"นิโรธ"ย้อนถามฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายฯอีกแล้วไม่เหนื่อยหรือ

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 17:24 น.
"นิโรธ"ย้อนถามฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายฯอีกแล้วไม่เหนื่อยหรือ
ประธานวิปรัฐบาลถามฝ่ายค้านไม่รู้จักเหนื่อยหรืออย่างไรจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติอีกแล้ว ยันไม่กังวลเปิดเวทีใกล้ช่วงเลือกตั้ง ซัดจ้องนับองค์ประชุมสะท้อนทัศนติแคบไร้อย.รับรอง

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า ยังไม่ถึง ฝ่ายค้านไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างหรือ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่การขอเปิดอภิปรายช่วงใกล้เลือกตั้ง นายนิโรธ กล่าวว่า ไม่กังวลอะไร เพราะทางรัฐบาลและฝ่ายบริหารทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีข้ออะไรที่ทำให้เสียหาย จึงคิดว่าฝ่ายค้านจะได้ชี้แนะบางเรื่องที่รัฐบาลทำไปแล้ว และอาจยังไม่เข้าตาฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่า ที่ประชุมพรรคฝ่ายค้านได้ฝากกำชับเรื่ององค์ประชุมที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องช่วยโดยการชิงปิดประชุมก่อนตลอด นายนิโรธ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร แต่ถ้าคิดแบบนี้ทัศนคติคับแคบไปนิดและไม่เป็นธรรมกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะสภาฯเป็นของ ส.ส.ทุกคน ไม่ว่าพรรคไหน ทั้งฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ยกตัวอย่าง ตอนภาคประชาชนเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา ฝ่ายค้านสนับสนุนร่างนี้ ถ้ามองกันแล้วเสียงฝ่ายค้านก็ไม่พอ แต่รัฐบาลเห็นว่า เป็นภารกิจและหน้าที่ต้องรับฟังกฎหมายทุกฉบับที่เข้าสู่สภาก็ยังเต็มองค์ประชุม ดังนั้นผู้แทนต้องเข้าใจและสื่อต้องเข้าใจเรื่องนี้ ที่ตนพูดไม่ได้ตอบโต้เพียงชี้แจงให้เข้าใจ

เมื่อถาม ย้ำถึงกรณีล่าสุดที่ร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอแต่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหายไปจำนวนมาก จึงอาจโหวตไม่ผ่านจนประธานสภาฯ ต้องปิดประชุม จะแก้ปัญหานี้ไม่ให้ซ้ำรอยอย่างไร นายนิโรธ กล่าวว่า คิดว่าทัศนคติแบบนี้แคบไปนิดนึง คิดแบบไม่มี อย.รับรอง ตนต้องขอความเป็นธรรมและชี้แจงว่าเป็นการประชุมร่วมที่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานข้ามวันและกว่า ส.ส.จะได้พัก เมื่อพักแล้วก็ต้องรีบประชุมต่อ โดยได้กำหนดกรอบเวลาไว้ที่ 16.00 น. เมื่อเวลาใกล้เคียงประธานสภาฯก็สั่งปิด จึงต้องขอความเป็นธรรมให้สภา ไม่ได้ขอความเป็นธรรมให้ฝ่ายรัฐบาล เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่าเมื่อประกาศใช้แล้วธรรมนูญถึงเวลาที่อาจจะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ นายนิโรธ กล่าวว่า ไม่ทราบ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯ และฝ่ายบริหาร