ศึกไทย-เขมรยืดเยื้อ

วันที่ 01 พ.ค. 2554 เวลา 12:14 น.
เหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

ยังคงยืดเยื้อยาวนานเกินกว่าสัปดาห์จนมีผู้เสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บ 95 คน และยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายได้ โดยเฉพาะกับท่าทีจากฝั่งกัมพูชาที่ดึงดันไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจาและยังมีการยิงตอบโต้ไม่หยุด ซึ่งทางกองทัพไทยยังยืนยันว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้น แต่เป็นเพียงการยิงตอบโต้สกัดกั้นไม่ให้กัมพูชาลุกลามเท่านั้น

การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ประชุมได้หารือเพื่องัดมาตรการตอบโต้ หลังจากทหารกัมพูชาโจมตีทหารและพลเรือนไทยด้าน จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงทบทวนกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า วัฒนธรรม และการข่าว โดยให้แต่ละกระทรวงที่มีความเกี่ยวข้องประสานงานโดยตรงกับกระทรวงการต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลไทยยังไม่ใช้มาตรการปิดด่านชายแดนหรือเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่อื่นๆ โดยรัฐบาลกำหนดมาตรการแก้ปัญหาในขณะนี้จะยึด 3 แนวทางคือ การตอบโต้ทางการทหารและผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ มาตรการทางการทูตเพื่อให้กัมพูชากลับมาสู่การเจรจาระดับทวิภาคีและการปรับมาตรการการทำงานและกลไกของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา

ขณะที่สถานการณ์ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง เมื่อ พล.อ.เตียบัณห์ รมว.กลาโหมประเทศกัมพูชา ตอบรับคำเชิญของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมของไทย เพื่อพูดคุยร่วมหาทางออกระหว่างสองประเทศ แต่ทว่าภายหลังจากยังคงมีเหตุปะทะต่อเนื่อง และมีกระแสข่าวจากสื่อกัมพูชาว่าไทยพ่ายแพ้จนต้องขอเจรจาสงบศึก ซึ่งอาจกระทบเกียรติภูมิของชาติ พล.อ.ประวิตร จึงขอยกเลิกการนัดหมายการหารือกับพล.อ.เตียบัณห์ พร้อมยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทุกพื้นที่

ความเคลื่อนไหวจากฝั่งกองทัพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เสริมกำลังในทุกพื้นที่ที่ตึงเครียด พร้อมยืนยันว่าเรื่องรบกันไม่ยาก ถ้าสั่งวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องยึดให้ได้ “ถ้าไม่ยอมก็ไม่ต้องคุย ยิงมาก็ยิงไป จะรบหรือไม่รบขึ้นอยู่กับรัฐบาลทั้งสองประเทศ การจะเปิดสงครามต้องนำเข้า ครม. เพื่อพิจารณาขณะนี้ยังไม่ประกาศสงคราม เป็นเพียงการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนเราพยายามไม่มุ่งไปสู่สงครามระหว่างประเทศ”

สถานการณ์ความไม่สงบนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า อาจมีโอกาสได้หารือกับนายกฯ ฮุนเซน ของกัมพูชา ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศอินโดนีเซียในวันที่ 6 พ.ค.นี้ ซึ่งเงื่อนไขของประเทศไทยคือจะต้องไม่มีประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม โดยท่าทีจากฝั่งนายกฯ ฮุนเซน ก็ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมที่จะพบนายอภิสิทธิ์ในการประชุมที่ประเทศอินโดนีเซีย

ควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเอกอัครราชทูตสหรัฐ อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และอุปทูตแคนาดาทราบ รวมทั้งการพบปะกันระหว่างนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายมาร์ตี นาตาเลกาวา รมต.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประเทศประธานอาเซียน เพื่อยืนยันหลักการว่าจะยอมรับคณะผู้สังเกตการณ์ หากกัมพูชาถอนทหารจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางกัมพูชาได้ยื่นให้ศาลโลกตีความเรื่องปราสาทพระวิหารโดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทางไทยก็ตั้งกรรมการฝ่ายกฎหมายเตรียมต่อสู้แล้วเช่นกัน ในขณะที่การหยุดยิงไร้ผลทหารเขมรยังยิงต่อเนื่องศึกครั้งนี้ยืดเยื้อยาวนาน

อีกประเด็นน่าสนใจรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่ความเคลื่อนไหวจากฟากฝั่งการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการ “ยุบสภา” ตามกำหนดเวลาเดิมที่นายกฯ อภิสิทธิ์เคยประกาศไว้ ช่วงนี้จึงเห็นหลายคนวิ่งกันฝุ่นตลบว่าจะไปย้ายพรรค ไปสังกัดพรรคไหน ควบ ยุบ รวมกันอย่างไร แต่ละพรรคการเมืองต่างๆ จัดทัพเตรียมความพร้อมเปิดนโยบายและตัวบุคคลมาสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวนี้ เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทย หลังจากเปิดนโยบายใหญ่ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สไกป์เข้ามาในที่ประชุมกรรมการประสานกิจการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 28 เม.ย แสดงความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับการเลือกตั้ง 270 เสียง ชนะพรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 100 เสียง สามารถที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ดังนั้น คนที่ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 160 ได้แน่นอน ลำดับที่ 7080 ยังพอได้ แต่ลำดับที่ 90 ขึ้นไปคงยาก ขอให้แบ่งกลุ่มคนที่จะลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และบัญชีรายชื่อคนที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือเลขาธิการ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ให้ชัดเจน

“ขอให้ทุกคนช่วยกันทำงาน ใครทำอะไรได้ขอให้ช่วยกันทำ และนำเอานโยบายที่ได้แนะนำไปปราศรัยในพื้นที่ อย่าพูดให้ออกนอกสคริปต์และเชื่อมั่นว่าเราจะได้ 270 ที่นั่งแน่นอน” พ.ต.ท.ทักษิณ

ขณะที่ความขัดแย้งในพรรคยังคงอึมครึมจนถึงขณะนี้ โดยเฉพาะกรณีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายเสนาะ เทียนทอง ที่มีกระแสข่าวว่าจะออกจากพรรคเพื่อไทย ไปตั้งพรรคใหม่ ขณะที่สมาชิกภายในพรรคออกมาแสดงความวิตกเรื่องกลุ่มเสื้อแดงจะเข้ามาแทรกแซงครอบงำพรรค

ทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีปัญหาเรื่องการจัดตัวผู้สมัครอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหลายเขตในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ผู้สมัครเดิมถูกเบียดจากหน้าใหม่ที่ถูกโจมตีว่าเป็น “เด็กเส้น” หรือ “กลุ่มทุน” ที่เบียดให้ สส.เดิมต้องหลุดขึ้นไปลงในระบบบัญชีรายชื่อซึ่งยังไม่มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากน้อยแค่ไหน ตัวที่ชัดเจน คือ นายวัชระ เพชรทอง สส.เดิมที่ถูกดันไปขึ้นบัญชีรายชื่อ จนต้องออกมาระบายความไม่พอใจ ขณะที่หลายคนยังรอดูท่าทีต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้นับตัวเลขจำนวน สส.ของพรรคทุกวัน มั่นใจการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคจะได้ สส.มากกว่า 200 ที่นั่งอย่างแน่นอน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าสภาที่ปรึกษาอาวุโสของพรรควิเคราะห์ว่าพรรคจะได้ที่นั่ง 150160 เท่านั้น เชื่อว่าวันที่ประกาศผลออกมาค่อยเอาปี๊บคลุมหัวที่วิเคราะห์อย่างนั้น

ถัดมาที่พรรคภูมิใจไทยล่าสุดได้เปิดตัว นโยบาย 9 ข้อ ภายใต้แนวคิด “พูดแล้วทำ” ประกอบด้วย น้ำมีเงิน สร้างทางน้ำเข้าไร่นาเกษตรกร, สร้างศูนย์ฝึกนักกีฬา, อาชีพสู้แล้วรวย, เงินสะพัดในท้องที่กองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดละ 1 ล้านบาทต่อปี, ชีวิตดีมีงานทำ กองทุนจ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง, ปลูกแล้วไม่เป็นหนี้ กองทุนประกันราคาสินค้าเกษตร ข้าวเปลือกตันละ 2 หมื่นบาท, ลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงร้อยละ 2 ให้ของถูกลง, ตู้เอทีเอ็มไร่นาเกษตรกร, ทำดีมีรายได้ กองทุนสวัสดิการผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม, สร้างที่ทำกินที่ค้าขาย 1 ล้านคน

โดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคหวังว่าจะได้รับเลือกตั้งมีจำนวน สส.เป็นลำดับที่ 3 และได้ที่นั่งประมาณ 6070 ที่นั่ง ซึ่งนโยบายพรรคจะเน้นยกมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลดลง 2% โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีจะยุบสภาในวันที่ 6 พ.ค.นี้ และหลังจากนั้นพรรคจึงจะเปิดตัวผู้สมัคร

ทั้งนี้ ทางพรรคได้มีการจัดวางตัว สส.มีความพร้อมกว่า 90% แต่อาจจะยังมีปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนอยู่ในบางพื้นที่