เศรษฐกิจติดเครื่อง

วันที่ 29 ม.ค. 2554 เวลา 06:12 น.
ไปที่ไหนก็มีแต่คนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ล่าสุด นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตีปี๊บว่า สศค.เตรียมขยับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นอีก จากเดิมที่คาดว่าจะโตเตาะแตะ 4-5%

เพราะล่าสุดตัวเลขจริงในปี 2553 ปรากฏว่าจีดีพีโตสุดๆ ถึง 8-8.1%

โดยเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยติดแล้ว โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกระฉูดไปถึง 10.4% เรียกได้ว่าช็อปกันสนั่นเมือง

แม้ค่าเงินบาทจะแข็งโป๊ก แต่การส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐขยายตัวเพิ่ม 20.8% และการลงทุนภาคเอกชนสะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนขยายตัว 13.6%

งานนี้เรียกว่า “เซอร์ไพรส์” เพราะเดิมคาดไว้ว่าปี 2553 ซึ่งมีทั้งความวุ่นวายทางการเมืองและอุทกภัย เศรษฐกิจไทยไม่น่าจะเงยหัวได้

นริศ บอกว่า ปัญหาการเมืองขณะนี้ ไม่ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ตัวเลขการบริโภค การผลิต ยังขยายตัวได้ดี การเลิกจ้างงานภาคการท่องเที่ยวลดลง

“การเลือกตั้งใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจลดแรงกดดันจากปัญหาการเมือง” นริศ ทุบโต๊ะเปรี้ยงขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ใน เกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.2553 อยู่ที่ 3% , อัตราว่างงาน 1% , หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 41.4%

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 3.9 เท่า

สำหรับ เศรษฐกิจในปี 2554 มีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ปัญหาการเคลื่อนย้ายเงินทุน ราคาน้ำมันผันผวน อัตราเงินเฟ้อสูงแต่คาดว่าไม่เกิน 3% ต่อปี

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 21 ม.ค.ปีนี้อยู่ที่ 1.744 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.346 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท หากคิดเป็นเงินบาททุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 5.308 ล้านล้านบาท สาเหตุสำคัญที่ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะความจำเป็นในการแทรกแซงค่าเงินบาทแข็งลดลงต่อเนื่อด้านฐานะสุทธิการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าแรกกับเงินบาท(Forward)อยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 300 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 1.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ คาดว่าง จึงไม่จำเป็นต้องเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้าเก็บในทุนสำรองมากเหมือนช่วงที่ผ่านมา โดยขณะนี้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ตามสกุลในภูมิภาค เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากต้นปีถึงปัจจุบันคิดเป็นการอ่อนค่าลงประมาณ 2% แล้ว

สำหรับฐานเงินหรือปริมาณเงินสดหมุนเวียนในมือประชาชนและเงินฝากของสถาบันการเงินที่ธปท.อยู่ที่ระดับ 1.149 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,600 ล้านบาท จากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 1.145 ล้านล้านบาท ถือว่าเพิ่มปกติสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง