ญาติวีรชนพฤษภาสิ้นหวัง ซัดผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ใส่ใจแก้ขัดแย้ง

วันที่ 17 ต.ค. 2564 เวลา 11:19 น.
ญาติวีรชนพฤษภาสิ้นหวัง ซัดผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ใส่ใจแก้ขัดแย้ง
ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา35 ซัดผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ใส่ใจแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เศร้าใจที่แกนนำ2ฝ่ายติดคุกตารางไม่รู้จักจบสิ้น จวก7ปี”ประยุทธ์”สร้างความหายนะกับประเทศ พร้อมหนุนคนรุ่นใหม่ทวงคืนอนาคต

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35และ แกนนำไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง ว่า ที่ผ่านมาตนได้พยายามเสนอทางออกให้บ้านเมืองเพื่อให้หลุดพ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์จนเกิดความสูญเสียของทุกฝ่าย แต่บัดนี้ตนรู้สึกสิ้นหวังเพราะผู้รับผิดชอบและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ได้ใส่ใจนำพาแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ มีหลักคิดแบ่งแยกประชาชน มองอำนาจคือธรรม ไม่ใช่ธรรมคืออำนาจ ใช้อาญาสิทธิ์กดทับปัญหา โดยลืมไปว่า ประชาชนที่ถูกกดขี่ หรือถูกปกครองด้วยความไม่เป็นธรรมนั้น ตายสิบเกิดแสน

การแก้ปัญหาแก้แบบซื้อเวลาไปวันๆคิดว่าการใช้อำนาจจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้อีกไม่นานก็จบ โครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมแบบที่เป็นอยู่นี้ ไม่สามารถสืบทอดต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้น การปฏิรูปอาจไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอของสังคมแล้ว หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีปัญญาคิดแค่นี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ขอบอกว่า กำลังคิดผิด ส่วนฝ่ายการเมืองต่างๆ ก็ไม่ได้ตระหนักว่าระบบการเมืองที่เป็นอยู่ไม่สามารถตอบโจทย์และคลี่คลายความขัดแย้งลงได้ หนำซ้ำยังกำลังเตรียมการเลือกตั้งกันแล้ว โดยบางพรรคก็รณรงค์สร้างคะแนนนิยมในลักษณะตอกลิ่มความขัดแย้งของประชาชน ทุกวันนี้ประชาชนแตกแยกและยังเผชิญหน้ากันแทบทุกพื้นที่

ประธานญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวว่า ตนมีความผูกพันกับแกนนำผู้ชุมนุมทุกฝ่าย เพราะส่วนใหญ่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลญาติวีรชนพฤษภา’35 มาโดยตลอด เมื่อการเมืองทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเป็น2ขั้วตนก็รับเป็นกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้โอกาสรัฐบาลคลี่คลายความขัดแย้ง และได้เสนอแนวทางสร้างความปรองดองให้รัฐบาลแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ตรงกันข้ามกลับผลักดันให้แกนนำทุกกลุ่มเข้า”สู่สายพานมรณะ”ทั้ง2ฝ่ายติดคุกติดตาราง ชีวิตลำบากเดือดร้อนกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เป็นเรื่องที่ตนเศร้าใจมาก

ส่วนการปฏิรูปประเทศก็ไม่ทำมีแต่สร้างวาทกรรมไปวันๆ ยิ่งทำให้ประเทศชาติถอยหลัง สิ่งที่ทุกฝ่ายคาดหวังก็ได้คำตอบชัดว่าโดน”หักหลัง” ตนจึงตั้งกลุ่มไทยไม่ทนฯออกมาขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงจากตำแหน่งนายกฯเพราะเป็นบุคคลที่ตระบัดสัตย์ ล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ ยิ่งอยู่ยิ่งจะสร้างปัญหาให้ประเทศชาติมากขึ้น

“7ปีที่พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในอำนาจนอกจากไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแล้วยังสร้างปัญหาใหม่ขึ้นอีก เป็น 7 ปีบนความหายนะของประเทศชาติ คนรุ่นเก่าอาจจะมองไม่เห็นทางออกแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลทำให้อนาคตเขามืดมดเหมือนอนาคตถูกขโมยไปเขาจึงต้องลุกขึ้นมาทวงคืนอนาคตของตัวเอง แม้บางครั้งอาจจะล้ำเส้นกฎหมายไปบ้าง แต่เมื่อความอยุติธรรมเป็นกฎหมาย การต่อต้านจึงเป็นหน้าที่ การใช้อำนาจทุกอย่างจัดการกับผู้เห็นต่างทางความคิดโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ยิ่งจะสร้างความคับแค้นเหมือนไฟสุมอยู่ในอก พร้อมปะทุขึ้นมาอีกได้ตลอดเวลา อย่าลืมว่าเวลาเป็นของพวกเขา พวกเราเป็นไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที หากเกิดวิกฤติถึงขั้นนองเลือดอีกครั้ง แล้วจะมีหลักประกันอะไรว่าจะเอาอยู่”

นายอดุลย์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยที่ทำให้นักศึกษาและประชาชนเข้าป่าจับปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ก็เพราะรัฐไทยประเมินสถานการณ์ผิดคิดว่าการปราบปรามจะเอาอยู่ แต่ยังโชคดีที่ยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกฯในขณะนั้นออกคำสั่ง 66/23 กำหนดให้มีการแก้ปัญหาความอยุติธรรมทางสังคม ให้คนเห็นต่างทางความคิดออกมาร่วมพัฒนาชาติไทยยุติความขัดแย้งทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบได้ แล้วยุคปัจจุบันรัฐบาลและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้มีแนวทางที่จะขจัดความขัดแย้งทางความคิดอย่างไร มีแต่ซ้ำเติมเพิ่มปัญหารอวันปะทุซึ่งตนพยายามเตือนมาตลอดหากถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไป ซึ่งตนจะไม่เรียกร้องกับรัฐบาลนี้อีกแล้ว แต่จะสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ทวงคืนอนาคตของเขาต่อไป