เฉลิมซัดมาร์คช่วยเหลือบริษัทบุหรี่ต่างประเทศ

วันที่ 18 มี.ค. 2554 เวลา 19:20 น.
"เฉลิม"  อัด มาร์ค แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เอื้อบ.บุหรี่ข้ามชาติ แฉคน​ปชป.โยงใย  ขู่ยุบบางพรรคการเมืองฐานรับเงินบริษัทต่างด้าว  

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่า  นายอภิสิทธิ์ ทำลายเศรษฐกิจของชาติ ทำลายโครงสร้างการเก็บภาษี และทำลายธุรกิจยาสูบของ โดยมีโจรใส่สูทอ้างเป็นผู้แทนการค้าไทย สมคบกับบริษัทฟิลิป มอริส   ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาจำหน่ายบุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดที่จำหน่ายบุหรี่มาโบโร และ แอลแอนด์เอ็ม ที่สำแดงราคานำเข้าเพื่อเสียภาษีเป็นเท็จจนทำให้รัฐเสียหายถึง  6.8 หมี่นล้านบาท  

ทั้งนี้ ​ถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 3, 81(1),  255, 266 (1),  268   และ ป.วิอาญา มาตารา 157  โดยนายเกียรติ สิทธีอมร ผู้แทนการค้าไทย  เป็นตัวละครสำคัญ ทำให้ทรัพย์สินของชาติเสียหาย​  โดย บริษัทฟิลิป มอริส ลิมิเต็ด ไทยแลนด์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2534 และได้มาตั้งบริษัทที่ เมืองไทย โดยมีแม่ยายของ สส.พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งให้เช่าสถานที่  บริษัทนี้มีพฤติกรรมนำเข้าบุหรี่จาก บริษัทฟิลิป มอริส ​ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาว่าสำแดงราคาต่ำกว่าบริษัทอื่นๆ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า  การนำเข้าบุหรี่ดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นการแหกตา ไม่มีการซื้อขายกันจริงเพราะทั้งหมดเป็นการซื้อบริษัทในเครือข่ายที่ขึ้นกับบริษัทแม่เดียวกัน ซึ่งตั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และ ที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ซื้อบุหรี่ไปเรื่อยๆ เพราะมีเจตนาเลื่ยงภาษีถึงไม่มีการซื้อขายการตรง 

ทั้งนี้พบว่า ​การนำเข้าจากฟิลิปินส์ จำนวนทั้งหมด 292 ใบขนสินค้า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค 2546 – ก.ย. 2550 มีการสำแดงราคานำเข้าบุหรี่มาโบโร 7.76 บาท และ แอล์แอนด์เอ็ม 5.58 บาท  พบว่ามีราคาต่างกับที่ คิงพาวเวอร์ สำแดงราคานำเข้าบุหรี่มาโบโร 27.64 บาท  และ บุหรี่แอลแอนด์เอ็ม  16.81 บาท ​ หรือ เมื่อเทียบกับการนำเข้าของอลิสอินเตอร์  สำแดงราคานำเข้าบุหรี่มาโบโร่ 22.23 บาท อีกทั้ง เมื่อเทียบกับบุหรี่มาโบโรซองแข็ง ที่ขายในฟิลิปินส์โดยไม่รวมภาษีตกอยู่ที่  13.09  บาท และ ซองอ่อน ราคา 9.47 บาท ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลส่งเสริมบริษัทข้ามชาติ คดโกงมวลชน  ​อีกทั้ง ยังพบว่าเมื่อ บริษัทฟิลิป มอริสฯ ​ก็ใช้ทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ช่วยวิ่งเต้นให้

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า  กรณีที่ระบุว่าคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ​ นั้น สมัยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อนุมัติให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)เข้าไปสอบ และส่งให้อัยการสั่งฟ้อง  แต่วันที่ 16 ก.ย. 2552 นายเกียรติ ​กลับอ้างบัญชานายอภิสิทธิ์  ​เรียกอัยการสูงสุด ดีเอสไอ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​หลายหนโดยทำเป็นหนังสือด่วนที่สุดจากสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐนตรี เรียกประชุม ในวันที่ ​16 ก.ย. ​ 29 ต.ค. 52  หรือ 6 ก.พ.  53    ซึ่งถือว่าเข้าข่ายแทรกแซงองค์กรอิสระการเรียกประชุมเช่นนี้ถือว่าเหิมเกริมมาก ไม่มีวินัยทางการเมือง

“มาร์คเป็นนายกฯ ที่กล้ามาก ย่ามใจ คุณเพ้ออำนาจ เมาอำนาจ คุณควบคุมฝ่ายบริหารได้ แต่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ โดยเฉพาะอัยการสูงสุด ที่เข้าไปยุ่งไม่ได้เพราะถือว่าศาลเป็นอิสระ แต่ว่าพวกคุณเคยตัวเพราะศาลรัฐธรรมนูญช่วยพวกคุณมาโดยตลอด" ​ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว​

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า   ในที่สุดอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งเคยเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร และเป็นลูกน้องของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง  ได้ทำหนังสือไปถึงดีเอสไอ ในระหว่างที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งปกติเวลาพิจารณาว่าจะสอบสวนคดีเพิ่มเติม อัยการจะต้องเป็นผู้สั่งให้สอบเพิ่ม แต่นี่อธิบดีกรมศุลกากร กลับไปเอาใจนาย ไปให้การต่อดีเอสไอ จนในที่สุดอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง 

“มาร์ค” ยัน “เกียรติ” ไม่มีอำนาจแทรกแซงคดีภาษีบุหรี่

ต่อมา เวลา 19.00น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานสส.พรรคเพื่อไทย ว่า กรณีภาษีบุหรี่ของบริษัทฟิลิปมอร์ริส มันมีหลายช่วง หลายกรณีที่เกี่ยวพันกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเราต้องแยกกันระหว่างกรณีฟิลิปปินส์และอินโดนิเซีย ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของดีเอสไอตามปกติ ส่วนกรณีของฟิลิปปินส์มันมีข้อพิพาทที่ไปฟ้องWTO กรมศุลกากรก็อุทรธรณ์เรื่องนี้ไปWTOเมื่อเดือนก.พ. 2554 จึงไม่มีตรงไหนว่ารัฐบาลไทยยอมยกธงยอมแพ้ ทั้ง 2 คดียังไม่ถึงที่สุด ส่วนคดีที่ดีเอสไอส่งให้อัยการแล้วอัยการส่งไม่ฟ้องนั้นก็ได้ส่งเรื่องกลับมาให้ดีเอสไอ กำลังดูประเด็นอยู่ว่าตัวเลขที่อัยการสั่งไม่ฟ้องมีอะไรบ้างตอนั้นก็บอกอธิบดีดีเอสไอให้ดูตามเนื้อผ้า อันไหนที่จะโต้แย้งให้โต้แย้งไป อันไหนดำเนินการก็ดำเนินการ สำหรับกรณีนายเกียรติ สิทธีอมรนั้น ตนเป็นคนแต่งตั้งเอง เพราะเป็นบุคลากรที่มีประสบการณ์ทำการค้ารระหว่างประเทศที่ดีคนหนึ่ง เท่าที่ติดตามมายังไม่เห็นมีปัญหา สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยตั้งตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย เพื่อให้ดูแลปัญหาทางการค้าและการลงทุน โดยให้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ

 “ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับบริษัทใด หน้าที่ของเราต้องยืนยันในข้อกฎหมายที่ถูกต้อง ท่านไปวาดภาพนายเกียรติขี้ฮาเลย์ เป็นล็อบบี้ยิสต์ แต่การทำงานได้ทำอย่างเปิดเผย ออกเป็นหนังสือเชิญหน่วยงานต่างๆมาหารือ และตน 2 ปีที่ผ่านมาก็ปฏิบัติกับอัยการโดยเคารพท่านตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ การหารือของฝ่ายบริหารและอัยการสูงสุดย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะบางครั้งต้องมาประชุมสมช.หรือให้ความเห็นในสัญญาต่างๆ แต่ยืนยันไม่เคยแทรกแซง ถามว่านายเกียรติมีอำนาจอะไรไปให้คุณให้โทษอัยการ ขนาดผมยังไม่มีอำนาจ และทางอัยการยืนยันเป็นดุลพินิจของอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง ท่านก็ไปอ้างจิ้งจกในทำเนียบว่าผมเข้าไปแทรกแซง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่สำคัญเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยปรารภในครม.เพื่อขอให้ตรวจสอบการสำแดงภาษีบุหรีที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และให้กรมศุลกากร กรมสรรพสามิตเข้าไปตรวจสอบ แล้วมีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่พบการกระทำความผิด สุดท้ายเกิดมีการฟ้องร้องกันขึ้นในปี2552 ที่ดีเอสไอสรุปสำนวนให้อัยการสั่งฟ้อง แต่อัยการเห็นแย้ง และส่งคืนกลับมาให้ดีเอสไอ รัฐบาลไม่เคยเข้าไปแทรกแซงกระบวนการอะไร

“ที่บอกว่าไปส่งเสริมสนับสนุนบริษัทบุหรี่ให้จงใจหลีกเลี่ยงภาษี ทำเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวก ท่านเคยสังเกตมูลค่าที่บริษัทยอมจ่ายค่าปรับการสำแดงเท็จ มันต่างจากมูลค่าจริงเท่าไหร่ ถ้าต่างกันเป็นหมื่นเป็นแสนบาทเป็นอีกเรื่อง หากต่างกันแค่ 1-2 บาทต้องมาดู กรณีกรมศุลกากรและผู้นำเข้าก็มีความเห็นไม่ตรงกัน เขาก็วางเงินประกันถูกต้องเพื่ออุทธรณ์ไปห ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันได้ เพราะคนศุลกากรและสรรพสามิตเห็นตรงกัน การอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ต้องไปดูว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ถ้าฟ้องว่าผิดกฎหมายภาษีต้องระบุราคาสำแดงเท่าไหร่  เพราะผู้กำหนดราคาคือกรมสรรพากร และกรมศุลกากร เมื่อเกิดกรณีฟ้องไปที่ดีเอสไอก็ต้องเชิญกรมจัดเก็บภาษีมาหารือ ในช่วงปี 2551 เป็นสมัยรัฐบาลใครก็ยังไม่มีเห็นมีอะไร ที่สำแดงราคาต่างกันแค่ 1 บาท แล้วทำไมอยู่ดีๆถึงมากล่าวหาพวกตนว่าทำให้เกิดความเสียหายทางภาษีมหาศาล แล้วตอนนั้นพวกท่านไปยอมรับทำไม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับกรณีกล่าวหาว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้กับร้านค้าปลอดอากรขายบุหรี่ในราคาที่ถูกเพราะมีการเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงจนทำให้ต้นทุนในการขายถูกนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะรัฐบาลไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยว่าการสำแดงภาษีบุหรี่ถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้าหากมองในเชิงโครงสร้างก็จะเข้าใจว่าทำไมต้นทุนกับราคาขายให้กับผู้บริโภคถึงแตกต่างกันมาก กล่าวคือในกรณีบุหรี่ต่างประเทศจะมีต้นทุนนำเข้าเพียง 7.76 บาท แต่เมื่อมาบวกกับภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตร ภาษีส่งเสริมสุขภาพ (ภาษีบาป) และ ภาษีบำรุงท้องที่ จะเพิ่มเป็น 33 บาท และเมื่อมาบวกกับค่าการตลาด ค่าขนส่ง รวมเป็น 55 บาท ก่อนที่มาบวกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะทำให้ราคาขายอยู่ที่ 70 บาท ขึ้นไป ส่วนร้านค้าปลอดอากรเขาไม่ต้องบวกภาษีบางส่วนทำให้ขายได้ถูกกว่า จึงไม่สามารถมาเปรียบเทียบกันได้

 “ผมไม่เคยมอบหมายให้ผู้แทนการค้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพียงแค่แลกเปลี่ยนข้อมูล และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และคดีทั้ง 2 ก็ยังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นถ้าหากมีความไม่ถูกต้อง ไม่ต้องห่วงผมดำเนินการแน่นอน รัฐบาลนี้แม้จะมีวิกฤติเศรษฐกิจ ผมก็ยืนยันว่าต้องเพิ่มภาษีบุหรี่และเหล้า เป็นจุดยืนของเรา ท่านคิดหรือว่าผมไม่อยากจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น เราต้องยึดหลักเกณฑ์ กฎหมาย และยึดประโยชน์ของชาติ”นายอภิสิทธิ์กล่าว