"สมชัย"ชี้ถ้า"ประยุทธ์"แทรกแซงพปชร.ผิกกฎหมายมีโทษหนัก

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 12:12 น.
"สมชัย"ชี้ถ้า"ประยุทธ์"แทรกแซงพปชร.ผิกกฎหมายมีโทษหนัก
อดีตกกต.ฟันธงการเข้าพบนายกฯของ 6 แกนนำพรรคพลังประชารัฐหารือปรับโครงสร้างพรรคสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายพรรคการเมืองคนนอกเข้ามาแทรกแซงพรรคมีโทษหนัก

เมื่อวันที่  27 ต.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรณี 6 แกนนำพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงการลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค เปิดทางให้ปรับโครงการพรรคใหม่ ว่า พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ห้ามทั้งพรรค ไม่ให้คนนอกมาครอบงำ (มาตรา 28) และ ห้ามคนนอกมาครอบงำพรรค (มาตรา 29) โดยในกรณีแรกโทษถึงยุบพรรค กรณีที่สองโทษ จำคุก 5-10 ปี ปรับ หนึ่งแสนถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ทั้งนี้ จากการที่มีสื่อลงข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เรียกรัฐมนตรีที่เป็นกรรมการบริหารพรรคมาพบที่ทำเนียบ และบ้านพัก ขอให้มีการปรับกรรมการบริหารใหม่ ด้วยวิธีการลาออกเกินกว่ากึ่งหนึ่งเพื่อล้างกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพปชร.หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง ถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 29 และหากกรรมการบริหารมีการลาออกเกินกว่ากึ่งหนึ่งตามมา ถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 28 กระบวนการที่ควรดำเนินการ คือการนำหลักฐานข่าวของสื่อมวลชน ร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง คือเลขา กกต. ซึ่งนายทะเบียนจะต้องดำเนินสืบสวนข้อเท็จจริงและสรุปส่ง กกต.เพื่อลงมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีการวินิจฉัยยุบพรรค

นายสมชัย กล่าวว่า หากร้องแล้ว นายทะเบียนเพิกเฉย หรือกระทำการโดยเอื้อประโยชน์อย่างไม่สุจริต ก็สามารถร้องคดีอาญา ม. 157 ฐานประพฤติมิชอบได้ หลักฐานจากสื่อมวลชนเพียงพอที่จะเป็นต้นเรื่องแล้ว ส่วนการสอบสวน ตัวนายทะเบียนต้องเรียกทุกฝ่ายมาให้ข้อมูล ทั้งสื่อมวลชน ทั้งรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี