กางบัญชีหัวขบวนแดงบทพิสูจน์มวลชนลด ใครเป็นใครในศึกยื้ดเยื้อ

วันที่ 22 ก.พ. 2553 เวลา 10:28 น.
หลังวันที่ 26 ก.พ. ทัพมวลชนเสื้อแดงจะถูกปรับสภาพ ให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวด้วยเงื่อนไขใหม่  เป็นการเรียกร้องอุดมการณ์ประชาธิปไตย

โดย...ทีมข่าวการเมือง

แฟ้มข้อมูลฝ่ายความมั่นคงที่ถูกป้อนสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ก่อน ( บทวิเคราะห์เวปไซต์โพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 18ก.พ.53 )     ทำให้เห็นถึงสภาพปัญหาภายในกลุ่มคนเสื้อแดงที่ระส่ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชิงการนำระหว่างกัน   การปรับโครงสร้างจัดกองทัพประชาชนของพ.ต.ท.ทักษิณ  ซึ่งนอกจากบังคับส.ส.ให้ระดมคน ยังเกิดแกนนำผู้มาใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาท ต้องการจะดูแลค่าใช้จ่ายการ์ดด้วยตัวเองกลายเป็นศึกชิงท่อน้ำเลี้ยงบานปลายสร้างความไม่ลงรอยระหว่างแกนนำ

การที่ฝ่ายความมั่นคงทะลวงพบจุดเปราะบางเสื้อแดง เสมือนรู้เขารู้เราต่อหมากเกม พ.ต.ท.ทักษิณ   จึงเป็นไปได้ทำให้แกนนำดั้งเดิม อย่างวีระ มุกสิกพงษ์  จตุพร พรหมพันธ์  ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ต้องเร่งเร้านายใหญ่ ประกาศนัดชุมนุมใหญ่หลังวันที่ 26 ก.พ. ทันที

ครั้นพิจารณามวลชนตามที่ฝ่ายความมั่นคง ประเมินจากส.ส.เพื่อไทยไประดมลงทะเบียนถึง 3 หมื่นคน แต่เมื่อตรวจสอบลงไปถึงการชุมนุมยื้ดเยื้อพบว่าจำนวนผู้ชุมนุมหดลงเหลือ  1.5 หมื่นคน   ข้อมูลนี้ดูจะไม่เลื่อนลอย  ยิ่งมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ช่วงการชุมนุม 1-10 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพแต่ละพื้นที่เด่นชัดขึ้นว่า ยังหลงเหลือมวลชนเท่าไหร่   และแกนนำที่จะอยู่ในสถานการณ์จงรักภักดีมีใครบ้าง

อย่างการชุมนุม 1 ก.พ.  ที่ จ.อุบลราชธานี (สนามฟุตบอลโรงเรียนเทศบาล 3 สามัคคีพิทยาคาร ต.ในเมือง อ.เมือง  นำโดยประยุทธ มูลสาร  ระดมมวลชนได้  8,000 คน

จากนั้นวันที่ 3 ก.พ. มีหลายพื้นที่ ได้แก่  จ.น่าน (ลานอเนกประสงค์ตลาดเทศบาลท่าวังผา ต.ท่าวังผา อ.ท่าวังผา  เป็นกลุ่มนปช.รักน่าน 52 สาขา อ.ท่าวังผา  นำโดยนายชนาประทิน    อุ่นถา ดต.หมันโจบุญ  มีมวลชน  500 คน       จ.อุตรดิตถ์ (สนามกีฬาพระยาดาบหัก อ.เมือง )  มีการรวบรวมมวลชน ผ่าน นายพนัส พรมทอง  นางมันทนา เชียงใส  จ.ส.อ.จำนงค์ ตะโก้  นางวันศิริ ประสานพันธุ์ ได้ทั้งสิ้น  200 คน       จ.สงขลา  (บริเวณโรงแรมกรีนเวิลด์พาเลซ ถนนประท่า ต.บ่อยาง อ.เมือง ระดมมวลชนผ่าน นางนิษิฎัทร วิไลรัตน์  นางหทัยกาญจน์ มุกสิกะพงษ์  นางแน่งน้อย สุวรรณศรี  นายพ.พนธ์ จิตภักดี แต่ได้ทั้งสิ้น  20  คน

4 ก.พ. จ.พิษณุโลก (สภ.บางกระทุ่ม)  เป็นกลุ่มนปช.บางกระทุ่ม  นำโดย ร.ต.แสงดาว ราวิล  ได้มวลชน 700 คน     จ.ภูเก็ต(บริเวณร้านอาหารครัวครูสะอาด เขตเทศบาล เมืองภูเก็ต ) นำโดย นายสุนทร โต๊ะหมาน นายวิสุทธิ์ ตั้งวิทยาภรณ์  แต่ได้ทั้งสิ้น  20 คน      จ.หนองคาย (ตลาดนัดข้างปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านอีสาน-พัฒนา ต.โซ่ อ.โพพิสัย  ใช้ชื่อกลุ่มอนุรักษ์ประชาธิปไตยจ.หนองคาย  ประกอบด้วย นางมยุเรศ โครตชมภู (ประธานกลุ่ม) ดต.สันติเวช ภูตรี นายชาญวุฒิ มีมวลชน 2,000 คน 

5 ก.พ. จ.นครสวรรค์  ( หน้าวัดเขาแก้วหมู่ 4 ต.พยุหะคิรี อ.พยุหะคิรี กลุ่มนปช.นำโดย นายชัยโรจน์ วงศ์สิทธิกรณ์  พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายวีระกร คำประกอบ  จำนวน 500 คน       จ.สุพรรณบุรี (ลานอเนกประสงค์วัดป่าเลไลย์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง กลุ่มนปช.นำโดย พ.ท.พรพงศ์ สุขวงศ์จันทร์ นายวันชัย ทรัพย์รวมทอง นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล นายพายัพ ปั้นเกตุ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ได้มวลชน 3,500 คน       จ.อุดรธานี (ลานจอดรถหน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้าท่าอากาศยานจ.อุดรฯ เป็นกลุ่มนปช.ของนายประสิทธิ์ วิชัยรัตน์  นายวราวุธ โลหิตดี จำนวน 100 คน

6 ก. พ. จ.ศรีษะเกษ (หน้าที่ว่าการอ.กันทรลักษณ์  กลุ่มนปช.ของนายบุญเติม ทาวะรมย์ นายปรีชา ภาษี นายดวงใจ จำปาพันธ์ จำนวน 150 คน     จ.สระบุรี (ร้านบ้านโคกค้าของเก่า หมู่ที่ 7 ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้    ระดมมวลชนฝ่านฝีมือ นายเสวก วัฒนกุล นายจรัญ สายประสาท พล.อ.ทวนทอง อินทรทัต นายเมธี อมรวุฒิกุล  นายพายัพ  ปั้นเกตุ  จำนวน   200 คน    จ.พิษณุโลก ( บริเวณลานหญ้า หมู่ที่ 9 ต.อรัญญิก อ.เมือง  เป็นกลุ่มคนรักทักษิณ  แกนนำประกอบด้วย นายกฤษณะ มานะการ นายนาวิน บุญเสรฐ  นายนิยม ช่างพินิจ  นายณรงค์ศักดิ์  มณี  ได้มวลชนจำนวน  300 คน     จ.ขอนแก่น (ร้านไก่ย่าง”โนเนม” ริมถนนมิตรภาพ อ.เขาสวนกวาง  เป็นกลุ่มรักประชาธิปไตย นำโดยนายปรี กำแหงพล นายศักดา อ้อพงษ์ นายวิรัตน์ เจริญเชื้อ  ได้มวลชน  1,000 คน 

ที่ชุมนุมต่อเนื่อง 1-7 ก.พ. ที่จ.เชียงใหม่ ( หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5  กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 แกนนำโดยนายเพขรวรรต   วัฒนพงษ์ศิริกุล นายอภิชาติ อินสอน นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์  จำนวน  250  คน    ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯในวันที่ 7 ก.พ. เช่นกัน    ซอยพหลโยธิน 62 กลุ่มการ์ดเสธแดง นำโดยพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จำนวน 300 คน

วันที่ 9 ก.พ. จ.กาฬสินธุ์ บ.หนองริวหนัง  เป็นการเคลื่อนไหวของ นปช.กาฬสินธุ์ นำโดยส.ส.กาฬสินธุ์   จำนวน  300  คน   และ จ.นครนายก  โรงแรมจัตนทรารีสอร์ต  นำโดย สสจ.นครนายก จำนวน 300 คน

จากข้อมูลประเมินได้ว่า  มวลชนหนาแน่นคงเป็นพื้นที่ภาคอีสาน  โดยก่อร่างสร้างขึ้นผ่านนักการเมืองในพื้นที่ ที่เป็นทั้งส.ส.อดีตและปัจจุบัน  ซึ่งก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มอบให้ ส.ส.ในแต่ละพื้นที่ เข้ามาเป็นผู้จัดชุมนุมประชาชนขึ้นเอง  โดยให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามาเป็นผู้อภิปรายร่วมเท่านั้น

เช่นเดียวกัน ทำให้ได้บทสรุปอีกว่า มวลชนที่ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แทบจะลดบทบาทลงหรือจะไม่มีเหลืออีกแล้วไปในสถานการณ์นี้   มีเพียงแต่มวลชนเพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาเป็นใหญ่เท่านั้นเอง

แต่อย่างใดก็ตาม  หลังวันที่ 26 ก.พ. ทัพมวลชนเสื้อแดงจะถูกปรับสภาพ ให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวด้วยเงื่อนไขใหม่  เป็นการเรียกร้องอุดมการณ์ประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากกรณีสองมาตรฐาน เป็นประเด็นหลักแทนการเคลื่อนไหวเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคงสนับสนุนอยู่เช่นเดิม