มาร์คหาเสียงตลาดหลักทรัพย์

วันที่ 03 มิ.ย. 2554 เวลา 16:09 น.
อภิสิทธิ์ขนลูกทีมหาเสียงที่ตลาดหลักทรัพย์ ชี้ยังเดินหน้าให้ตลาดทุนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมเป็นแหล่งออม-ระดมทุนประชาชน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมสมาชิกพรรค อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายเกียรติ สิทธิอมร ฯลฯ เดินทางมาหาเสียงที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แวะเยี่ยมห้องสมุดมารวยและโถงนิทรรศการบริเวณชั้น 1 ตลท.ที่ได้ปรับปรุงใหม่หลังเกิดเพลิงไหม้จากเหตุทางการเมือง

จากนั้นเดินไปทักทายกับพนักงานตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังรับประทานข้าวกลางวันที่โรงอาหาร พร้อมยืนบนเก้าอี้พูดคุยถึงแนวทางนโยบายด้านตลาดทุนว่า พรรค ปชป.ยังคนเดินหน้าทำตามนโยบายที่ต้องการให้ตลาดทุนเป็นองค์กรหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาล และต้องมีการปรับปรุงในเครื่องมือทั้งด้านเทคโนโลยีและกติกาให้มีความทันสมัยตลอดเวลา พร้อมกับทำให้ตลาดหุ้นมีความเชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาค และสิ่งสำคัญคือการให้ความรู้กับประชาชนเพราะตลาดทุนสามารถเป็นแหล่งออมเงินและแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพของประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่าฐานผู้ลงทุนปัจจุบันยังน้อยอยู่

สำหรับนโยบายที่ทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เสนอให้รัฐบาลใหม่ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีจากเงินลงทุนหลักทรัพย์และภาษีจากเงินปันผลที่ปัจจุบันเก็บเพียง 10 % ให้เหมือนการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารแบบอัตราก้าวหน้า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีนี้ต้องพิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนด้วยว่าจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้หรือไม่ พร้อมกับต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงที่มาของรายได้และอัตราการจัดเก็บภาษีให้มีความสมดุลกันด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทาง ปชป.ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดเก็บภาษีที่เท่าเทียมกัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นประธาน ก.ล.ต. นั้นเป็นการบ่งบอกว่าต่อไปนี้ทุกหน่วยงานควรมีความโปร่งใสในการกำกับดูแลมากขึ้น ซึ่งก็ควรมีความโปร่งใสตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือว่ามีผลต่อภาพลักษณ์ตลาดทุน เพราะเห็นได้จากหนังสือพิมพ์ต่างชาติลงข่าวเรื่องนี้ แสดงว่าเขาให้ความสำคัญและจับตาดูอยู่

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปตลาดหลักทรัพย์จะมีการทบทวนเกณฑ์และกระตุ้นให้บุคคลในองค์กรที่เกี่ยวข้องตลาดทุนตระหนักถึงการปฏิบัติในกฎเกณฑ์ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น