มือขวาเจ๊แดง

วันที่ 24 ก.ย. 2554 เวลา 07:07 น.
มือขวาเจ๊แดง
“อย่าเรียกว่าสายเลยครับ มันฟังดูแล้วแปลกๆ แต่ผมไม่ปฏิเสธนะว่าใกล้ชิดท่านเยาวภา”

โดย...ธรรมสถิตย์  ผลแก้ว 

คลอดออกมาเป็นที่เรียบร้อยสำหรับแคมเปญประชานิยม” รถยนต์คันแรก  บ้านหลังแรก “   นโยบายชิ้นโบว์แดงของพรรคเพื่อไทยที่เคยประกาศไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง  แม้วันนี้คนในรัฐบาลจะบอกกล่าวประชาชนทำได้แล้วตามสัญญา  แต่ทว่าหลักเกณฑ์การซื้อรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรกก็ดูจะมีปมให้ถกเถียงต้องปรับแก้เงื่อนไขเป็นรายวัน  

บุญทรง เตริยาภิรมย์

บรรดาคำถามคาใจหนีไม่พ้น “บุญทรง เตริยาภิรมย์”  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลังต้องคอยออกมาไขข้อข้องใจเพราะเขาถูกมอบหมายให้รับผิดชอบนโยบายนี้โดยตรง   มากไปกว่านั้นถูกวางตัวให้มากำกับกรมภาษี หน่วยงานจัดเก็บรายได้เข้าประเทศเสียด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกย่างก้าวของขุนคลังเบอร์สองจึงโดดเด่นราศีจับราวกับเป็นรมว.คลังตัวจริง

"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ"  บุญทรงกล่าวอย่างถ่อมตัว "ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีคลังตัวจริงผมต้องเซ็นแต่งตั้งโยกย้าย ลงนามธนบัตรได้แล้ว อันนี้ผมไม่ได้ทำเลย"   เจ้าตัวถือโอกาสชี้แจงว่า คนมักมองว่าเมื่อมาคุมกรมใหญ่ เหมือนเป็นรมต.คลังตัวจริง ซึ่งไม่ใช่เลย เพราะอำนาจอยู่ที่รมว.คลังอยู่ดี  แต่ผมทำอะไรในลักษณะออนบิฮาล์ฟทำตามอำนาจรมว.คลัง มอบให้เรา เราไม่สามารถทำอะไรที่มากกว่าที่เขามอบได้ ในเชิงนโยบายอยู่ที่ท่านรมว.คลังทั้งหมด

แม้หน้าที่แจกแจงนโยบายเร่งด่วนจะพุ่งเป้ามาที่บุญทรง แต่เขาก็อธิบายให้เห็นกระบวนการทำงานทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้กระจายความรับผิดชอบกันไป  โดยบุญทรงจะรับผิดชอบโครงการรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรก ส่วนธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลังรับผิดชอบบัตรเครดิตชาวนา ส่วนวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง รับผิดชอบเรื่องการปรับรายได้ข้าราชการ 1. 5 หมื่นบาท  

“เมื่อมีการประกาศนโยบายหาเสียงก็ต้องช่วยกันทำครับ ผมไม่ได้เป็น ซุปเปอร์แมน” บุญทรงถ่อมตัวอีกครั้ง

ถึงกระนั้น การได้รับตำแหน่งรมช.คลัง เป็นที่รับรู้กันในพรรคเพราะขาใหญ่สายเหนือ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ “ หรือ “เจ๊แดง” ส่งเข้าประกวด แต่เจ้าตัวก็พยายามเลี่ยงโดยอธิบายในเชิงหลักการว่า ไม่ได้มาจากโควต้าภาคเหนือแต่เป็นไปตามระบบการคัดเลือกบุคลากรของพรรค

“สมมติว่าเราจะดูว่าระบบบริหารพรรคการเมืองในช่วงที่ผ่านมาหลายๆปี  ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ มันหนีไม่พ้นใครอยู่ภาคไหนจังหวัดอะไร  เพราะฉนั้นก็อาจถูกจับเชื่อมโยงว่ามาจากโควต้าภาคนั้นภาคนี้ แต่ท้ายที่สุดการคัดเลือกตัวบุคคลของพรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการบริหารพรรคไปดูว่า ทั้งหมดที่เป็นผู้แทนในระบบปาร์ตี้ลิสต์หรือระบบเขต มีใครบ้างพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความ ครม.ทั้งหมด มาจากผู้แทน อาจมีบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมือง อาจเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ นักวิชาการเก่งๆ เชิญมาร่วม เพราะฉนั้นมิได้หมายความว่ามาจากโควต้าของใคร แต่ถ้าในระบบรัฐสภาต้องไปดูระบบโควต้าในสภาเป็นอย่างไรเพราะมีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น เลือกคณะกรรมาธิการ แต่ละฝ่ายจะมีกี่คน แต่ในระบบบริหารขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหาร “

ถามย้ำ การได้รับตำแหน่งเพราะมาจากสายของคุณเยาวภาใช่มั๊ย   บุญทรงหยุดคิดสักครู่หนึ่ง “เอ่อ! (ลากเสียงยาว) อย่าเรียกว่าสายเลยครับ มันฟังดูแล้วแปลกๆ แต่ผมไม่ปฏิเสธนะว่าใกล้ชิดท่านเยาวภา

ถึงที่สุดเจ้าตัวยอมเปิดเผยว่า    ตอนที่ผมเริ่มทำงานการเมืองครั้งแรก ผมเป็นผู้สมัครในจังหวัดเชียงใหม่สังกัดพรรคไทยรักไทย  ท่านเยาวภาขณะนั้นเป็นผู้สมัครส.ส.ในเขตจังหวัดเชียงใหม่เหมือนกัน แล้วท่านอดีตนายกฯทักษิณเป็นคนเชียงใหม่ ผมก็อยู่ในพรรคที่มีคนเชียงใหม่เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรคระดับสูง

คำว่าใกล้ชิดหนีไม่พ้นหรอก ครั้งแรกก็มาอยู่พรรคเดียวตลอด จากไทยรักไทยเป็นพลังประชาชนและมาเป็นเพื่อไทย มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน และผมมาเป็นเลขาส่วนตัวท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี  ซึ่งการจะมาเป็นเลขาธิการนายกฯหรือตำแหน่งในทำเนียบช่วยคุณสมชายไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดต้องลาออกจาก ส.ส.  ดังนั้นช่วงที่เป็นส.ส. จึงทำหน้าที่ในลักษณะเลขาส่วนตัวให้อดีตนายกฯสมชายด้วย

ถามกันอย่างตรงๆเป็นคนถือกระเป๋าให้คุณสมชายใช่มั๊ย  ”ผมไม่เคยถือกระเป๋าให้ท่านนายกฯสมชายนะ   ท่านถือเอง “ งั้นถามต่อ แล้วถือกระเป๋าให้คุณเยาวภาหรือเปล่า   บุญทรงตอบอีก “ท่านถือกระเป๋าท่านเอง” แต่ผมใกล้ชิดในลักษณะที่จะทำงานร่วมกันในหลายเรื่องทางการเมือง เวลาท่านมีอะไรเกี่ยวกับงานในพื้นที่ท่านจะฝากฝังให้เราดูแล หมายความว่าเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ หรือคล้ายคลึงท่านจะฝากเพราะผมเป็นส.ส.ในพื้นที่ แต่ระยะหลังไม่ค่อยได้คุยกับท่านเยาวภา และเรายุ่งงานในกระทรวง ท่านเยาวภาก็มีภารกิจส่วนตัวของท่านด้วย

ว่าไปแล้วเส้นทางการเมืองของบุญทรงดูจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะก่อนจะมาสนิทกับตระกูลวงศ์สวัสดิ์ ก็ได้รับใบเบิกทางจากตระกูลชินวัตรมาก่อน นั่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี   โดยความสัมพันธ์ก่อตัวขึ้นจากวันที่พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปเปิดตัวพรรคไทยรักไทยที่เชียงใหม่  

“ท่านทักษิณจบโรงเรียนมงฟอร์ต ผมก็จบโรงเรียนมงฟอร์ต ก่อนเข้าไทยรักไทย ผมเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมเชียงใหม่  พรรคไทยรักไทยก่อตั้ง ก.ค.2543 พอปลายปีไปเปิดตัวพรรคที่เชียงใหม่ ฝ่ายผู้บริหารพรรคขณะนั้นก็ได้รับคำแนะนำ เขาไปถามว่า ถ้ามาแล้วจะเชิญใครมาให้ความเห็นกับพรรค เพื่อเก็บข้อมูลเอาไปทำเป็นนโยบาย เขาแนะนำว่าถ้าเป็นเรื่องอุตสาหกรรมก็ไปเชิญบุญทรง เขามาทาบทามผมไปพูด ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักและเข้ามาเป็นนักการเมืองร่วมงานกับท่านทักษิณและท่านสมชาย”

หากไล่เรียงตำแหน่งรัฐมนตรีเกรดเอ ล้วนมาจากสายเหนือแทบทั้งสิ้น    บุญทรงหัวเราะ ถ้านับกระทรวงกันดู มีที่ไหนบ้าง เห็นจะมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ  และผมกระทรวงคลัง มีเท่านั้นเองครับ “ เมื่อรับมอบหมายก็ทำกันไป

ย้อนดูทำเนียบรมช.คลังในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา น้อยคนนักจะได้รับมอบหมายกำกับดูแลกรมภาษีแบบเบ็ดเสร็จ  บุญทรง กล่าวว่า ต้องไปถามรมว.ทำไมแบ่งมาอย่างนี้ ผมไม่ได้ไปเจรจาขออะไร  อำนาจเป็นของรัฐมนตรีที่จะมอบอำนาจ  ไม่ใหญ่นะ  คนที่นี่ยังมีจำนวนน้อยกว่าตำรวจ กองทัพอีกนะ

เมื่อกำกับกรมภาษี ไม่วายข้อครหาเป็นรมต.ใบสั่งเพื่อมาเคลียร์คดีภาษีหุ้นชินฯ     บุญทรงรีบปฏิเสธ ไม่เกี่ยวเลย ผมไม่มีสิทธิไปแตะต้องอะไรเหล่านั้นเลย  เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรี  อำนาจทั้งหมดอยู่กับอธิบดี ผู้บริหารสูงสุดของกรมเพราะกฎหมายกำหนดชัดเจนอยู่แล้ว และผมไม่ได้ไปสั่งการอะไรเลยจนถึงบัดนี้

“ให้เขาทำตามกฎหมายตามอำนาจที่มีอยู่ตรงไปตรงมา ไม่ได้เรียกมาคุยอะไรเลย มีแต่ตอบคำถามสื่อมวลชน  ส่วนกรณีที่กรมสรรพากรตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้ากรมเห็นว่าต้องตั้งก็ให้เขาส่งเรื่องขึ้นไปตั้ง ผมไม่มีนโยบายที่จะบอกเขาให้ทำอะไร”  รมต.ผู้กำกับกรมภาษี ยืนยัน

ไม่แตะภาษีบาป

นโยบายรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก แม้จะผ่านครม.เมื่อต้นเดือนก.ย.ไปแล้วแต่ต้องนำมาปรับแก้เงื่อนไขอีกรอบ  เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง และยังนำไปสู่ความห่วงกังวลต่อการจัดเก็บรายได้เข้าประเทศอาจไม่เป็นไปตามเป้า     ข้อกังวลนี้บุญทรง อธิบายว่า กรณีรถยนต์คันแรกที่คนเข้าใจว่ารายได้หายนั้นไม่หาย  เพราะคนซื้อรถจ่ายราคาเต็ม ในกระบวนการกำหนดราคาทางผู้ผลิต ผู้จำหน่ายจะบวกภาษีสรรพสามิต อะไรต่างต่างนานา เข้าไปเป็นราคาขายปลีก

“เพราะฉะนั้นเวลาซื้อรถคันหนึ่งหน้าโชว์รูมจ่ายเงินตามนั้น  จะจ่ายเงินสด หรือผ่านไฟแนนซ์เป็นวิธีที่ท่านสามารถเลือกได้  ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะไปตั้งเงินคืนให้ในปีถัดไป แต่นั่นไม่ใช่รายได้ที่ขาดหายมันเป็นรายจ่ายที่รัฐบาลจะต้องไปรับภาระในอนาคต แต่ว่ากว่าจะไปถึงวันนั้นผมเชื่อว่าภาษีที่จะได้จากโครงการนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วก็ภาษีของบริษัทที่ไปชำระตอนสิ้นปีที่เรียกว่าภาษีนิติบุคคลจะเข้าสู่ระบบทั้งหมด ซึ่งมันจะมากกว่าเงินชดเชยที่เราจะคืนให้กับประชาชนผู้ซื้อรถ 

ในส่วนบ้านหลังแรกเราเรียกว่าเป็นนโยบายลดหย่อน ตรงนี้อาจจะสูญเสียไปบ้าง เพราะการลดหย่อนเมื่อซื้อบ้านหนึ่งหลัง ท่านสามารถนำราคาบ้านไปเป็นส่วนลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ของตัวท่านเอง นั่นหมายความว่า รัฐบาลยอมเสียรายได้ไปเล็กน้อย ซึ่งขณะนี้คำนวณแล้วว่าทั้งโครงการห้าปี ประมาณพันกว่าล้านบาท

มองต่อไป กระทรวงการคลังคงจะต้องไปขยับอัตราภาษีตัวอื่นโดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต เพื่อมาโปะรายได้ที่หายไปหรือไม่ซึ่งบุญทรงยืนยันนอนยันไม่มีนโยบายปรับอัตราภาษีแน่นอน

“มีคนถามเยอะ โดยเฉพาะภาษีบาปแต่กราบเรียนตรงๆ ยังไม่เป็นนโยบาย  แต่ผมให้นโยบายว่า ถ้าคุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ นำระบบไอทีเข้ามาใส่ แล้วคุณสามารถเพิ่มรายได้เข้ามา10-20 เปอร์เซนต์  ก็ไม่มีเหตุผลต้องขยับอัตราภาษี เพราะการขยับอัตราภาษีท้ายที่สุดก็โอนไปให้ผู้บริโภค ทั้งๆที่เรากำลังลดค่าใช้จ่ายประชาชนแต่ถ้าเพิ่มภาษีจะสวนทางกับนโยบายลดค่าใช้จ่าย ขณะนี้เรายังไม่ทำ”

ความต้องการของรมช.คลังผู้นี้ คือ  ต้องการทำคือการขยายฐานผู้ชำระภาษีมิใช่ขยายอัตราภาษี  สมมติมีผู้อยู่ในระบบฐานจัดเก็บภาษีล้านคน รัฐบาลพยายามจะไปขยับให้เป็นล้านหนึ่งแสน ล้านสองแสนคนเป็นการขยายฐาน  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปขยับอัตราภาษีสูงขึ้น  ในทางกลับกันเราพยายามลดอัตราภาษีลดลง ตัวอย่างเช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งรัฐบาลประกาศชัดเจนในปี  2555 จะลดเพดานจาก 30 %  เป็น 23 % 

“ขณะเดียวกันเรามั่นใจว่าเมื่อเพดานภาษีลดลง บริษัทห้างร้าน ธุรกิจต่างๆที่อาจจะยังไม่เสียภาษี หรือคิดว่าระบบอัตราภาษีสูงเกินไป เมื่อภาษีลดลงแล้วอาจเข้ามา เพราะฉนั้นอันนี้คือการขยายฐานผู้ชำระภาษีมากขึ้น”

เช่นเดียวกับกรณีการผลักดันร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ภาคประชาชนอยากเห็นถึงความเสมอภาคและน่าจะเป็นช่องทางนำรายได้เข้าประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ท่าทีของรัฐบาลนี้เห็นว่าไม่ใช่วาระเร่งด่วน

“การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถือเป็นความท้าทาย รัฐบาลที่ผ่านมาก็พูดกับสื่อ แน่จริงให้ทำตรงนี้  แต่ว่าขณะนี้เรากำลังมองว่าอะไรเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำบ้าง และที่ประกาศไว้ต่อรัฐสภา 16 เรื่องแรกต้องทำก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่ขณะเดียวกันทำไปพร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ในส่วนที่ราชการต้องรับผิดชอบ ระบบการจัดเก็บต้องรัดกุม แม่นยำ โปร่งใส เป็นธรรม” 

ลีลาขุนคลัง(การเมือง)

“ ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันนโยบายต่างๆให้ออกสู่ภาคปฏิบัติเร็วขนาดไหน และผู้รับผลประโยชน์แท้จริงคือประชาชน ถ้าผลประโยชน์ไม่ถึงประชาชนจะมีปัญหา ไม่ใช่แค่การเมืองแต่จะเป็นปัญหาที่เป็นมูมเบอแรงกลับมาถึงรัฐบาล”   

ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารประเทศ มองกันว่า ขาข้างหนึ่งของรัฐบาลกำลังก้าวไปข้างหน้าสร้างผลงานตามที่หาเสียงเอาไว้  แต่ขาอีกข้างหนึ่งเคลื่อนไหวหาช่องทางช่วยอดีตนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทย จุดชนวนร้อนแรงเกิดการตอบโต้ทางการเมืองกลายเป็นภาพบดบังการทำงานรัฐบาลทันที 

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น บุญทรงกลับมองว่าต้นเหตุมาจากฝ่ายค้านมากกว่ามาจากคนในรัฐบาล 

เจ้าตัวขอสลัดคราบรมต.เศรษฐกิจด้วยการให้ความเห็นทางการเมืองแบบบ้านๆบ้าง “นี่เป็นคำถามการเมือง ขอตอบแบบการเมือง ขณะนี้รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ถึงเรื่องต่างๆที่จะทำในระยะสั้น ระยะยาว ผมคิดว่าคนที่วิจารณ์มีทั้งบวกและลบ ทั้งบวกก็บอกโอเคเดินหน้าทำงานต่อไป ในทางลบก็เป็นพรรคฝ่ายค้านจะวิจารณ์อีกแบบ เช่น คนอื่นคิดรัฐบาลไม่ได้คิดเอง  หรือว่าทำงานไม่เป็น   ซึ่งเป็นธรรมชาติการเมือง “

"แต่ผมกราบเรียนว่า ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันนโยบายต่างๆให้ออกสู่ภาคปฏิบัติเร็วขนาดไหน และผู้รับผลประโยชน์แท้จริงคือประชาชน ถ้าผลประโยชน์ไม่ถึงประชาชนจะมีปัญหา ไม่ใช่แค่การเมืองแต่จะเป็นปัญหาที่เป็นมูมเบอแรงกลับมาถึงรัฐบาล   เพราะเราพูดแล้วต้องทำ นั่นคือเครดิตของรัฐบาล และที่เขาเลือกเรามา  เขาเชื่อว่าเราทำได้ ฉะนั้นขณะนี้ทุกกระทรวงกำลังเร่งนโยบายออกสู่ปฏิบัติ จึงหนีไม่พ้นเมื่อเป็นฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ทางลบ ฝ่ายค้านจะชมรัฐบาลคงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเขาต้องโจมตีทุกเรื่อง ไม่ว่าจะตำหนิว่าอันนี้โกหก ดีแต่โม้" 

บุญทรง ยังวิเคราะห์ว่า  ตั้งแต่ปฏิวัติเดือนกันยายน  2549 ไม่มีอะไรทำลายพรรคไทยรักไทยได้  นอกจากทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าพี่น้องประชาชนก็รับรู้  “ผมบอกว่า ฝ่ายค้านไม่สามารถก้าวข้ามคุณทักษิณได้  เขาจมอยู่แค่เรื่องคุณทักษิณ ทีนี้จะทำลายรัฐบาลแต่ไม่มีจุดอ่อนเขาคิดว่าจุดอ่อนคือท่านทักษิณ ก็โจมตีท่านทักษิณ มีอยู่เท่านี้ ขณะนี้โจมตีอยู่ 5 ปียังทำอะไรไม่ได้ แทนที่จะมาดูว่านโยบายรัฐบาลสามารถออกสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ได้

“วิจารณ์นโยบายมาสิครับ วิจารณ์มาสิครับท่านนายกฯ ทำงานไม่ดีอย่างไร   วิจารณ์มาสิครับครม.ทำงานไม่ดีอย่างไร แต่ขณะเดียวกันไม่พูดหรือพูดน้อยมาก มีการตั้งครม.เงามาก็เกือบไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องนโยบายที่รัฐบาลทำเท่าไหร่ แต่ยังตามล่าท่านทักษิณอยู่ดี “

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ รมต.เศรษฐกิจขอระบายความในใจต่อไปอีกว่า  แม้จะเล่นงานพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เป็นไร แต่รัฐบาลไม่ได้สนใจขอเดินหน้าทำงานต่อไป จะวิจารณ์ท่านทักษิณก็วิจารณ์ไป ท่านทักษิณไม่ได้ทำอะไรตอนนี้ 

ก่อนจะตบท้ายด้วยวาทะสั้นๆตามสไตล์นักการเมืองครองอำนาจ  “เราอยู่ครบวาระแน่นอน”