นายกฯย้ำไม่ขอนั่งครบเทอม-ยุบสภาปี54

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2553 เวลา 10:17 น.

นายกฯยืนยัน ไม่ขอนั่งครบเทอม-ยุบสภาปี54แน่นอน เชื่อเลือกตั้งใหม่ลดความตึงเครียดการเมืองได้ ระบุรัฐบาลไม่แทรกแซง การประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นดุลพินิจของศาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ขอให้ประชาชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หลังยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับการประกันตัวเสื้อแดง ยืนยันต้องอยู่ภายใต้หลักของกฎหมาย คือต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลไม่ใช่รัฐบาลหรือฝ่ายอื่น ทุกฝ่ายต้องเคารพ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า หากได้รับการประกันตัวแล้วจะไม่ถูกดำเนินคดี หรือได้รับการจับกุมโดยไม่เป็นธรรม แต่เบื้องต้นรัฐบาลทราบข้อมูลว่า ผู้ถูกคุมขังไม่ได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย และขาดแคลนทุนทรัพย์ รัฐบาลจึงยื่นมือเข้ามาช่วย เบื้องต้นยื่นประกัน 5 ราย แต่ศาลให้ประกันตัว 3 ราย ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะมุ่งเน้นการประกันตัวคนที่มีความผิดเบา ส่วนแกนนำมีสิทธิ์ยื่นประกันตัวเช่นกัน ซึ่งต้องดูเป็นรายบุคคล ยืนยันไม่ใช่เป็นมติ ครม.ว่าจะให้ประกันหรือไม่

ขณะที่ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี แล้ว ส่วนที่เหลือมีการพิจารณาความเหมาะสม โดยคาดว่าจะนำร่องจังหวัดละ 1 อำเภอ

ลั่นไม่ขออยู่ครบเทอม-ยันยุบสภาก่อนปลายปี54

ในช่วงที่สองนายกได้ตอบข้อซักถามพิธีกรรับเชิญ ในโอกาสบริหารประเทศมาครบ 2 ปี โดยยอมรับว่าไม่เคยคิดว่าจะนั่งบริหารยาวมาจนถึงวันนี้ได้เพราะวิกฤตบ้านเมืองหนักหนาสาหัสตามที่ทราบกันดี แต่ขอยืนยันจะไม่นั่งบริหารครบเทอมและเตรียมยุบสภาในปีหน้าแน่นอน ก็เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งตามกติกาตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าประชาชนต้องการเลือกใครเข้ามาทำงานในสภา เชื่อว่าเป็นการลดความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในช่วงหาเสียง

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชน ให้คะแนนรัฐบาลสอบผ่านอย่างฉิวเฉียดนั้น ส่วนตัวมองว่า ตัวเลขในทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คิดไว้ในภาวะสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ ซึ่งการให้คะแนนเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งดี ที่ทำให้รัฐบาลต้องกระตุ้นให้พยายามมากขึ้น

ขณะเดียวกันมองว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง คือ ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งแล้ว แต่การเลือกตั้งต้องอยู่ในบรรยากาศที่ดีด้วย ส่วนการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล ยอมรับไม่มีใครอยากออกจากรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าการยุบสภาน่าจะเกิดขึ้นก่อนปลายปีหน้า ส่วนรัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ นโยบายก็ต้องดำเนินต่อไปให้เสร็จ ซึ่งถือเป็นการท้าทายพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังแถลงผลงานรัฐบาลครบ 2 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตนได้มีการประเมินผลงานของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่คิดไว้ในใจ

ทั้งนี้มองว่า การเกิดปัญหาระหว่างพรรคร่วม ถือเป็นเรื่องปกติของรัฐบาลผสม โดยยอมรับว่า มีการแข่งขันกันเองบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องไม่มีการก้าวล่วง ซึ่งพรรคร่วมเข้าใจกติกานี้ดี แต่โดยรวมถือว่าร่วมงานต่อไปได้ พร้อมยืนยันในการเลือกตั้งสมัยหน้า พรรคที่ชนะอันดับ 1 ต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ย้ำรัฐขวางเขมรเสนอแผนบริหารพื้นที่ทับซ้อนพระวิหารมาตลอด

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ภาพรวม 2 ปีที่ผ่านมาดีขึ้นมาก โดยเฉพาะกับกัมพูชา ซึ่งปัญหาที่เกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้แก้ปัญหาได้แล้ว

ส่วนปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารนั้น ยืนยันว่า ไทยจะไม่มีการเสียดินแดนอย่างแน่นอน และไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ของฝรั่งเศส และมีหนังสือถึงกัมพูชาด้วย

"ผมเข้ามาหลังรัฐบาลชุดก่อนลงนามแถลงการร่วมทำให้กัมพูชาไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรกดกโลก และมีความพยายามเสนอแผนบริหารพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งรัฐบาลได้สกัดกั้นมาโดยตลอด ไม่ให้กัมพูชาเสนอแผนต่อที่ประชุมกรรมการมรดกโลกได้ ซึ่งผมได้เสนอ นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรี กัมพูชา ว่า ก่อนจะมีการพิจารณา เรื่องการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก มิ.ย. ปี2554 ไทยและกัมพูชาควรมีการนัดหารือกันก่อน"นายอภิสิทธิ์กล่าว

เล็งเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกข้ามพรมแดน

ขณะที่สถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารนั้น ชุมชนชาวกัมพูชา และตลาดได้ย้ายออกไปแล้ว แต่ยังเหลือทหารของทั้งสองฝ่ายและไม่มีการถอนทหาร ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีความระมัดระวังในการเดินเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

ทั้งนี้มองว่า คุณค่าของปราสาทพระวิหารถ้าจะให้สมบูรณ์ต้องมองทั้งในฝั่งไทยและกัมพูชา ดังนั้นจึงเสนอให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรกดกโลกข้ามพรมแดน

ส่วนความสัมพันธ์กับมาเลเซียนั้น ดีขึ้นตามลำดับ มีความเข้าใจสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีความร่วมมือที่ดีขึ้น ส่วนประเทศลาว มีการแก้ปัญหาเรื่องม้ง และกำลังจะฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ไทย - ลาว ขณะที่พม่าก็มีความร่วมมือแก้ปัญหาชายแดนร่วมกัน ซึ่งไทยมีจุดยืนคือ ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของพม่า

อาจลดเก็บภาษีน้ำมันเหลือ3บาท

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ารัฐบาลยังมีนโยบายดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เพราะไม่ต้องการให้มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ เนื่องจากภาคขนส่งจะมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปยังภาคต่างๆ โดยหากครบกำหนดเดือน ก.พ. ปีหน้า ในการตรึงราคาดีเซล

"หากราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูง ก็จะใช้กลไกลต่างๆ เข้ามาดูแลต่อไป  โดยปัจจุบันได้ใช้กลไกลจากกองทุนน้ำมันเข้ามาดูแล แต่หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลไม่ไหวก็จะใช้กลไกลภาษีเข้ามาดูแล โดยการลดภาษีลงเหลือ 3 บาท จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ 5 บาท"นายอภิสิทธิ์กล่าว

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ