เด็กสร้างไทยโต้ “แรมโบ้” ทุกคนมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาลในนามประชาชน

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 13:28 น.
เด็กสร้างไทยโต้ “แรมโบ้” ทุกคนมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาลในนามประชาชน
"เทพฤทธิ์" ตอกกลับแรมโบ้ยันทุกคนมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล ซัดล้มเหลวแก้โควิด อ้างไม่พร้อมไม่ได้เพราะไม่ใช่การระบาดครั้งแรก

วันที่ 15 เม.ย. นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน คณะกรรมการนโยายและแผนงาน พรรคไทยสร้างสร้างไทย กล่าวว่านายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ขาดความเข้าใจว่าประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่หรือไม่ตาม ในระบอบประชาธิปไตย ต่างมีสิทธิในการตั้งคำถามและร่วมตรวจสอบงการทำงานของรัฐบาล รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่แสดงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณต่อผู้เสียภาษี มิเช่นนั้น ปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชันการใช้จ่ายงบประมาณจะน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง จากข้อมูลขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้รายงานว่าประเทศไทยในปี 2560 อยู่ในลำดับที่ 96 ปี 2561 ลำดับที่ 99 ปี 2562 ลำดับที่ 101 และในปี 2563 ตกไปอยู่ลำดับที่ 104 จาก 180 ของรายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) จะเห้นได้ว่าแค่ช่วงปี 2561 ถึง 2563 ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ปัญหาคอรัปชันเลวร้ายลงเรื่อยๆ

เกี่ยวกับการตรวจโควิด-19 ฟรีเชิงรุกที่รัฐบาลกล่างอ้างมานั้นก็ไม่ฟรีจริง เนื่องจากต้องผ่านตามเกณฑ์ที่เข้มงวดและจำกัด ต้องเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ตรงตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด หากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทุกคนได้รับการตรวจฟรีเพื่อคุมการแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะต้องให้มีการตรวจฟรีในทุกกรณี

ความล้มเหลวในการทำงานครั้งนี้ไม่ใช้ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว รัฐบาลจึงไม่อาจอ้างความไม่พร้อมได้ เมื่อวานนี้หรือวันแรกของวันหยุดสงกรานต์ มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นถึง 1,335 ราย และครอบคลุมทั้งหมด 75 จังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา แม้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะทำงานอย่างหนัก แต่การนโยบายและการวางแผนของรัฐบาลกลับไร้ประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเหตุใดประสบการณ์การจัดการวิกฤตโควิค 2 ครั้ง ที่ผ่านมาไม่สามารถใช้เป็นบทเรียนได้

การแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนโควิดฯ ประกอบด้วย ฝ่ายวิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีและมีประธานเป็นนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ถือว่าช้ามาก หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับวัคซีนจาก 3 - 4 แหล่ง รัฐบาลไทยจึงควรยอมรับว่าได้ตัดสินใจผิดพลาดด้วยการจัดหาวัคซีนจากแหล่งเดียวถึง 26 ล้านโดส ซึ่งจะถึงประเทศไทยในดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งๆ ที่มีข่าวจากรัฐบาลอังกฤษว่าประชาชนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ไม่ควรได้รับการวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า เนื่องจากมีคนไข้บ้างส่วนได้รับผลกระทบจากการเกิดลิ่มเลือดซึ่งอาจเป็นภัยถึงชีวิต นอกจากนี้ วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก็มีปัญหาลิ่มเลือดเช่นกัน โดยองค์การอาหารและยา (FDA) และศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐฯ (CDC) ก็ห้ามเช่นกัน ดังนั้น ทางเลือกของประเทศไทยจึงเหลือน้อยมาก นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังรายงานว่าประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคของจีนมีประมาณ 52% ซึ่งประเทศไทยได้สั่งมาแล้วถึง 2 ล้านโดส และพร้อมฉีด แต่ประเทศไทยตอบสนองในการฉีดวัคซีนช้ามาก แต่ซ้ำยังคัดสรรยี่ห้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด จนถึงขณะนี้ มีประชากรไทยเพียง 578,532 ราย หรือ 0.8% ที่ได้รับการฉีดวัคซีน คิดเป็นเป็นอันดับ 6 ของภูมิภาคอาเซียน

นายเทพฤทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “พรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนและมีสิทธิในการตั้งคำถามและตรวจสอบรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย เราต้องรับฟังกันและกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษี ซึ่งรวมถึงการผลักดันให้รัฐบาลทำงานรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"