สุดารัตน์จวกรัฐทำน้ำมันปาล์มวิกฤต

วันที่ 09 ก.พ. 2554 เวลา 13:44 น.
“เจ๊หน่อย”จวกรัฐ รู้ว่าน้ำมันปาล์มสำรองลดลงแต่กลับเฉย ถามเอื้อประโยชน์ให้ใคร

เมื่อเวลา 11.10 น.ที่ร้านเรือนปั้นหยา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานสถาบันสร้างสานอนาคตไทย แถลงถึงวิกฤตน้ำมันปาล์มว่า น้ำมันปาล์มเป็นต้นน้ำของการผลิตและการบริโภค เมื่อต้นน้ำขึ้นราคาสินค้าต่างๆก็พากันขึ้นราคาตามไปหมด  แม้ว่ารัฐบาลจะขึ้นเงินเดือนให้ทุกภาคส่วนซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่การประกาศก่อนล่วงหน้าว่าจะขึ้นเงินเดือนให้เท่านั้นเท่านี้มันทำให้สินค้าขึ้นราคาตามทันที เงินเดือนขึ้นร้อยละ 5 แต่สินค้าขึ้นร้อยละ 15-20 จึงเท่ากับติดลบด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการบริหารนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลดังนี้ 1.น้ำมันปาล์มสำรองของประเทศควรจะอยู่ที่ 2 แสนตัน แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้สต็อคลดต่ำลงกว่าปกติมากเกินไป โดยเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนต.ค.2553 ซึ่งเหลือเพียง 133,024 ตัน ดังนั้นในเดือนพ.ย.ที่เหลือสต็อคอยู่เพียง 98,015 ตันนั้นรัฐบาลควรจะสั่งนำเข้ามาทันที แต่กลับสั่งเข้ามาเพียงแค่ 3 หมื่นตัน ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2554 และยังอนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มก่อนที่จะมีการนำเข้า โดยอ้างว่าคุมราคามานานแล้วนั้นมันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายน้ำ เพราะถ้าน้ำมันปาล์มล้นตลาด เราก็ยังมีกลไกในการผลิตไบโอดีเซลช่วยเหลืออยู่ที่จะทำให้ราคาไม่ตก จึงเกิดคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่

ซัดผลผลิตเท่าเดิมแต่อ้างน้ำท่วมทำปชช.ต้องแบกภาระ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า 2.รัฐบาลไม่จัดสรรสัดส่วนน้ำมันปาล์มเพื่อบริโภคกับการผลิตไบโอดีเซลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แล้วยังมีความพยายามกักตุนสินค้าในกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งการที่รัฐบาลอ้างว่าน้ำท่วมแล้วทำให้ผลผลิตน้อยนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากมีความผิดปกติของผลผลิตกับพื้นที่ปลูกโดยในปี 2552 มีผลผลิตออกมา 8ล้านกว่าตัน ใกล้เคียงกับในปี 2553 แม้จะมีข้ออ้างว่าน้ำท่วมก็ตาม ซึ่งทำให้เห็นว่าผลผลิตไม่ได้ลงลงเลย  3.ความผิดปกติของราคาน้ำมันปาล์มวันนี้อยู่ที่โครงสร้างราคา โดยเฉพาะในกระบวนการของโรงงานหีบน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน โดยเกษตรกรขายผลปาล์มสดได้แค่กิโลกรัมละ  6 บาท แต่เมื่อส่งมาที่โรงงานหีบน้ำมันเพื่อเข้ากระบวนการแล้วเสร็จน้ำปาล์มดิบที่ได้กลับกลายเป็นลิตรละเกือบ 50 บาท ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบจริงๆ ในปี 2554 ควรจะอยู่ที่ 35.28-42บาท เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ อย่างน้อย 12 บาทกว่าต่อลิตร ซึ่งส่วนต่างในจุดนี้เป็นเงินที่หายไปแล้วประชาชนจะต้องมารับภาระ

เหน็บไม่เข้าใจหรือจงใจให้เกิดทุจริตเชิงนโยบาย

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า  4.หลังการอนุมัติให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ 3 หมื่นตันในเดือนมกราคม ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศแน่นอน ทำให้มีการสั่งนำเข้ามาอีก 1.2 แสนตันในเดือนก.พ.นั้นถือว่าเป็นการบริหารจัดการที่อันตราย เพราะในเดือนมีนาคมและเมษายน ผลปาล์มสดของเกษตรกรในประเทศจะออกสู่ท้องตลาด การนำเข้าครั้งนี้จะกระทบกระเทือนต่อราคาผลปาล์มดิบในประเทศอย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องมาคิดว่ากำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะไปอยู่กับใคร จึงขอตั้งข้อสังเกตว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลบริหารกรณีน้ำมันปาล์มด้วยความไม่เข้าใจ ไร้ประสิทธิภาพ หรือจงใจให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย โดยใช้โอกาสน้ำท่วมในการสร้างสถานการณ์ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ซึ่งถือว่าเป็นการฉ้อราษฎรบังหลวงอย่างแท้จริง จึงอยากขอร้องให้นายอภิสิทธิ์สงสารประชาชน เพราะการบอกว่าประชาชนต้องมาก่อน จะกลายเป็นประชาชนต้องตายก่อน

แขวะเปลี่ยนที่ทำงานเป็นสนามเด็กเล่น

“ขอเสนอว่า 1.ให้นายอภิสิทธิ์กลับไปตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดในรัฐบาลและคนในพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์มทั้งทางตรงและทางอ้อมว่าได้รับผลประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติครั้งนี้หรือไม่2.ต้องแก้ไขราคาน้ำมันปาล์มอย่างเร่งด่วน โดยต้องกำหนดว่าหลังมีการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตันแล้วราคาน้ำมันปาล์มจะอยู่ที่เท่าไร 3.ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขึ้นไปแล้วให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับความเป็นจริงให้ได้และ 4.ให้ผู้มีความรู้ด้านเศรษฐกิจและการค้าจริงๆ เข้ามาดูแลเรื่องน้ำมันปาล์มโดยตรง เพราะเรื่องของน้ำมันปาล์มนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องความมั่นคงเลย แต่กลับให้คนที่ดูแลงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องน้ำมันปาล์ม จนทำให้เกิดเสียงครหามากมาย มันไม่สง่างาม”คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว