ครป. เสนอแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยแก้ทุนนิยมผูกขาด-กระจายอำนาจ

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 17:11 น.
ครป. เสนอแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยแก้ทุนนิยมผูกขาด-กระจายอำนาจ
เลขา ครป. เสนอแนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตย เพื่อแก้ปัญหาทุนนิยมผูกขาดและกระจายอำนาจทางการเมือง เนื่องใน 90 ปีประชาธิปไตยไทยที่ล้มลุกคลุกคลาน ยุติบทบาททหารแทรกแซงการเมืองไทย

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงข้อเสนอวันครบรอบ 90 ปี ระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐสภาว่า ประเทศไทยก้าวมาไกลมากแล้วกับพัฒนาการทางการเมืองตลอด 90 ปี มีการปฏิรูปการเมือง มีการล้มลุกคลุกคลาน ติดหล่มอำนาจนิยมบ้างเป็นธรรมดา ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบ้างระหว่างรัฐบาลทหารที่อยากมีอำนาจแทรกแซงการเมืองและรัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน ฉีกแล้วร่างรัฐธรรมนูญการปกครองจนมีรัฐธรรมนูญถึง 20 ฉบับ และเคยมีฉบับที่ดีที่สุดในการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน คือฉบับปี 2489, 2517 และ 2540

แต่ต้องถือว่าประชาชนไทยได้เรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานเกินชั่วอายุคน การศึกษาของราษฎรได้เรียนรู้อำนาจของประชาชนและนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองอย่างก้าวหน้า และกระตือรือร้นมากขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของการเมืองไทย ด้วยตระหนักในสิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยที่ อำนาจเป็นของประชาชน โดยผู้แทนทุกฝ่ายใช้อำนาจนั้นผ่านระบบรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล เพื่อบริหารบ้านเมืองไปตามครรลองประชาธิปไตย ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม

ต้องถือว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันและความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ทำให้ประชาธิปไตยไทยในระบบรัฐสภาติดหล่มมากว่า 8 ปี เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ที่ยึดอำนาจการปกครองสูงสุดของประชาชนแล้วออกแบบประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่ตนเองร่างขึ้นมาสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้งทั่วไป กลายเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะอนุญาตให้ ส.ว.แต่งตั้ง มาเลือกนายกรัฐมนตรี หัวหน้าฝ่ายบริหารประเทศ ใน 2 สมัยแรกของการเลือกตั้งโดยประชาชน

ผมได้แต่หวังว่า ส.ว.จะตระหนักถึงปัญหาในเรื่องนี้ และผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเร็ว โดยเฉพาะหน้าซึ่งมีประชาชนหลายหมื่นคนลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ซึ่งจะเข้าสภาฯ ในอีกไม่นาน เพื่อเปลี่ยนแปลงจากระบอบประชาธิปไตย ไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้น และนายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริงเหมือนก่อนหน้าที่ที่ประเทศไทยยังไม่ติดหล่มอำนาจ

ส่วนระบอบทุนนิยมเผด็จการพรรคการเมือง หรือทุนนิยมประชาธิปไตยที่กลุ่มทุนครอบงำพรรคการเมือง ก็ต้องทยอยแก้ไขไปเป็นพัฒนาการการปฏิรูปการเมือง พร้อมกับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดจากกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจากระบอบอุปถัมภ์ค้ำชู ระบบพรรคพวก ความช่วยเหลือทางการเมืองจนนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนทางนโยบาย และการเอื้อกฎหมาย ในการผูกขาดสัมปทาน ต่ออายุ หรือยกให้ ทำให้กลุ่มทุนใหญ่มีอำนาจเหนือการเมือง และควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีภายในประเทศ จนคนกลุ่มน้อยเพียง 10% มีโภคทรัพย์รวมกันมากกว่า 67% ของประเทศที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้

แน่นอนว่าที่ผ่านมาประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทางการเมือง เพื่อการกระจายอำนาจไปทุกท้องที่ ให้ประชาชนมีส่วนทางการเมือง แต่การเมืองไทยที่ล้มเหลวทำให้การกระจายอำนาจล้มเหลว และไม่สามารถใช้อำนาจทางการเมืองไปเปลี่ยนแปลงให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้

แม้ข้อเสนอหนึ่งของคณะราษฎร และนายปรีดี พนมยงค์ คือการแก้ไขระบบเศรษฐกิจเพื่อบํารุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร และร่างสมุดปกเหลืองซึ่งเป็นแผนเศรษฐกิจเพื่อปฏิรูปที่ดินและรัฐสวัสดิการแก่ประชาชนขึ้น แต่ประเทศไทยหลังผลัดอำนาจโดยกองทัพก็เดินหน้าตามนโยบายทุนนิยมเสรีของค่ายเสรีนิยมอเมริกาอย่างเต็มที่ จนความเหลื่อมล้ำปรากฎทั่วราชอาณาจักรและเกิดความขัดแย้งถึงขั้นสงครามกลางเมือง การแบ่งแยกประเทศและการที่คนไทยหันมาฆ่ากันเองในสงครามประชาชนที่ผ่านมา

ผมเห็นว่าทางออกที่เหมาะสมกับสังคมไทยในห้วงยามนี้คือ การจัดการระบบเศรษฐกิจแบบ "สังคมนิยมประชาธิปไตย" Social Democracy ที่พัฒนาทั้งการกระจายอำนาจทางการเมืองและสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ดังที่เยอรมนีสร้างชาติขึ้นมาได้จากซากปรักหักพังหลังสงครามโลก เดนมาร์กสร้างประเทศได้โดยการกระจายอำนาจและการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองจนกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยอันดับต้นๆ ของโลกที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหมือนไทย และเป็นประเทศรัฐสวัสดิการ มีการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาทุนนิยมผูกขาด

ดังนั้น 90 ปีประชาธิปไตยไทยเดินหน้ามาไกลแล้ว เหลือแต่หล่มอำนาจที่ประเทศไทยติดอยู่ไม่กี่อย่าง ท่ามกลางผู้นำที่หลงอำนาจแบบ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ ที่พยายามที่จะปกครองประเทศด้วยระบอบอำนาจนิยม โดยอาศัยกลุ่มพรรคพวกตนเองสร้างระบอบคณาธิปไตยในยุคใหม่ขึ้น โดยไม่สนใจและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นมาที่ประชาชนไทยต่อสู้เพื่อความเป็นไท มาอย่างยาวนาน

ความกระหยิ่มยิ้มย่องในอำนาจและความหลงยุคของผู้นำไทยในขณะนี้ กำลังจะเป็นเหมือนการขุดหลุมฝังศพตนเองไม่ต่างจากระบอบทุนนิยมที่กลืนกินตนเองในที่สุด

เราต้องการให้ประชาธิปไตยเดินหน้าทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อไป และมีอธิปไตยในดินแดนเสรีที่ไม่ขึ้นกับจักรวรรดินิยมใดๆ เหมือนในอดีตที่กลายเป็นหุ่นเชิดในการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไม่ควรถูกผูกขาดไว้ที่กองทัพและฝ่ายความมั่นคงแบบเก่าอีกต่อไป แต่ต้องถูกกำหนดในรัฐสภาของประชาชนที่มีตัวแทนพิจารณาก่อนทำสนธิสัญญาและข้อตกลงใดๆ

กระบวนการยุติธรรม กฎหมายและศาล ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนพลเมืองไทยโดยไม่เลือกปฏิบัติ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและยึดโยงอำนาจที่มากับประชาชน ยุติระบอบอำนาจนิยมที่กำหนดทิศทางการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมประชาชน เพื่อสร้างบรรทัดฐานของศาล ตุลาการ และกระบวนการยุติธรรมไทยให้ได้รับความไว้วางใจมากขึ้น

การที่ฝ่ายตุลาการและศาลรับรองอำนาจการรัฐประหารโดยกองทัพที่ผ่านมา เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยไทยติดหล่มอำนาจ จากการแทรกแซงทางการเมืองไทยโดยกองทัพทุกสมัยที่ผ่านมาเพื่อยึดอำนาจจากประชาชนโดยอ้างความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น ในวันจันทร์ที่ 27 มิถุนายนนี้ จะมีการนำเสนอข้อเสนอ "การทำให้รัฐประหารหมดไปจากประเทศไทย ด้วยมาตรการทางกฎหมายและบรรทัดฐานของศาล" ขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการนำเสนอของ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศไทยติดหล่มและสามารถเดินหน้าประชาธิปไตยแบบรัฐสภาต่อไปได้อย่างสง่างาม และถือเป็นวันครบรอบ 90 ปี 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามฉบับแรกของไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

https://www.facebook.com/photo/?fbid=438781728260162&set=a.336935838444752