อภิสิทธิ์มั่นใจโค้งสุดท้ายชิงดำ

วันที่ 21 มิ.ย. 2554 เวลา 10:20 น.
อภิสิทธิ์มั่นใจโค้งสุดท้ายชิงดำ
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์พิเศษ กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์และบางกอกโพสต์เมื่อวันที่20มิ.ย.เกี่ยวกับการเลือกตั้งโค้งสุดท้าย 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า ในภาพรวมคะแนนยังเป็นรองพรรคเพื่อไทย แต่ยังสูสี ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก คือไปกลับไม่เกิน 10 เสียง และมั่นใจยังชนะได้ ส่วนที่หลายพื้นที่ที่คะแนนนิยมของพรรคตกลงนั้น ปัจจัยสำคัญคือเรื่องของแพง ซึ่งเวลาของแพงคนต้องมองมารัฐบาลก่อน และโดนโจมตีว่าทำอะไรไม่ได้ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยพยุงก๊าซหุงต้มถังละ 300 บาท ส่วนก๊าซรถยนต์ ได้สั่งให้ไปหามาตรการเพิ่มในเรื่องการเก็บภาษี เพราะถ้าไปขึ้นราคาเกรงว่าจะมีการลักลอบนำถังก๊าซหุงต้มมาติดรถยนต์ ยิ่งทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ รัฐบาลพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพิ่มรายได้ ค่าจ้าง เงินกำไรประกันรายได้เกษตรกร ช่วยค่าปุ๋ย

“และที่บอกว่า สนใจแต่คะแนนเสียง ไม่สนใจภาระที่ตามมา ก็ไม่จริง ผมบริหารมา 2 ปีกว่า ไม่เคยทำกองทุนติดลบ สมัยก่อนนู้นลากไปติดลบแสนล้าน จะพยายามบริหารไม่ให้ติดลบ เข้ามาไม่เก็บภาษีสรรพสามิต แล้วต่อมากลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ก็ถูกด่าว่าสร้างภาระให้คนใช้น้ำมัน แต่เราสร้างภาระในวันที่น้ำมันถูก เพื่อนำมาชดเชยในวันที่น้ำมันแพง

...วัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันฯ ที่ดูแลไม่ให้น้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพราะมีข้อตกลงกลายๆ ว่าหากเกิน 30 บาท บริษัทขนส่งจะขอขึ้นราคา ต้นทุนโลจิสติกส์ สินค้าก็จะขึ้นหมด กระทบไปถึงเงินเฟ้อทำลายความเชื่อมั่น การตัดสินใจผมอยู่บนพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ ทำไมไม่ทำกับเบนซินด้วย ก็เพราะไม่ใช่ต้นทุนโลจิสติกส์”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หากในกรณีที่น้ำมันโลกขึ้นไป 150 เหรียญสหรัฐ และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ก็คงทำไม่ได้ แต่ประเมินแล้วว่า 120 เหรียญสหรัฐ ไม่น่ายั่งยืน ดูจากอุปสงค์อุปทานเศรษฐกิจโลกจึงได้ทำเรื่องนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ ถ้าวันนี้ยอมให้น้ำมันดีเซลขึ้นไปถึง 36-38 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจจะแย่กว่านี้มาก

@หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลต่อจะทำอะไรเป็นลำดับแรก

เร่งดำเนินนโยบายเร่งด่วนที่ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มรายได้ การเพิ่มความเข้มข้นในการปราบยาเสพติด และโครงการอื่นๆ ที่เดินต่อจากนโยบายเดิมรัฐบาล ทั้งประกันภัยพืชผล รถไฟความเร็วสูง

@ทำไมถึงไปจัดปราศรัยใหญ่ในพื้นที่ราชประสงค์ในวันที่ 23 มิ.ย. ไม่ยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง

การไปปราศรัยที่นั่นเพื่อต้องการยืนยันสิทธิของคนไทย ที่สามารถใช้ทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยยืนยันว่าพื้นที่จะไม่ไปปิดถนนหรือเสียพื้นที่การจราจร แต่จะอยู่บนลานของเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งได้ประสานงานไปแล้ว ดังนั้นการจะคืนประเทศให้เข้าสู่สภาวะปกติ สิ่งแรกต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมก่อนว่าทุกพื้นที่เป็นของทุกคน

@จะหาทางออกเรื่องเสื้อแดงขัดขวางการหาเสียงอย่างไร

เรื่องเหตุการณ์ปั่นป่วนการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้เรียกร้องไปทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งคำตอบที่ได้มาคือ คุณยิ่งลักษณ์สั่งเสื้อแดงไม่ได้ แต่แกนนำเสื้อแดงอยู่ในบัญชีลำดับต้นๆ ของเพื่อไทย ถ้าวันนี้ยังสั่งไม่ได้ เกิดไปเป็นรัฐบาล แปลว่าจะให้เสื้อแดงกำหนดทิศทางทุกอย่างใช่ไหม

“ถ้าบอกว่าสั่งไม่ได้ ก็เข้าใจ เพราะเสื้อแดงมีหลายคน แต่เคยแสดงจุดยืนไหมว่าอย่าไปยุ่งกับการหาเสียงของพรรคการเมืองอื่น ถ้าคุณยิ่งลักษณ์สั่งไม่ได้จะแสดงจุดยืนได้ไหมว่าไม่เห็นด้วยกับคนขวางการหาเสียงของประชาธิปัตย์ ประชาชนต้อง|ตัดสินใจต้องเอาการเมืองแบบมาตรฐานให้เสรีภาพทำงานการเมืองปกติ หรือจะไปสนับสนุนคนที่มองว่าการเมืองต้องใช้วิธีคนเสียงดังกว่า ข่มขู่คุกคามคนได้ตามใจชอบ”

@ได้ประเมินผลกระทบจากการที่เสื้อแดงขัดขวางหรือไม่

กระทบมาก เพราะไม่สามารถชี้แจงนโยบายให้ประชาชนได้ ที่สำคัญเป็นการแย่งพื้นที่ข่าวหมด

“คือเวลาผมไปปราศรัยเรื่องนโยบายมีคนไปฟังเป็นหมื่นคน ข่าวก็ไปออกตรงที่ 6 คน ขัดขวางอย่างนี้เป็นการแย่งพื้นที่ข่าว ซึ่งได้คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาต้องวางแผนไว้อย่างนี้”

@มีแผนเดินหน้าปรองดองอย่างไร

หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ ก็มีข้อเสนอของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาและมีผลสรุปข้อเสนอ ซึ่งจะมีเวลาตั้งหลักมากขึ้นและทำได้มากขึ้น ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งเดิมติดขัดเรื่องกฎหมาย เรื่องกระจายอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมการ และที่ทำงานมา 1 ปี สิ่งที่คณะกรรมการทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แค่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติเรื่องเดียวเรื่องใหญ่มาก

สำหรับคณะกรรมการชุดนายคณิต ณ นคร ในการสอบเหตุการณ์ก็ไม่ชัดเจน แต่หน่วยงานมีผลเบื้องต้นแล้ว และได้ทำประเด็นช่วยเหลือเสื้อแดง ดำเนินการให้กระทรวงยุติธรรม และไม่ได้มีข้อเสนอว่าทำแล้วจะจบ ทุกคนรักแล้ว แต่ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะมีข้อเสนอเรื่องปรองดองอะไรที่จะทำลายหลักนิติรัฐ เพราะนั่นเหมือนปัดปัญหาเฉพาะหน้า

@หลังเลือกตั้งจะแข่งตั้งรัฐบาลหรือไม่

ต้องรอดูผลการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ใครได้เสียงมากก็เชิญชวนคนไปตั้งรัฐบาล ถ้าเราได้เสียงมากก็เชิญชวนคนไปตั้งรัฐบาลกับเรา หรือถ้าพรรคอื่นชนะแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็มีความชอบธรรมที่พรรคร่วมจะมาตั้งกับเรา ส่วนจะให้เวลาตั้งรัฐบาลเท่าไหร่นั้นไม่สามารถบอกชัดได้

“สมมติสุดโต่ง เกิดทุกพรรคบอกไม่มีใครไปร่วมด้วย ก็ไม่ต้องรอ แต่ถ้าเกิดเจรจาก็ว่าไป แต่มันจะบอกว่า 24-72 ชั่วโมงไม่ได้ และวันนี้เพิ่มความซับซ้อนเมื่อเพื่อไทยประกาศไม่เอาภูมิใจไทย ดังนั้นก็ต้องลดตัวเลขภูมิใจไทย อีกยกตัวอย่างสุดโต่ง สมมติเพื่อไทยได้ 201 เสียง ประชาธิปัตย์ได้ 200 ภูมิใจไทยได้ 50 เสียง เขาก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้แล้ว ถ้าเขาจะรักษาคำพูด แต่เขามากกว่าผม 1 เสียง อะไรคือความชอบธรรม คุณบอกประชาชนเองว่าเลือกภูมิใจไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลกับเพื่อไทย แล้วกระบวนการตามรัฐธรรมนูญต้องไปเลือกนายกฯ ในสภาสส.ต้องขานชื่อ”

@กรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนั้น มีความคืบหน้าอย่างไร

จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาประชุมในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดคุยมาต่อเนื่อง ยูเนสโกส่งผู้แทนมา ก็พูดกับเราชัดเจน ถ้าเขาไม่เดินตามแนวทางนี้ แสดงว่าเรากับเขาทำงานด้วยกันไม่ได้ ซึ่งได้ขอเสนอให้มีการเลื่อนพิจารณาออกไป มีแต่ทางกัมพูชาที่ไม่ยอมเลื่อน เดินสายล็อบบี้กรรมการ และเชื่อว่าเมื่อเราทำต่อเนื่องบอกกับกรรมการอย่างต่อเนื่องจนมีข้อมติออกมาอย่างนี้ ก็น่าจะมีน้ำหนักพอสมควร เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายเดียวที่ช้า

@หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องเขาพระวิหารหรือไม่

ประชาชนไทยน่าจะรู้ตรงนี้ กัมพูชาจะมีผลกระทบค่อนเข้างมากถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะกัมพูชาค่อนข้างมั่นใจ ซึ่งไม่ใช่ง่ายในแง่ความสงบ แต่ในแง่การเสียเปรียบมากขึ้นทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเชื่อว่าที่ประชุมออกมาก็เชื่อว่าคงต้องเลื่อนการพิจารณาออกไป