บิ๊กอ๊อด100% กาวใจ"บิ๊กตู่-ทักษิณ"

วันที่ 17 ธ.ค. 2554 เวลา 08:33 น.
บิ๊กอ๊อด100% กาวใจ"บิ๊กตู่-ทักษิณ"
"ผมให้ร้อยเปอร์เซนต์เต็มเลยสำหรับผบ.ทบ. ก็ต้องเข้าใจกัน  พอผมพูดกับเขาเข้าใจ เขาก็เข้าใจผม เพราะเขารู้ว่าผมในเรื่องความจงรักภักดีร้อยเปอร์เซนต์เหมือนเขา ก็เริ่มพูดภาษาเดียวกันจึงไม่มีปัญหา"

โดย..... ธรรมสถิตย์  ผลแก้ว

ภาพการเดินสายพบปะเหล่าทัพของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องการแสดงให้เห็นถึงการกระชับสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเพื่อไทยกับบรรดาผู้นำเหล่าทัพที่เคยถูกมองเป็นไม้เบื่อไม้เมาในช่วงโค่นล้มอำนาจรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการเข้ากระชับพื้นที่กลุ่มคนเสื้อแดง จนเมื่อขั้วอำนาจพลิกกลับทำให้มีแรงเร่งเร้าเขย่า”บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กระเด็นออกจากเก้าอี้ผบ.ทบ.

ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
ยุทธศักดิ์ ศศิประภา

แม้นายกฯยิ่งลักษณ์ฉายภาพยืนเคียงข้าง ผบ.เหล่าทัพ ทำให้บรรยากาศดูดีเป็นไปด้วยไมตรีราบรื่น แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นแค่ฉากหน้า เพราะผู้มีส่วนกำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับสายตรงคนนอกประเทศ  ในภาวะของความไม่แน่นอนจึงมีคนออกมายืนคั่นกลางระหว่างผู้นำเหล่าทัพและฟากการเมือง นั่นคือ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม

เหตุใดถึงจัดวางอดีตนายทหารระดับสูงคนนี้มารับตำแหน่ง  เพราะสายสัมพันธ์การเมือง เพราะความเป็นรุ่นพี่ของน้องๆนายทหาร ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ต้องหาคำตอบอนาคตของ”บิ๊กตู่” บนเก้าอี้ ผบ.ทบ.   

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ยอมรับถึงความพยายามจากกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านคนในพรรคเลื่อยขาเก้าอี้ ผบ.ทบ. ซึ่งเจ้าตัวต้องยืนอยู่ระหว่างกลางในการเข้าไปประสาน  ณ วันนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกทำอย่างไร   

“ผมเป็นรัฐมนตรีด้วยและอยู่พรรคเพื่อไทยด้วย ผมก็ฟังนะครับ ฟังทุกท่านที่อยู่พรรคเพื่อไทย  ผมเรียนให้ทราบว่า ทหารมีกฎหมายคุ้มครอง พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหมคุ้มครองเขาอยู่ ในการที่จะทำอะไรต้องดูในเรื่องของระเบียบข้อกฎหมาย ถ้าเราไปจากพรรคการเมืองไปใช้ความรู้สึกที่ไม่ถูกต่อกฎหมายสิ่งที่จะต้องเดินต่อไปคือโดนปปช.สอบแน่  โดนฟ้องศาลแน่หาว่าผิดกฎหมาย”

ขณะเดียวกันความเป็นทหารเก่า ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเป็นผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ผูกพันกันมานาน (ย้ำเสียง) แล้วนะครับ และเข้าใจกัน มันก็พูดจากันง่ายจริงๆ   และผมดูแล้ว ทางทหารโดยเฉพาะท่านผบ.ทบ.ท่านไม่มีอะไรในหัวใจจริงๆ ในใจของท่านจะต้องทำทุกอย่างให้รักษากองทัพให้เข้มแข็งปกป้องประเทศชาติให้ได้ ในยามสงครามถ้าเกิดสงครามต้องทำงานได้  อันที่หนึ่ง แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมให้ร้อยเปอร์เซนต์เต็มเลยสำหรับผบ.ทบ. ก็ต้องเข้าใจกัน  พอผมพูดกับเขาเข้าใจ เขาก็เข้าใจผม เพราะเขารู้ว่าผมในเรื่องความจงรักภักดีร้อยเปอร์เซนต์เหมือนเขา ก็เริ่มพูดภาษาเดียวกันจึงไม่มีปัญหา

ปัญหาของความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับเหล่าทัพได้รับการยืนยันจากการประชุมสภากลาโหมซึ่งพล.อ.ยุทธศักดิ์ บอกว่า ทุกครั้งมีการประชุมสภากลาโหม เราพูดถึงความรักชาติ รักษาอธิปไตยของประเทศ พูดถึงภาพของส่วนรวม ภาพของการเสียสละ แต่เรื่องของการเมืองที่ผ่านมาให้มันผ่านไป

"วันนี้เราเริ่มสิ่งที่ดีกันใหม่ ทุกคนก็เข้าใจครับ มีความสบายใจมากเลย อาจจะมองว่าผมเป็นคนใจดี หรืออ่อนเกินไปตามใจเกินไป แต่สิ่งที่อะไรจะให้น้องๆได้ก็ต้องให้ครับ เราไม่ได้ซื้อหามาด้วยราคาแพง มันเป็นงานที่สามารถให้เขาได้ต้องให้ แล้วก็มองต่อไปว่าเมื่อให้ต่อไปแล้วประโยชน์จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติส่วนรวมไหม  เราก็ให้ ไม่ได้ตามใจไปทุกเรื่อง มีหลายเรื่องที่ผมไม่ได้ตามใจ และผมพยายามประนีประนอม"

หลายกองทัพ บอกผม เมื่อไหร่พี่จะผ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้สักที ผมก็เบรกอะไรที่ไม่ถูกขอให้ไปทำให้ถูกต้องซะ  แล้วเสนอมาใหม่  เพราะฉนั้นทุกคนรู้ว่าผมไม่ขัดขวาง แต่จะให้ได้หรือไม่ได้ต้องถูกต้อง มันก็เลยเข้าใจกัน และทุกคนก็รู้จักกันมานาน ถ้าหากไม่รู้จักอาจไม่เข้าใจ อย่างผบ.ส.ส.อยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็ก ผมเป็นเสนาธิการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ท่านเป็นผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล เดี่ยวนี้เป็นผบ.สส. มาเยี่ยมเยียนผมสมัยที่ท่านไม่ได้เป็นผบ.ส.ส. ผมเป็นประธานมูลนิธิโอลิมปิคแห่งประเทศไทย หมวกที่วางอยู่ตรงนี้ก็ของท่านหมด (ชี้ให้เห็นหมวกแก็บของผบ.สสเต็มไปหมด)

บิ๊กอ๊อด ยังปอกเปลือกบุคลิก” บิ๊กป้อม” ว่า “ประยุทธิ์นิสัยท่านกับคนก็เป็นอย่างงี้ ตรงไปตรงมา โผงผาง ตั้งแต่เป็นผู้การกรมทหารราบทื่ 21 แล้ว ผมเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมเจอท่าน ท่านก็พูดอย่างงี้ พอใจก็พูดไม่พอใจก็พูด เพราะเราเข้าใจนิสัยท่านเป็นอย่างนี้เป็นคนตรงไปตรงมา มันก็ไปด้วยกันได้

“คำถามว่าสาเหตุที่มาดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมเพราะเป็นกาวใจหรือเปล่า    พล.อ.ยุทธศักดิ์ หัวเราะผมก็ไม่ทราบนะ   แต่คิดว่า เมื่อมอบงานให้ผม คิดว่า สิ่งที่ผมเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติให้ดีที่สุด และความรักใคร่ปรองดองจะต้องเกิดขึ้น  ทหารต้องแข็งแกร่งทำงานปกป้องประเทศได้  การปรับย้าย การวางตัวผู้บังคับบัญชาต้องดูความสามารถแต่ละบุคคลด้วยว่าเมื่อมาเป็นแล้วทำงานได้ไหม และผมดูลึกไปถึงความจงรักภักดีด้วย ถ้าหากว่าไม่แสดงหรือไม่ปรากฎถึงความจงรักภักดีผมก็ไม่สนับสนุน

“นี่คือสิ่งที่เข้ามาก็พูดกับเขาตรงๆ ว่าผมเอาอย่างนี้นะ เขาเอาไงก็บอกมา ผบ.เหล่าทัพก็บอกผมก็จะเอาอย่างนี้เหมือนกัน พี่จะเอาไงก็บอกมา อึดอัดใจไหม ถ้าไม่อึดอัดใจก็ทำงานด้วยกันได้  พูดตรงไปตรงมาทุกเรื่องครับ”

รุกคำถาม  คนนอกประเทศสั่งได้ไหม  พล.อ.ยุทธศักดิ์ บอกว่า ขอเรียนด้วยความสัตย์จริง ท่านไม่เคยยุ่งกับผมเลย  ที่มีข่าวว่าคนนั้นคนนี้บอกท่านเข้ามาแทรกแซง ไม่มีหรอกครับ ท่านไม่ก้าวก่ายผมเลย  บางทียังนึกในใจน้อยใจอยู่เลย แหม ท่านไม่ค่อยโทรศัพท์ถึงผมเลย แล้วสิ่งหนึ่งท่านก็ห้ามไม่ให้ผมไปเยี่ยมท่านด้วย ท่านก็ส่งข่าวมาไม่ต้องไปเยี่ยมท่าน ท่านมีอะไรจะโทรคุยกับผมเอง  แต่ท่านก็ไม่ได้โทรมาถึงผมเลย

“การที่ไม่ได้โทรถึงผม   เลยคิดว่าท่านคงให้ความไว้วางใจผม หรือผมยังทำอะไรไม่ผิด(หัวเราะ) ผิดเมื่อไหร่คงโทร     ขอเรียนว่าท่านไม่ได้ยุ่งกับผมจริงๆ  แต่ข่าวที่ฟังจากคนอื่นก็เป็นข่าวที่ผมสบายใจทุกเรื่อง ที่มีข่าวคนนั้นคนนี้ไปเยี่ยมผมก็ถาม ท่านพูดอะไรถึงผมไหม เขาก็บอกว่า ไม่มี ไม่เคยตำหนิอะไรผม ผมก็รู้ว่าท่านอาจตำหนิผมในความใจดีมากเกินไปหน่อย”

พลิกดูความสัมพันธ์ บิ๊กอ๊อด กับพ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากที่พล.อ.ยุทธศักดิ์เกีษยณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม พ.ต.ท.ทักษิณชักชวนให้มาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยด้วยกัน  ช่วงนั้น บิ๊กอ๊อดเป็นสมาชิกวุฒิสภาและตำแหน่งหลายแห่งของรัฐวิสาหกิจพ่วงอยู่ด้วย จึงแบ่งรับแบ่งสู้  กระทั่งพรรคไทยรักไทยก่อร่างสร้างตัวเสร็จ เริ่มรณรงค์หาเสียง  พ.ต.ท.ทักษิณต่อสายถึงบิ๊กอ๊อดอีกครั้งขอให้มาเป็นรมว.กลาโหม เจ้าตัวต้องตัดสินใจ

“ท่านวางตัวให้เป็นรมว.กลาโหมตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว แต่เมื่อมีพล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ  มาเป็นรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นนายผม เคยเป็นคนตั้งผมเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ผมก็บอกว่าพร้อมจะเป็นรมช.ก็ได้  ให้นายเป็นรมว.กลาโหม ไม่เป็นไร ก็ทำงานกับท่านทักษิณมาตลอด”

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ยังมีความชื่นชอบพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัวตั้งแต่รับราชการปลัดกลาโหม  “ท่านมีน้ำใจกับผมมาก  ระหว่างที่ผมเป็นปลัดกระทรวง และท่านเป็นรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ   ผมไปพบท่านบ่อย ผมบอกท่านว่าเห็นเวลาสปีด(กล่าวสุนทรพจน์)  ท่านเก่ง”

“เมื่อก่อน กระทรวงต่างประเทศ  มหาดไทย กลาโหม จะมีการพบกันเรื่องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทุกเดือน  สมัยนี้ยังไม่มีเลย  พอครบทุกหกเดือนจะมีการแข่งขันกอลฟ์ประเพณีสามกระทรวง ผมก็กวาดถ้วยกอล์ฟนายกฯทักษิณทุกใบเลย อยู่กับผมหมด “ พล.อ.ยุทธศักดิ์ย้อนความสัมพันธ์

ถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านได้ไหม พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ากลับมาแล้วมาช่วยสถานการณ์ต่างๆดีขึ้น  ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย หรือท่านมาทำคุณประโยชน์อะไรให้กับเสนอสิ่งที่ตัดสินไปว่าเป็นความผิด ท่านเป็นคนมีความรู้ความสามารถมาก มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถเป็นประโยชน์ประเทศชาติ ดีกว่าเอาไปทิ้งไว้เฉยๆหรือให้คนอื่นเอาความรู้ความสามารถของท่านไปใช้  ประสบการณ์ของท่านสูง ตัดสินใจเร็ว 

แต่พล.อ.ยุทธศักดิ์ก็ยอมรับ ในเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองดำรงอยู่จึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางกลับประเทศ แต่เมื่อหมดความขัดแย้งทุกอย่างคงจะดีขึ้น   เราจึงมีคำถามว่าหมดความขัดแย้งคืออะไร  พล.อ.ยุทธศักดิ์ครุ่นคิด “ ผมยังไม่ทราบ ไม่อยากให้เกิดความไม่เข้าใจกันในประเทศ และทุกฝ่ายคงจะหมดทิฐิ ตราบใดยังมีฐิถิมานะฝ่ายนั้นฝ่ายนี้อยู่ ก็ยังเป็นปัญหา”

ในช่วง 4 เดือนของการรับตำแหน่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ มองว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้นำเหล่าทัพกับคนเสื้อแดงลดดีกรีความร้อนแรงลงแตกต่างจากช่วงก่อนการเลือกตั้ง อีกทั้งภาพลักษณ์ของทหารดีขึ้น เป็นผลพวงจากการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดมหาอุทกภัย

“ผมรู้สึกว่า ขณะนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ลดระดับลงไปนะครับ ไม่เหมือนเดือนแรกๆเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆตัวผมเองก็ตามได้พยายามสร้างความเข้าใจ สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันทั้งสองฝ่าย ให้เข้าใจในเรื่องที่สามารถทำงานร่วมกันได้ สามารถปรองดองด้วยกันได้ แล้วหลายครั้งผู้นำเสื้อแดงหลายครั้งโทรศัพท์ถึงผมต้องการคนนี้   ขอทหารหน่วยนี้เถอะมาช่วยน้ำท่วม ผมก็ส่งให้ท่าน ก็เริ่มเข้าใจกันเป็นที่พอใจกันมากยิ่งขึ้นกัน 

ขณะเดียวกันกาวใจยี่ห้อบิ๊กอ๊อดได้พยายามนำคู่ขัดแย้งมาหารือกันเป็นการภายใน ซึ่งบิ๊กอ๊อดพยายามบอกคนเหล่านี้าอะไรเป็นปัญหาเล็กน้อยอย่าเอามาเป็นปัญหาใหญ่   อะไรเป็นเรื่องร่วมมือกันได้ในอนาคตที่จะทำให้เกิดความปรองดองในชาติ และทหารสามารถทำงานให้ได้ต่อไปก็ทำต่อไป   ในเรื่องที่เป็นปัญหาก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการต่อไป

“ผมว่าทุกอย่างเริ่มดีขึ้น  วันนี้กับเมื่อสี่เดือนต่างกันมาก” บิ๊กอ๊อด ประเมิน

หมิ่นสถาบันเกินขีดความอดทน จุดยืนค้านแก้ม.112

อีกหนึ่งภารกิจและเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดของกองทัพด้วย นั่นคือ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ ณ สถานการณ์ปัจจุบัน มีกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวจาบจ้วงหมิ่นสถาบันมากขึ้นเรื่อยๆ   รัฐบาลไม่ได้แสดงถึงความจริงจังต่อการแก้ปัญหานี้ กระทั่งแม่ทัพนายกองหนักใจแม้แต่นายทหารเก่าอย่างพล.อ.ยุทธศักดิ์ ยอมรับว่า “ผมเองก็ทนไม่ได้”

แต่อีกนั่นแหละ! การมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม สังกัดพรรคเพื่อไทย โดยฉากหลังพรรคไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ามีกลุ่มคนเคลื่อนไหวในทางมิบังควร  ซึ่งถ้าไม่จัดการก็เหมือนให้ท้าย  เป็นเช่นนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะทำอย่างไร 

เขายอมรับ มีรายชื่อกลุ่มคนที่กระทำการไม่บังควรแล้ว โดยมีการติดตาม อีกทั้งทราบด้วยมีบุคคลใดบ้างจัดอยู่ในประเภทจิตใจสมองความคิดทั้งหมดไปแล้ว ขณะที่บางคนยังไม่ไปซึ่งประเภทหลังนี้เปลี่ยนแปลงได้จึงยังไม่จัดการอะไร   พล.อ.ยุทธศักดิ์ให้เหตุผลว่า บางครั้งถ้าสิ่งนี้ออกมาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เราประมาณการว่าไม่ได้ต่อต้านเต็มที่  ก็เข้าไปเตือน ถ้าทำอยางนี้จะเกิดผลอย่างไรบ้างให้ปรับความเข้าใจใหม่ เขาก็เลิก ต้องแก้ด้วยวิธีนุ่มนวลอย่างนี้ดีกว่าจับเขามาขึ้นศาลขังเลย   พรรคพวกเขาก็มากมันจะมากขึ้นอีก แต่ถ้าไปบอกเขาคนเดียวเขาเข้าใจเขาก็เลิกจะค่อยๆน้อยลงไป

“ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก  เป็นเรื่องที่ผมคุยกับผบ.ทบ.บ่อยว่า ผมทนไม่ได้  ผบ.ทบ.ก็บอกอึดอัดใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน  เราจะต้องทุ่มเททำกันอย่างไร  ผมพูดกับอนุดิษฐ์ ( นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที) บอกว่า อนุดิษฐ์ผมสนใจกระทรวงคุณเรื่องนี้เรื่องเดียว จะทำอย่างไรก็ได้   อย่าให้มีเอกสาร  เครื่องมืออิเลคทรอนิคส์ออกมาในทางหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ทางผมทนไม่ได้หรอก ไม่ใช่ด้วยหน้าที่นะ  ด้วยส่วนตัวก็ทนไม่ได้แล้ว

“ผมพูดกับรมต.ไอซีทีตลอด ถามท่านได้ว่าท่านคุยกับผมเรื่องนี้บ่อย  แล้วผมขอดูกันเลยบอกกองทัพบกมีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์สูงสุดด้วย  แล้วมีเครื่องมือด้วย เมื่อเราเข้าไปดูแล้วเราก็ต้องรู้ว่าอะไรควรทำอย่างไร  แล้วต่อไปจะต้องแก้ไขกันอย่างไรเพื่อแสดงความจงรักภักดีอย่างเต็มเปี่ยม

พล.อ.ยุทธศักดิ์ เล่าถึงเบื้องหลังว่า หลังจากได้คุยกันถึงความอึดอัดในเหล่าทัพและแจ้งไปยัง นอ.อนุดิษฐ์ ก็ตัดสินใจนำเสนอนายกฯ ถึงเวลาดำเนินการอย่างจริงจัง ปรากฎว่า เมื่อวันอังคารที่ 6 ธ.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีมารับประทานอาหารร่วมกับเหล่าทัพที่กระทรวงกลาโหม ก็ได้พูดคุยกันถึงการแก้ปัญหานี้อีก   

“สิ่งที่เราพูดกับผบ.ทบ.ว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหานี้ให้ได้ ประเทศไทยต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัยของประชาชนชาวไทย และทุกคนที่นั่งกินข้าวได้สาบานตนในเรื่องความจงรักภักดี  แล้วข้างหลังที่หน้าต่างมองออกไปเจอพระแก้วมรกต สาบานกี่ครั้งเราก็พูดกันเรื่องนี้ว่าเราจะจงรักภักดี เพราะฉนั้นต้องทำที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกันต้องมีคณะกรรมการจากองค์กรที่ร่วมมือกันอยู่   ไม่ใช่พอเราบอกจะทำ  แต่คนที่เดินตามหลังเรามีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ ก็ ไม่ได้แล้ว สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก”

สองวันหลังเปิดอกถึงความไม่สบายใจของกองทัพ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มาบอกกับบิ๊กอ๊อดว่านายกฯได้มอบหมายให้ร.ต.อ.เฉลิมเป็นประธาน  ซึ่งพล.อ.ยุทธศักดิ์ตอบกลับไปว่ากองทัพยินดีกับสิ่งที่สื่อสารออกไป  ก็ขอให้ทำงานอย่างจริงจังแล้วกัน ทางกองทัพจะให้ควาร่วมมืออย่างเต็มที่  

ปัจจุบันกระทรวงกลาโหม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์” เพื่อดำเนินภารกิจในการปราบปรามภัยทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายต่อประชาชนโดยเฉพาะเว็ปหมิ่นสถาบัน ซึ่งพล.อ.ยุทธศักดิ์ ขอให้ทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสได้ที่เวปไซต์กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เกี่ยวโยงกันเห็นจะเป็นความพยายามของกลุ่มคนเสื้อกดดันพรรคเพื่อไทยต้องแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา  112  ห้ามหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์  ซึ่งมีเสียงตอบรับจากส.ส.พรรคเพื่อไทยแล้วขณะเดียวกันแรงต้านจากภายนอกมีมากเช่นเดียวกันโดยเฉพาะฟากของกองทัพ 

“  ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายมาตรา  112  ถ้าเราไม่ใช้ก็ได้ ไม่ใช่ต้องเอามาตรา 112 ไปใช้ตลอด วันนี้เราคิดว่าบางครั้งไม่จำเป็น เราคุยทำความเข้าใจ  ใช้ความนุ่มนวลกันก่อน ใช้ความอ่อนแออย่างที่คนเขาชอบว่าผม แหม!อ่อนแอจังทำไมไม่ฟาดมันเลย บัทโธ่บางคนใจเขายังไม่คิดเลยนะครับ  บางคนมีแรงอีโก้ เห็นเพื่อนทำเราทำบ้าง หรือบางคนเกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจเพื่อนทำเราทำ เราต้องปรับความคิด เพราะเป็นเรื่องการต่อสู้ทางความคิด เราคุยกันได้ ดีกว่าที่จะไปลงโทษ ทำให้ไม่มีที่สิ้นสุด เชื้อโรคจะเพิ่มมากขึ้น เราใช้น้ำเย็นแก้ทีละจุด นั่นเป็นความคิดผมนะ เราคุยกันแล้ว” และนี่คือจุดยืนของพล.อ.ยุทธศักดิ์

ทิ้งท้ายต่อเสียงวิจารณ์ในโลกไซเบอร์สีแดง ถึงนโยบายรัฐบาลงดจัดมหรสพแต่กระทรวงกลาโหมกลับเดินหน้าจัดงานแสดงพลุเฉลิมพระเกียรตินานาชาติ   พล.อ.ยุทธศักดิ์ ชี้แจง  งานนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากรัฐมนตรีคนที่แล้ว  อีกประเด็นเกี่ยวข้องกับ  9 ประเทศใหญ่ๆ ต้องการร่วมงานกับกระทรวงกลาโหม   ทั้ง  สหรัฐอเมริกา จีน  ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ค  สรัฐอาหรับเอมิเรสต์   ถ้าไปยกเลิกประเทศเหล่านี้ซึ่งต้องการมาแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมยอมโดนด่าไว้ก่อน  แต่อย่าให้ต่างประเทศมองภาพกระทรวงกลาโหม ไหนบอกจงรักภักดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขามาร่วมด้วยทำไมไปยกเลิกเขา  ตรงนี้มีเหตุผลของมันอยู่

“ผมอยากให้เข้าใจแต่ไม่ได้อธิบาย  จึงขอฝากไปด้วย   ถ้าไปยกเลิกด้วยการอ้างน้ำท่วมเลิกเถอะ ไม่ค่อยมีเหตุผล   ควรปล่อยให้เขามาร่วมเฉลิมฉลองดีกว่า  นอกจากนั้นได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย อีกทั้ง เมื่อนานาชาติมาร่วมถึง  9 ประเทศ อย่างน้อยสื่อมวลชนต่างประเทศมาทำข่าวออกไปทั่วโลกเป็นการเผยแพร่พระบารมีของพระองค์ท่านด้วย"

สำหรับการจัดงานแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการจัดงานภายใต้ชื่อว่า “งานแสดงและประกวดพลุนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ดวงประทีป พราวนภา เทิดราชาราชินี บารมีศรีแผ่นดิน “ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวานนี้( 16 ธ.ค.) เป็นการซ้อมใหญ่ แต่ไฮไลท์จะมีขึ้นในวันนี้ ( 17 ธ.ค.) ณ บริเวณหาดพัทยากลาง จ.ชลบุรี ตั้งแต่เวลา 14.00น.ถึงเวลา 23.00 น. 

กีฬาการเมือง

ไม่กล่าวถึงไม่ได้สำหรับชื่อเสียงในแวดวงกีฬา เพราะเจ้าตัวเป็นถึงประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์มา 11 ปีแล้ว   ด้วยความสนใจทุกชนิดกีฬาและมีความรอบรู้ในกีฬาแต่ละชนิดเป็นอย่างดี   ย้อนกลับไปช่วงเป็นนายกสมาคมว่ายน้ำเคยปลุกปั้น “เจ้าณุก” รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ ทั้งด้านให้ทุนส่งเสริมการเรียนที่สหรัฐอเมริกาและฝึกซ้อมจนก้าวสู่ความสำเร็จสามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 12 ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น

คร่ำหวอดกีฬาเช่นนี้ถือโอกาสถามความเห็นระหว่าง “การเมืองกับกีฬาอะไรสนุกกว่ากัน” เจ้าตัวหัวเราะร่วน “การเมืองอะไรก็ไม่รู้แต่ในกีฬาก็มีการเมืองนะ “บิ๊กอ๊อด  แจกแจง อย่างฟีฟ่า(สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ) มีการเมือง คือการต่อสู้เพื่อเป็นประธานฟีฟ่า ให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจจะได้มีอิทธิพลในการกำหนดแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ระดับทวีป    อย่างไรก็ตามฟีฟ่าถือเป็นเป็นหนึ่งในเมมเบอร์โอลิมปิคเหมือนกัน แต่เมื่อฟีฟ่าไปทำฟุตบอลอาชีพ  พอเป็นอาชีพก็มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดการเมืองในฟีฟ่า  เช่นเดียวกับวงการมวยมีการเมืองในสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติหรือไอบ้า  อยากเป็นประธานกันมาก   เพราะฉนั้น รวยที่สุดคือฟุตบอล รวยที่สองคือมวย

ปกติวันพักผ่อนของบิ๊กอ๊อด จะมีไม่มากนักโดยเฉพราะอย่างยิ่ง 4 เดือนที่ผ่านมาแทบจะไม่มีเลย  แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีเพื่อนเยอะทั้งในวงการทหารและพลเรือน  ทันทีที่มีเวลาเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยมักจะต้องรับนัดเป็นประจำ แต่หากมีเวลาว่างก็จะพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวโดยจะมีสุนัขพันธุ์ Poodle  Toy  ตัวโปรด อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลาและมักจะพาขึ้นรถไปไหนๆด้วยเสมอ งานอดิเรกคือการดูแลปลูกต้นไม้  ออกไปเล่นกอล์ฟกับเพื่อนๆเฉพาะในวันเสาร์ และของสะสมที่โปรดปรานเป็นที่รับรู้กันทั่วไปคือ นกอินทรีย์ ทั้งที่เป็นรูปปั้น ไม้แกะสลัก รูปหล่อและคริสตัล ซึ่งมีสะสมอยู่นับพันชิ้น

“ ช่วงเป็นนายทหารใหม่ๆ  อเมริกากับจีนแข่งขันกัน  เขาบอกว่าต้องหามังกรไว้บูชา  ผมถามว่าแล้วทำไมไม่บูชานกอินทรีย์ ก็มีคนบอกว่า นกอินทรีย์แพ้มังกร  ผมไม่เชื่อก็เลยหานกอินทรีย์ตรงข้ามที่เขาทาย  ไปไหนเจอนกอินทรีย์ซื้อมาประจำทุกประเทศ ทั้งนกอินทรีย์อเมริกา อังกฤษ  เยอรมัน อิตาลี   ตัวที่โปรดปรานที่สุดเป็นกอินทรีย์คริสตัลจากสวีเดน” พล.อ.ยุทธศักดิ์ เล่าที่มา    นอกจากนั้นยังมีนาฬิกาข้อมือซึ่งถือว่าเป็นคนชอบสะสมนาฬิกาข้อมือกับเขาด้วยคนหนึ่ง  เช่นดียวกับพระเครื่องและพระพุทธรูปที่มีอยู่ในการครอบครองจำนวนมาก