ดูช่างน่าชื่นชมเสียเหลือเกิน ที่มีรัฐมนตรีฟิตแอนด์เฟิร์มเข้าใจปรัชญากีฬาอย่างถ่องแท้   หรือแม้แลภายในกระทรวงหนักไปกับการจัดทริปพาเจ้าหน้าที่ และธารกำนัลตระเวนดูงานการท่องเที่ยวต่างแดน เอเชีย ยุโรป สแกนดิเนเวีย เอาให้ครบทุกมุมโลก แถมด้วยการจัดมหกรรมออกอีเว้นท์ กิน ลม ชม  เที่ยว อะเมซิ่งไทยแลนด์

ขณะที่คำว่า “กีฬา”ที่พ่วงท้ายภายใต้ชื่อกระทรวงท่องเที่ยวและ”กีฬา”  ก็มีความเข้าใจไปในลักษณะสามารถใช้ความเป็นกระทรวงบริหารงบส่งเสริมด้านกีฬาด้วยการทุ่มทุนสร้างสนามกีฬาประจำถิ่นนักการเมืองแต่ขาดการดูแลต่อเนื่องกลายเป็นสนามควายเดิน   ยุทศาสตร์ทางด้านการกีฬาประเทศไทย สร้างคนให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ  สร้างอาชีพ และสู่ความเป็นเลิศ วางระบบบริหารจัดการสวัสดิการ ล้วนถูกกำหนดไว้ แต่หาได้ผลักดันอย่างจริงจัง

เอาหล่ะ!  ความสำเร็จของนักกีฬาไทยในโอลิมปิก ไม่ว่าจะได้เพียงเหรียญเงินจากผลงานของน้องแต้วและสมาคมยกน้ำหนัก หรือจะมีเหรียญรางวัลอื่นตามมาในช่วงท้ายของการแข่งขันล้วนเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้ในห้วงเวลาแห่งความยินดี   เราจะเห็นผู้ไม่เคยอยู่ในวงการกีฬากระโดดเสนอหน้าออกมาสนับสนุน   หรือแม้แต่ทำเนียบรัฐบาลเตรียมเปิดตึกสันติไมตรี เลี้ยงรับรองโดยมีนายกรัฐมนตรี   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ออกมายืนบนเวทีกล่าวแสดงความยินดี กู่ก้องประกาศให้ชนชาวไทยรับทราบ ”รัฐบาลนี้สนับสนุนกีฬาค่ะ”จากนั้นก็โชว์สวยแจกเงินรางวัลตามระเบียบ

ภารกิจของผู้บริหารชาติมีเพียงเท่านี้หาได้เข้าใจความสำคัญของกีฬาสร้างคุณค่าต่อประเทศชาติมากเพียงไร  หรือแม้แต่คนที่เป็นเสนาบดียืนข้างๆ เข้าใจหรือปล่าว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามีไว้ทำสากกะเบืออะไร...