"ชูวิทย์"แฉอย่างมีศิลปะ

  • วันที่ 30 พ.ค. 2554 เวลา 10:58 น.

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "โพสต์ทูเดย์" ถึงทิศทางการทำงานหลังประกาศตัวขอทำหน้าที่ฝ่ายค้ายในสภาผู้แทนราษฎร 

สวมเสื้อเบอร์ 5 สมัคร สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ วาดลีลาเปิดตัว ลีลาหาเสียง หรือกระทั่ง ไอเดียป้าย หาเสียงที่โดดเด่น ทั้งหมดผสานเป็นลีลาเสนอตัวเป็นทางเลือกที่แหวกแนวที่สุด สำหรับนาทีนี้ แทบทุกตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ ทราบดีว่า “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรครักประเทศไทย(รปท.) ประกาศหนักแน่นอยู่ทุกวันว่า “เข้าสภาไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน” เป็นผู้สมัคร คนเดียวที่ตั้งเป้าชัดเจนไม่มีเผื่อเลือก

ใครจะมาเป็นนายกฯ พรรคไหน จะมาเป็นนายกฯ เข้ามาบริหารประเทศ ยังหาความแน่นอนไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ว่าที่ฝ่ายค้าน อย่าง “ชูวิทย์” จะเข้าไปเริ่มทำอะไรในบทบาทฝ่ายค้านที่วางไว้

“ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐบาลไหนล้มเพราะฝ่ายค้าน เพราะมีจำนวน สส.น้อยกว่า จึงมีคนถามผมว่า มาเป็นฝ่ายค้านเพียงคนเดียวแล้วจะทำอะไรได้ ตรงนี้ตอบว่า ที่อาสามาครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งใจแค่เข้าไปพูดให้ประธานสภาฟัง แต่ตั้งเป้าไว้เลยว่าจะไปพูดให้สังคมฟัง เพื่อให้สิ่งที่พูด กระทบไปถึงรัฐบาล กระทบใจประชาชนให้ได้ฉุกคิดว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวแทนของพวกท่านทำงานที่ท่านมอบความไว้วางใจให้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ผมเสียงเดียวที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายค้าน จึงเพียงพอแล้ว” ชูวิทย์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ตอบข้อซักถามที่ว่า ถ้าได้นั่งเก้าอี้ สส.ฝ่ายค้านเรื่องแรกที่จะเข้าไปดูคือเรื่องอะไร “ชูวิทย์” ตอบว่า แน่นอนที่สุด คือต้องเข้าไปดูเรื่องปัญหา ที่เคยตั้งใจจะถือค้อนปอนด์ไปทุบตามสโลแกนที่เคยประกาศอย่าง “ปราบคนโกง เปิดโปงคนชั่ว ไม่เกรงกลัวอิทธิพล” ครั้งนี้ก็จะยังกัดไม่ปล่อยกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศนี้อยู่

“ผมจะติดตามมาให้ทุกเรื่อง ตามกัดไม่ปล่อย เอามาพูดให้สังคมฟัง อย่างที่พูดไปบ้างแล้ว เรื่องแอร์พอร์ตลิงก์ ก็เห็นอยู่ชัดๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับได้รับคำอธิบายว่า โครงการนี้ที่สร้างในยุครัฐบาลอื่น ถ้าอ้างกันอย่างนี้ อีกหน่อยก็อ้างว่า ที่โน่น ที่นี่ สร้างกันสมัย จอมพล ป. แล้วไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่กำลังบริหารประเทศอยู่หรอกหรือที่ต้องเข้าไปดูแล บางคนบริหารอย่างไม่มีวิสัยทัศน์ ก็ยังถูกเลือกมานั่งเก้าอี้รับผิดชอบ บางคนดูๆ ไปแล้ว บริหารร้านส้มตำไก่ย่างก็ยังเจ๊ง แต่จะมาบริหารประเทศ ผมเข้าไปในสภาได้ จะถลกเป็นรายกระทรวง และเล็งคมนาคมไว้รายแรกๆ รวมถึงเรื่องรถดับเพลิงที่กองอยู่ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง เชื่อได้ว่า ทุกเรื่องผมจะกัดไม่ปล่อย”

วีรกรรม “แฉเขย่าวงการ” ที่เคยได้ใจคนกรุงเทพฯ ส่งผลให้คนกรุงกาคะแนนที่ให้ ถึง 334,168 คะแนน สมัยลงสมัครเป็น ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2547 คว้าอันดับ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น แน่นอนที่สุดในจำนวนนั้นส่วนใหญ่ เลือกเพราะถูกใจลีลา แฉ ฉะ ฉาว โดยเฉพาะคราวที่ศอกแวดวงสีกากี ลากไส้เรื่องรีดไถ เรียกส่วยของวงการตำรวจ ออกมาให้เห็นเป็นฉากๆ ชูวิทย์ บอกว่า เรื่องนี้ต้องมีภาคต่ออย่างแน่นอน ขณะเดียวกันเรื่องฉาวที่เป็นข่าวซ้ำซากอย่างเรื่องบ่อนกลางกรุง หัวหน้าพรรค รปท.บอกว่ามีรายละเอียดอยู่ในมือแล้ว

“วันนี้ โรงแรมแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง เปิดบ่อนบาคาร่า มีเงินหมุนเวียน รายวันละประมาณ 3 ล้านบาท เวลามีการตั้งบ่อนขึ้น คุณคิดว่าใครจะเป็นคนรู้ก่อน ก็ต้องเป็นตำรวจที่ปฏิเสธได้หรือว่าไม่รู้ไม่เห็น บ่อนอยู่ที่ไหนผมจะพาไปดู ถือหนังสือพิมพ์เข้าไปด้วย เพื่อเป็นหลักฐานระบุวันชัดเจนว่าเป็นเวลาปัจจุบัน ถ่ายภาพออกมาให้เห็นว่ามีอยู่จริง นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีข้อมูลที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาอีกหลายเรื่อง มีเรื่องสำคัญๆ ที่ถือว่าเป็นข้อมูลเด็ดอยู่ 30 กว่าเรื่อง มีกระทั่งหลักฐานระดับประเทศที่ระบุว่า บริษัทต่างชาติต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพื่อจะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย” เขาแง้มข้อมูลเด็ด เรียกน้ำย่อยเป็นหนังตัวอย่างให้ฟังก่อนย้ำอีกว่า

“สร้างผมจะมาค้านอย่างมีคุณภาพ ทำสิ่งที่ถนัด นั่นคือการแฉให้ประชาชนฟังว่า เรื่องทุจริตแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร ไม่ได้จะมาค้านอย่างหัวชนฝาค้านมันเสียทุกเรื่องจะมีประโยชน์อะไร การแฉก็ต้องมีศิลปะ แฉทุกวันก็อาจจะถูกมองว่าดีแต่ค้านได้ ต้องเลือกจังหวะและเรื่องที่จะมาพูดให้ดี” เขาระบุ โดยระบุอีกว่า หากต้องเป็นฝ่ายค้านร่วมกับใครก็มีแนวร่วมอยู่ในใจแล้ว

“ผมอยากทำงานเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นพรรคที่มีบุคลากรพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน พรรคนี้มีทนายเยอะ ทนายที่ไหนที่จะเข้ามาทำงานสร้างสรรค์ พวกเขาถนัดเรื่องค้าน แย้ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ในบทบาทฝ่ายค้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง ถ้าต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นอย่างจำใจ เพราะมีวาระแอบแฝงอยู่ แต่ก็อีกนั่นแหละ ตั้งใจจะเป็นฝ่ายค้านประกาศออกๆ ไปก็เท่านั้น กวักมือเรียกใครมาร่วมก็คงไม่มา”

ขณะที่เรื่องอื่นๆ อย่างเรื่องแนวทางในการปรองดองของพรรคใหญ่ ชูวิทย์ มองว่า แม้จะมีการรณรงค์กันมาก แต่ก็ยังน่าคิดว่า ที่ผ่านมา สาเหตุความขัดแย้งเกิดจากอะไร และสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชัดเจนแล้วที่ว่า สาเหตุมาจากประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายใช้นักการเมือง โดยสรุปเรื่องนี้ว่า ตราบใดที่ประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือ ก็เป็นไปได้ยากที่จะเกิดความปรองดองได้

อดีตผู้บริหารเดวิส กรุ๊ป เลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกสื่อล้อว่าเป็น “เสี่ยอ่าง” ตอบคำถามที่บอกว่าถูกถามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนว่ายังเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจอาบอบนวดหรือไม่ ว่า “เรื่องนี้ผมพูดกี่ครั้งว่าไม่เกี่ยวข้องกับผมแล้วก็ยังไม่ค่อยเชื่อกัน จึงอยากแนะนำว่าต้องไปถามตำรวจ ซึ่งรู้ดีว่าธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับใครบ้าง ถ้าผมยังเกี่ยวก็ต้องมีคนออกมาพูดแล้ว”

ก่อนขอตัวไปวางแผนหาเสียงต่อ “ชูวิทย์” ทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจว่า

“คนจะเลือกผมเพราะพวกเขาเบื่อการเมือง อีกกลุ่มก็คิดว่า ไอ้นี่มันบ้า พอใช้ได้ ขณะที่อีกกลุ่ม ก็คือกลุ่มที่ต้องการแนวคิดใหม่ๆ แหวกแนวไปอีกทาง มองไปทางเหนือ หมายเลข 10 มองไปทางใต้ หมายเลข 1 ผมจับได้หมายเลข 5 เป็นนัยทำนองว่า อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ไม่อยากเหนือไม่อยากใต้ก็เลือกผมก็แล้วกัน”

ข่าวอื่นๆ