"สุวัจน์"ฟันธงศึกซักฟอกรัฐบาลผ่านฉลุยอาจนำไปสู่การปรับครม.

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 11:57 น.
"สุวัจน์"ฟันธงศึกซักฟอกรัฐบาลผ่านฉลุยอาจนำไปสู่การปรับครม.
"สุวัจน์"ฟันธง ศึกซักฟอกรัฐบาลผ่านฉลุย แต่อาจปรับครม.ต้องมีการเสียสละกันบ้าง เชื่อ"บิ๊กตู่"เป็นนายกฯมาหลายปีเข้าใจหมดทุกเรื่อง

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนา (ชพน. ) ให้สัมภาษณ์ที่ จ.นครราชสีมาถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า มองในแง่เสถียรภาพของรัฐบาลต้องเรียนว่าเวลาที่เราจะตัดสินอะไรกันในสภาฯ เราก็จะเสียงข้างมากเป็นสิ่งที่ตัดสินในสิ่งๆนั้น ตัดสินญัตตินั้น ตัดสินกฎหมายนั้น ขณะนี้จำนวนเสียงของรัฐบาลค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพดูจากกฎหมายงบประมาณที่ผ่านไป ซึ่งแรกๆก่อนที่จะพิจารณากฎหมายงบประมาณเราก็กังวลกันยู่ว่างบประมาณจะเป็นอย่างไร แต่ในที่สุดทุกคนก็เห็นประโยชน์ของประเทศและให้ความร่วมมือ รัฐบาลก็ผ่านเรื่องงบประมาณมาได้ ด้วยเสียงที่มีค่อนข้างที่จะบ่งบอกถึงเสถียรภาพของรัฐบาล และจากวันที่งบประมาณมาจนถึงวันนี้ดูแล้วยังไม่ได้มีอะไรที่จะดูเหมือนว่าทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลลดน้อยลงไปในเรื่องของเสียงที่จะยกมือ แต่เรื่องของการอภิปายไม่ไว้วางใจนอกจากเรื่องเสถียรภาพแล้ว บางทีมันก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริง เป็นเรื่องเหตุและผล เพราะฝ่ายค้านเขาทำหน้าที่ตรวจสอบ

"ฉะนั้นประเด็นอะไรที่ฝ่ายค้านจะหยิบมาพูดวันนี้เรายังไม่เห็น แต่ว่าวันอภิปรายฯบางทีเรามักจะใช้สำนวนว่า มีใบเสร็จ หมายความว่า ชัดเจน ว่ามีความบกพร่องเรื่องนี้ ฉะนั้นถ้ามีความชัดเจนขึ้นมามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว แต่ว่าโดยเสถียรภาพของรัฐบาลตนว่าพื้นฐานนี้ยังถือว่าโอเค แต่ว่าคงจะตอบอะไรวันนี้ไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระ เหตุผล และความหนักแน่นของประเด็นในการอภิปรายฯ

“อย่างไรกก็ตาม ตอนมองว่าการอภิปรายฯเที่ยวนี้มีความสำคัญ เพราะว่าเป็นการอภิปรายฯที่อยู่บนท่ามกลางวิกฤติเป็นครั้งแรกที่เหมือนกับเป็นการอภิปรายฯท่ามกลางข้าวของแพง ท่ามกลางน้ำมันแพง ท่ามกลางหนี้เยอะๆ ท่ามกลางเงินเฟ้อ ท่ามกลางปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ท่ามกลาง GDP ที่ถดถอยมันเป็นการอภิปรายฯที่อยู่บนพื้นฐานของปัญหาที่มันกำลังเกิด ฉะนั้นมันจะเป็นการอภิปรายฯที่ตนเชื่อว่าอยู่ในความสนใจกันมาก ที่สำคัญเป็นการอภิปรายฯเป็นครั้งสุดท้ายของสภาฯชุดนี้ เพราะเราอยู่กันจะครบ 4 ปีแล้ว ถ้าอภิปรายฯครั้งนี้จบแล้วในสภาฯชุดนี้ไม่มีอภิปรายอีกแล้วก็ต้องไปรอเลือกตั้งใหม่มีสภาชุดใหม่" นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า ด้วยสองเหตุผลนี้เป็นการอภิปรายอยู่ท่ามกลางวิกฤติแล้วก็เป็นการอภิปรายครั้งสุดท้าย ตนเชื่อว่าจะต้องเป็นการอภิปรายที่ถือว่าต้องติดตามและก็อย่าประมาท ผู้ที่ถูกอภิปรายครั้งนี้ก็ต้องทำการบ้านให้พร้อม เพราะว่าถ้าเป็นเทนนิสเที่ยวนี้ก็คือศึก Grand Slam แกรนด์สแลม เป็นศึกใหญ่ และควรจะได้ประโยชน์จากการอภิปราย เพราะเป็นการอภิปรายท่ามกลางปัญหาของประเทศ ฉะนั้นคนที่เขาทำงานเขาจะได้มีโอกาสที่จะบอกว่าผมทำอะไรไปแล้วบ้าง เช่น รัฐบาลจะได้มีโอกาสบอกเลย เรื่องน้ำมันทำอะไร สินค้าทำอะไร โควิดทำอะไร รัฐบาลก็มีสิทธิ์ที่จะบอก แต่ขณะเดียวกันบ้างเรื่องที่ยังไม่ได้ทำหรือบางเรื่องที่ทำไม่ดี ฝ่ายค้านมีสิทธิ์ที่จะบอก ฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อมูล รัฐบาลก็จะบอกสิ่งที่ตนเองทำ ฝ่ายค้านก็ได้บอกในสิ่งที่เห็นว่ายังไม่ได้ทำหรือทำไม่ดี ฉะนั้นรัฐบาลก็สามารถที่จะมีข้อมูลจากฝ่ายค้านและอาจจะมีมุมดีๆอะไรก็ได้มาแก้ไขปัญหาน้ำมันแพง มีมุมดีๆอะไรก็ได้มากระตุ้นเศรษฐกิจและมาช่วยเรื่องการท่องเที่ยว ช่วยการลงทุนจากการอภิปรายในสภาฯ ฝ่ายค้านเองก็มีมุมดีให้รู้ว่ารัฐบาลเขาทำอย่างนี้ในสิ่งนี้ที่เป็นประโยชน์ ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสที่จะได้คำตอบด้วยกันทั้งคู่

"ถึงแม้ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะคนฟัง คือ พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ที่สุด จะได้เข้าใจว่าที่ผ่านมาบ้านเมืองเรามีปัญหากันอย่างไร รัฐบาลทำงานกันอย่างไร รัฐบาลมีผลงานอย่างไร เหลืออะไรที่มันทำไม่ครบถ้วน หรืออะไรที่ไม่ควรทำก็แล้วแต่ ฉะนั้น ก็ยกมือกันก็แล้วแต่ผลของการยกมือ แต่ในเรื่องของการอภิปรายฯโดยปกติไม่ได้จบแค่ยกมือในสภาฯ มันจะมีผลหลังจากการอภิปรายก็คือ ความรู้สึกนึกคิดของสังคม ของคนนอกสภาเมื่อฟังการอภิปรายแล้ว คนนี้เหมาะ คนนี้ไม่เหมาะ คนนี้ทำดีแล้ว คนนี้ทำไม่ดีจะมีผลของการอภิปรายที่เกิดขึ้น ที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชนชนแล้วอาจจะต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งด้วย ฉะนั้นเชื่อว่า จะเป็นการอภิปรายที่มีผู้คนติดตามกันมาก แต่ก็ต้องทำการบ้านกันเต็มที่ ต้องอย่าประมาท รัฐบาลเองก็ต้องดูแลเรื่องเสถียรภาพให้พร้อมและดูแลเรื่องคำตอบให้ชัดเจน ฝ่ายค้านก็ต้องทำการบ้านของเขาเต็มที่ แต่จะอย่าไรก็แล้วแต่ก็ถือว่าเป็นกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ทุกคนทำตามหน้าที่กันตามรัฐธรรมนูญ ตนเองก็ขอเอาใจช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี"

ส่วนที่พรรครัฐบาลมีการตั้งทีมองค์รักษ์พิทักษ์ปรามมาร โดยกลุ่ม ส.ส.หน้าใหม่นั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า คงจะเป็นเหมือนกับทีมที่คอยชี้แจงก็เหมือนกับเป็นเทคนิค เป็นเทคนิคเรื่องของการเกม เทคนิคของการอภิปราย ตนว่าก็ไม่ซีเรียสอะไร เป็นเรื่องที่ปกติมันก็ต้องมีทีมอยู่แล้ว ทีมฝ่ายค้านก็ต้องมีทีมอย่างนี้ รัฐบาลก็ต้องมีทีมอย่างนี้ก็เป็นกลไกอย่างหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนจะมีการปรับ ครม.หลังอภิปรายฯนั้น คิดว่าปกติเวลามีการอภิปรายฯ บางทีถ้าผลของการอภิปรายมีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือก็อาจจะนำไปสู่การปรับ ครม. บางทียกไม้ยกมือกันเราก็มีมารยาททางการเมือง แต่บางทีก็ต้องพูดกันตรงๆว่า การอภิปรายมันมีน้ำหนัก มันมีเหตุมีผล บางทีก็ต้องเสียสละกันบ้าง ฉะนั้นบางทีการอภิปรายก็อาจจะนำไปสู่เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้ ซึ่งก็เคยมีมาแล้วตลอด แต่ยังไม่ทราบว่าการอภิปรายฯเที่ยวนี้หลังอภิปรายฯแล้วจะมีอะไรบ้างตนไม่ทราบ แต่ว่าถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะคร่ำหวอดการเมืองถ้าจบการอภิปรายฯแล้วรัฐบาลก็อยู่ครบ 4 ปีเต็มเลยนั้น นายสุวัจน์ตอบว่า เอาอย่างนี้ ไม่มีศึกหนักแล้ว Grand Slam แกรนด์สแลม ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ดูเรื่องการเป็นเจ้าภาพเอเปคให้ดีที่สุด เพราะเป็นโอกาสทองของประเทศไทย ยิ่งเวลาที่เรามีวิกฤติโควิดแล้วตอนนี้เราดูแลสถานการณ์ได้ดีระดับหนึ่ง เริ่มคลี่คลาย เริ่มเปิดประเทศ เริ่มลดหย่อนมาตรการต่างๆที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา การที่เราประชุมเรื่องเอเปค ผู้นำระดับโลกที่เป็นผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเขามารวมกันอยู่ประเทศไทย อันนี้มันยิ่งใหญ่มากๆ เป็นโอกาสทองในการที่จะให้เขาเห็นโอกาสการลงทุน โอกาสการท่องเที่ยวให้เขามีความมั่นใจกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้น การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่แค่กระตุ้น ฟื้นฟูเลย ถ้าสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเขา เมื่อเห็นสภาพข้อเท็จจริงและบรรยากาศการเมืองบ้านเราราบรื่น และเห็นบรรยากาศต่างๆของเมืองไทยและมีความมั่นใจมาลงทุน มาท่องเที่ยว อันนี้คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นโอกาสทองท่ามกลางวิกฤติมีโอกาสแล้วโอกาสเที่ยวนี้เมื่อโควิดคลี่คลายการจะเป็นเจ้าภาพเอเปคตนว่าเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ให้ทุกประเทศที่มาประชุมประทับใจและเชื่อมั่นกับเมืองไทย

ต่อข้อถามว่าวันของการลงมติอภิปรายครั้งสุดท้ายของสภาจะมีงูเห่าหรือไม่ นายสุวัจน์ ตอบว่า งูเห่ามักจะปรากฎ แต่ตอนนี้ยังไม่ค่อยปรากฏตัว งูเห่าก็ต้องมากับสถานการณ์ แต่ตนไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่มี ประเมินไม่ได้ ตนว่าพื้นๆเราก็เอากันด้วยเนื้อหาก่อนดีกว่า ขอให้เนื้อหาเราตอบได้ ขอให้เนื้อหาเราชี้แจงได้ ถ้าสองอย่างนี้เราตอบได้ตนว่าพื้นฐานของเสถียรภาพของรัฐบาลเพียงพอ ไม่ต้องไปพึ่งอะไรนอกระบบ ทุกอย่างเอามากองบนโต๊ะ ใสสะอาด ดีที่สุด ตอบคำถามด้วยความภาคภูมิใจ ด้วยมาตรการ ด้วยประสิทธิภาพ ด้วยผลงาน ตนว่าเอากันแบบโดยเนื้อๆที่เรามีอยู่ ตนคิดว่าเสียงดูจากงบประมาณแล้วก็ยังโอเค ยังไม่มีโรคแทรกอะไรที่น่าหวั่นไหว แต่สำคัญที่สุดทำการบ้านในการชี้แจงในการทำความเข้าใจ ตนว่ารัฐบาลก็อาจจะถือโอกาสนี้เป็นการแสดงออกถึงผลงานที่ทำ ฝ่ายค้านก็แสดงออกถึงผลงานของการตรวจสอบแล้วจะต้องมีอะไรดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศจากข้อเสนอแนะของบนเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างนี้ถือว่าสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน

ตอบข้อถามถึงหลายฝ่ายจับตาการอภิปรายฯนี้ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามสไตล์จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ดุดัน ตึงเครียด นายสุวัจน์ ตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ฯเป็นนายกรัฐมนตรีจะ 8 ปีแล้ว คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมา 7-8 ปี ตนว่าท่านเข้าใจหมดทุกเรื่อง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง