ผ่าแผน"เอาอยู่"ภาวะวิกฤต

วันที่ 25 เม.ย. 2555 เวลา 15:42 น.
ผ่าแผน"เอาอยู่"ภาวะวิกฤต
โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

สถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในช่วงปี 2554  สะท้อนให้เห็นปัญหาของระบบและกลไกของรัฐหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินภารกิจหน้าที่ในสภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำบทเรียนที่เกิดขึ้นไปใช้ปรับกระบวนการใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ เพื่อให้มั่นใจว่าภารกิจหลักของทางราชการหรืองานบริการประชาชนที่สำคัญๆ จะต้องได้รับการดำเนินงาน หรือการบริการอย่างต่อเนื่อง

 

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 24 เม.ย.  ผ่านความเห็นชอบ “การบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต”   ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) เสนอ  แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นมีการหารือในที่ประชุม ครม. ถึงแผนดังกล่าวให้ครอบคลุมไปถึงการรับมือ "ภัยชุมนุมทางการเมือง" ด้วยโดยให้ฝ่ายความมั่นคง  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ รับไปบูรณาการ

สำหรับกรอบแนวทางการดำเนินการเตรียมความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ ประกอบด้วย 2 ระยะ 4 ขั้นตอนระยะเร่งด่วนดำเนินการในช่วงมี.ค.ถึงมิ.ย.55  กำหนดให้เป็นขั้นตอนที่ 1  เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ โดย ก.พ.ร.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้แก่ส่วนราชการไปแล้วเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา  พร้อมทั้งกำหนดแบบประเมินความพร้อมของการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤติ ซึ่งครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุให้ส่วนราชการนำไปในการประเมินองค์การด้วยตนเอง พร้อมกับพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ด้วยตนเองให้แก่ส่วนราชการและพัฒนาช่องทางการเรียนรู้ผ่าน e-learning

ขั้นตอนที่ 2 เป็นการเตรียมความพร้อมให้ส่วนราชการ  เริ่มมี.ค.-เม.ย. กำหนดให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานสำรอง เพื่อให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้โดยมีมาตรการเตรียมความพร้อมของส่วนราชการ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการเตรียมความพร้อมด้านกระบวนการ  จัดสรรทรัพยากรรองรับเหตุการณ์และสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ    

2. มาตรการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โดยส่วนราชการต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กรในสภาวิกฤติ เช่นฝึกอบรมบุคลากร ฝึกซ้อมตามแผนที่เตรียมไว้ การควบคุม ติดตาม แก้ไขปัญหาในการดำเนินการ  การสื่อสารและทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้ส่วนราชการสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติไว้ในหลักสูตรการฝึกอบรมม

3. มาตรการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล   ด้วยการสร้างระบบการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการให้ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน เช่น งานบริการใดเปิดให้บริการ ณ จุดใด  สร้างระบบข้อมูลการติดต่อสื่อสารทั่วประเทศ เช่น Call  Center เป็นต้น วางระบบสำรอง ป้องกัน และกู้คืนข้อมูลสารสนเทศของแต่ละหน่วยงาน 

4. มาตรการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และงบประมาณ โดย สำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมตั้งเป็นสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง เพือ่ให้สามารถใช้เป็นสถานที่ทำงานได้ทันทีหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด   ประสานงานในการย้ายสถานที่ทำงานไปยังสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง  จัดหาอุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์ด้านไอทีรวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่พร้อมใช้งาน  สร้างระบบเครือข่ายด้านทรัพยากรที่จำเป็นแต่ละประเภทกระจายในแต่ละพื้นที่

ขั้นตอนที่ 3 ซักซ้อมแผนและนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งจะเริ่ม พ.ค.-มิ.ย. 55  ส่วนราชการต้องจัดให้มีการอบรมและประชาสัมพันธ์แผนรองรับการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจัดให้มีการสื่อสารเพื่อป้องกันและลดความตระหนกของผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน รวมทั้งสามารถแจ้งเหตุแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที

ส่วนระยะยาว ดำเนินการตั้งแต่ก.ค.เป็นต้นไป เป็นขั้นตอนที่ 4 ส่งเสริมให้มีการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติอย่างยั่งยืน  โดยส่วนราชการต้องติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามระบบที่วางแผนไว้ปรับปรุง สือสารสร้างความเข้าใจ และซักซ้อมแผนการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤตให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการตามพันธกิจหลักและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านระบบต่างๆอย่างสม่ำเสมอ